ลุงหลวง เล่าสุดทรมาน ถูกลูกสาวส่งเข้าศูนย์พักพิงในกาญจนบุรี หลังมีปัญหาเรื่องที่ดิน เผยถูกขังในกรงนานนับปี คิดว่าต้องตายที่นั่นแล้ว เล่านาทีเจอป้าภัทร วางแผนจะพากันหนี พอออกมาได้ก็กลายเป็นคนสิ้นเนื้อประดาตัว ยันดำเนินคดีเพื่อนลูกให้ถึงที่สุด เป็นคนทำครอบครัวแตกแยก

วันที่ 7 ต.ค.69 ลุงหลวง วัย 70 ปี ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้สูงอายุที่ถูกส่งไปศูนย์ใน จ.กาญจนบุรี และถูกระบุว่าเป็นคนวิกลจริต เปิดเผยว่า มีปัญหาครอบครัวเรื่องทรัพย์สิน ถูกคนมารับไปส่งที่ศูนย์พักพิงแห่งหนึ่งใน จ.นนทบุรี ตั้งแต่ 11 ม.ค.66 ก่อนจะอยู่ได้ประมาณ 3 เดือน และหนีออกมาได้ เพราะถูกล็อกมือ-เท้าด้วยกุญแจมือติดไว้กับเตียง

ซึ่งระหว่างที่หนีจะไปบ้านญาติ ก็โดนเจ้าหน้าที่อ้างตัวเป็นมูลนิธิฯ สวมใส่ชุดนอก ไล่จับตัวพาไปส่งที่ศูนย์พักพิงใน จ.กาญจนบุรี ที่กำลังเป็นข่าว โดยเจ้าหน้าที่ที่มารับอ้างว่า จะพาไปรักษา ทั้งที่ไม่ได้ป่วย และทราบว่าเจ้าหน้าที่มูลนิธิเถื่อนพวกนี้จะได้รายได้จับคนชราไปส่ง หัวละ 5 พันบาท

ลุงหลวง เล่าทั้งน้ำตาว่า รู้สึกเสียใจกับพวกเจ้าหน้าที่มูลนิธิเถื่อนที่กระทำกับคนแก่แบบไร้มนุษยธรรม ทั้งการจับใส่กุญแจมือ บังคับให้ทำแบบนั้น แบบนี้ ไม่งั้นจะทำร้าย เพื่อเอาคนแก่ที่บริสุทธิ์ไปกักขัง มันบาปมาก คนแก่จะมีแรงที่ไหนไปต่อสู้กับคนพวกนี้

ก่อนที่ตนจะถูกจับส่งไปยังศูนย์พักพิงนั้น ก็มีปัญหาทะเลาะกับลูกสาวเรื่องกรรมสิทธิ์ในการครอบครองที่ดิน หลังจากที่ภรรยาของตนเสียชีวิตไป จากนั้น ลูกสาวได้ไปแจ้งความ จนตำรวจมาสอบถาม ก็ยืนยันว่าทะเลาะกันในครอบครัว ตำรวจจึงไม่ยุ่ง แต่จู่ๆ กลับมีคนอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่มูลนิธิ แต่ไม่บอกสังกัด บอกเพียงว่า “ช่วยให้ความร่วมมือหน่อย” ก่อนจะจับตัวไป

ไม่นานลูกสาวก็ส่งหนังสือมอบอำนาจมาที่ศูนย์พักพิง เพื่อต้องการให้เซ็นมอบอำนาจให้ลูกเป็นผู้จัดการมรดก เป็นทาวน์เฮาส์และที่ดินในหมู่บ้านแห่งหนึ่งใน จ.นนทบุรี รวมมูลค่ากว่า 2 ล้านบาท โดยคนในศูนย์ถือเอกสารไปให้เซ็นถึงในกรง

รู้สึกเสียใจที่ลูกสาวทอดทิ้งให้ไปอยู่ศูนย์พักพิง แต่ก็ทราบว่าลูกสาวคงมีเจตนาแอบแฝงในส่วนของปัญหาเรื่องที่ดินด้วย ประกอบกับมีเพื่อนของลูกสาวที่เข้ามาสร้างความแตกแยกในครอบครัว ยืนยันจะดำเนินคดีกับเพื่อนลูกสาวให้ถึงที่สุด พร้อมฝากถึงลูกสาวว่า อยากให้กลับมาคุยกันใหม่ และอยากให้กลับตัวกลับใจ

ลุงหลวง กล่าวอีกว่า หลังถูกนำส่งไปอยู่ศูนย์พักพิงที่ จ.กาญจนบุรี ก็ถูกกักขังอยู่ในห้องที่มีกรงขัง ขนาด 2X2 เมตร นานเป็นปี โดยตนไม่ได้ถูกขังบนเตียงกรงเหล็ก เหมือนที่ ป้าภัทรโดน แต่ก็ยอมรับว่าห้องกรงขังที่ตนอยู่นั้นมันทรมานยิ่งกว่าในคุก เพราะทั้งปัสสาวะและอุจจาระ ก็ต้องใส่ในถังที่มีผงซักฟอกอยู่

อีกทั้งยังทรมานให้กินน้ำแค่เพียงขวดเดียว ซึ่งคนดูแลอ้างว่า “ให้ดื่มน้ำมากไม่ได้ เดี๋ยวน็อกน้ำตาย” ตนเคยรู้สึกท้อแท้ และคิดว่าคงจะถูกขังอยู่ในนี้จนวันตาย เพราะคนดูแลที่นั่นไม่อนุญาตให้ติดต่อญาติ

จนได้เจอกับ ป้าภัทร ที่ถูกขังอยู่ใกล้กัน ซึ่ง ป้าภัทร กับตนก็ร้องไห้ด้วยกันแทบทุกวัน แต่ในช่วงที่ ป้าภัทร ใช้ปากกาเมจิกทำสัญลักษณ์ที่หัวเตียง ตนไม่ทราบมาก่อน แต่ก่อนหน้านั้นเคยวางแผนกันว่าจะพากันหนีออกไปให้ได้ จนสุดท้ายตนก็ได้ออกมาก่อน เหตุเพราะลูกสาวไม่ได้ส่งเงินเสียค่าใช้จ่ายให้กับศูนย์พักพิง

โดยศูนย์แจ้งว่าลูกสาวค้างค่าใช้จ่ายอยู่ประมาณ 2-3 แสนบาท และตลอดระยะเวลาที่อยู่ที่นั่นลูกสาวไม่เคยมาเยี่ยมเลย จากนั้นคนในศูนย์ได้ขับรถไปปล่อยไว้ที่สายใต้ใหม่ ตนมีเสื้อผ้าติดตัวมาเพียงชุดเดียว และเขาก็ได้เงินกับมา 300 บาท ตนเหมือนตายแล้วเกิดใหม่ มันทรมานมาก ดีใจจนบอกไม่ถูก

หลังจากออกมาได้เจอลูกสาวหนึ่งครั้ง เขาพาไปเซ็นเอกสารบางอย่าง จนมาทราบว่าที่ดินดังกล่าวได้ถูกจำนองไปอยู่ในกรมบังคับคดีแล้ว จากนั้นก็ไม่ได้เจอลูกสาวอีกเลยและลูกสาวก็ไม่ได้ติดต่อมาเกือบหนึ่งปีแล้ว ทำให้ตนต้องกลายเป็นคนไร้บ้าน ไร้ที่อยู่ ไร้ทรัพย์สิน

ลุงหลวง ฝากถึงลูกสาวว่า พร้อมจะให้อภัย เพราะเห็นแก่ความเป็นพ่อลูก แต่ยืนยันจะดำเนินคดีกับเพื่อนของลูกสาวให้ถึงที่สุดที่เข้ามาแทรกแซงจนครอบครัวต้องแตกแยก ส่วนที่ศูนย์พักพิงใน จ.กาญจนบุรี ถูกสั่งปิดนั้น มองว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก เนื่องจากศูนย์พักพิงนี้ไม่ได้ทำประโยชน์ให้กับคนแก่แต่อย่างใด กลับกลายเป็นสถานที่ที่ลูกหลานพาพ่อแม่คนชราไปกักขัง เพื่อหวังผลประโยชน์ทางทรัพย์สินกันเป็นส่วนใหญ่

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน