วัยทำงาน อย่ามองข้าม! พฤติกรรมที่ทำเป็นประจำ สร้างความเสี่ยงเป็น 5 โรคนี้ ส่งผลต่อสุขภาพระยะยาว เผย อาการเตือนต้องระวัง แนะ แนวทางป้องกัน

วัยทำงานเป็นอีกช่วงวัยที่เหนื่อยล้าที่สุด เพราะในแต่ละวันต้องเผชิญทั้งการเดินทาง ความกดดัน และความเหนื่อยล้าที่มักเกิดขึ้น อาจจะมาจากสังคมการทำงาน รูปแบบงาน หรือแม้แต่ความเครียดที่มักสะสมโดยที่เราไม่รู้ตัว

นอกจากนี้ พฤติกรรมในการทำงานของแต่ละคนก็อาจเป็นตัวเร่งให้เกิดโรคต่างๆ ตามมาได้ เช่น การนั่งทำงานเป็นเวลานาน การมีกิจกรรมทางกายน้อย และการรับประทานอาหารไม่เหมาะสม อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพในระยะยาว

5 โรคที่คนวัยทำงานต้องระวัง

ออฟฟิศซินโดรม
โรคยอดฮิตในยุคนี้คงหนีไม่พ้นโรคออฟฟิศซินโดรม ซึ่งมักเกิดจากการนั่งทำงานนานๆ อยู่ในท่าเดิมอย่างต่อเนื่อง หรือใช้กล้ามเนื้อจุดเดิมซ้ำๆ อาการปวดเหล่านี้มักส่งผลกับการใช้ชีวิต และหากปล่อยไว้นานเข้า อาจกลายเป็นอาการเรื้อรังได้

สัญญานเตือนอาการออฟฟิศซินโดรม

  • ปวดตึงบริเวณคอ บ่า ไหล่ และหลัง
  • ความปวดมากขึ้นเรื่อยๆ หลังการนั่งทำงาน หรือทำงานท่าเดิมประจำ
  • เริ่มมีอาการปวดหัวแทรกซ้อนร่วมกับอาการปวดตึง
  • ปวดร้าวหรือชาลงแขน-ขา ซึ่งในกรณีนี้ควรพบแพทย์โดยด่วน

แนวทางการป้องกัน ลองปรับโต๊ะ เก้าอี้ ที่พักแขน และหน้าจอให้เหมาะสมกับสรีระ ยืดกล้ามเนื้อ หรือลุกเดินบ้าง เพื่อให้กล้ามเนื้อได้ใช้งาน หาเวลาว่างในการออกกำลังกายก็จะช่วยให้ผ่อนคลายร่างกายที่ปวดตึงได้

โรคซึมเศร้า
หลายคนอาจไม่รู้หรือไม่ได้สังเกต แต่โรคซึมเศร้าคือโรคที่เสี่ยงอันดับต้นๆ ของวัยทำงาน เพราะการทำงานมักเจอแรงกดดัน ปัญหาทางการเงิน และความสัมพันธ์ อาจส่งผลต่อสุขภาพจิตได้ ทั้งยังมีปัจจัยอื่นแอบแฝง ทั้งด้านชีวภาพ จิตใจ และสังคม

สัญญานเตือนอาการโรคซึมเศร้า

  • มีความรู้สึกเศร้า หดหู่ ว่างเปล่า
  • ความสนใจหรือความชอบในสิ่งที่เคยชอบหายไป
  • นอนไม่หลับหรือนอนน้อยกว่าปกติ
  • เบื่ออาหารหรืออยากอาหารมากกว่าปกติ
  • เหนื่อง่าย ไม่แรง ไม่มีสมาธิ รู้สึกไร้ค่า โทษตัวเองในทุกความผิดพลาด และสิ้นหวังกับชีวิต

แนวทางการป้องกัน คือ ให้ความสำคัญกับตัวเองให้มากๆ เช่น การพักผ่อนให้เพียงพอ มีเวลาส่วนตัวให้ตัวเอง ไปเที่ยวที่ต่างๆ ไปกินของที่ชอบ พูดคุยกับคนที่ไว้ใจ ไม่เก็บเรื่องราวไว้คนเดียว และหากอาการถึงขั้นรุนแรง ก็ควรเข้าพบแพทย์ทันที

โรคความดันโลหิตสูง
เป็นภาวะที่แรงดันในเลือดสูงกว่าระดับปกติของร่างกาย หากปล่อยไว้และไม่ได้รับการควบคุมอาจก่อให้เกิดหลายโรคร้ายอื่นๆ ที่จะเข้ามาแบบเงียบๆ ได้ อย่างโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคไต ซึ่งมีหลายปัจจัยที่จะทำให้เกิดความเสี่ยงได้ เช่น อายุ พันธุกรรม ทานอาหารโซเดียมสูง ออกกำลังกายหรือเคลื่อนไหวร่างกายน้อย ความน่ากลัวของโรคนี้ คือ ไม่มีอาการที่ชัดเจน เป็นภัยเงียบที่ผู้ป่วยอาจะไม่รู้ตัว

สัญญานเตือนอาการโรคความดันโลหิต เนื่องจากโรคนี้มักไม่มีอาการเฉพาะที่เห็นได้อย่างชัดเจน จึงไม่ควรรอให้เกิดอาการปวดศีรษะหรือเวียนศีรษะก่อนค่อยไปตรวจ ซึ่งการวัดความดันโลหิตเป็นวิธีสำคัญในการตรวจพบความผิดปกติที่ตรงจุดที่สุด

แนวทางการป้องกัน ลดอาหารเค็ม และอาหารแปรรูป ออกกำลังกาย ความคุมน้ำหนัก งดสูบบุหรี่ และตรวจสุขภาพเป็นประจำ เพื่ออัปเดตความผิดปกติในร่างกาย หากมีความเสี่ยงแพทย์จะให้คำแนะนำในการรักษาตามลำดับอาการ

โรคเบาหวานชนิดที่ 2
ซึ่งไม่ได้มาจากแค่การกินหวานเท่านั้น โดยเกิดจากการใช้อินซูลินในร่างกายได้ไม่ดีพอ หรือร่างกายอาจผลิตอินซูลินได้ไม่มากพอ ทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูง หากปล่อยไว้จนควบคุมไม่ได้ อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่ดวงตา ไต เส้นประสาท และหลอดเลือด ปัจจัยหลัก คือ น้ำหนักเกิน ออกกำลังกายน้อย พันธุกรรม ซึ่งในโรคนี้คนผอมก็สามารถเป็นได้ด้วยเช่นกัน

สัญญานเตือนอาการโรคความดันโลหิต

  • ปัสสาวะบ่อยมากกว่าปกติ โดยเฉพาะในช่วงกลางคืน
  • หิวน้ำหรือหิวบ่อยผิดปกติ
  • น้ำหนักตัวลดลงแบบไม่มีสาเหตุ
  • รู้สึกเหนื่อยง่าย ตาพร่ามัว แผลหายช้า และมือเท้าชา

แนวทางการป้องกัน ตรวจร่างกายเป็นประจำเพื่ออัปเดตภาวะในร่างกาย กินอาหารให้สมดุลกับร่างกาย ลดน้ำตาล ทำกิจกรรมทางกายภาพอย่างการวิ่ง เดิน หรือออกกำลังกาย เพื่อควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ไม่ปล่อยให้เข้าสู่ภาวะโรคก่อนแล้วค่อยรักษา

ภาวะนอนไม่หลับ
ในวัยทำงาน การพักผ่อนเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะหากการพักผ่อนไม่มากพอ อาจส่งผลกระทบต่อการทำงานได้ ซึ่งมีปัจจัยมาจากหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความเครียด วิตกกังวล เวลาในการใช้ชีวิตไม่สม่ำเสมอ ดื่มกาแฟและแอลกอฮอล์เป็นประจำ อาจจะส่งผลกับร่างกายได้ในระยะยาว

สัญญานเตือนอาการโรคนอนไม่หลับ

  • ต้องใช้เวลานานกว่าจะหลับได้
  • มีภาวะหลับๆ ตื่นๆ หรือหลับต่อได้ยาก
  • ตื่นเช้ากว่าปกติ แต่ก็หลับต่อไม่ได้
  • ไม่สดชื่น ตื่นไม่เต็มตา
  • เหนื่อยล้า อารมณ์แปรปรวน เหม่อลอย และสมาธิสั้นลง

แนวทางการป้องกัน เริ่มจากรักษาเวลานอนและตื่นนอนให้สม่ำเสมอ จัดห้องนอนให้มีความผ่อนคลายมากขึ้น หลีกเลี่ยงและปรับเวลาการกิน หรือดื่มเครื่องดื่มที่มีสารกระตุ้นการตื่นตัวใกล้เวลานอน และหากปัญหาเกิดขึ้นจนไม่สามารถควบคุมได้ ควรเข้าพบแพทย์ทันที

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน