Khaosod
Online

วันจันทร์ ที่ 28 ก.ย. 2563

สึกพุทธะอิสระ อ่วม"อั้งยี่-ปลอมภปร." ไม่ได้ประกัน-นอนคุก คอมมานโดนับร้อยลุยจับคามุ้ง(คลิป)

25 พ.ค. 2561 - 07:58 น.

พุทธะอิสระ วัดอ้อน้อย จบเห่ ถูกจับสึก หลังศาลไม่ให้ประกันตัว 2 คดีร้ายแรงเผยตร.กองปราบฯนำชุดคอมมานโด บุกจับคามุ้ง ตั้งแต่รุ่งเช้า พร้อมค้นทั่ววัด 4 จุด โดน 2 ข้อหาใหญ่ อั้งยี่ซ่องโจร กรณีสั่งการ์ดม็อบแจ้งวัฒนะจับตร.สันติบาลมัดมือซ้อม สมัยช่วงม็อบกปปส. เมื่อปี 2557 แถมปล้นทรัพย์สินไปด้วย อีกคดีปลอมแปลงพระปรมาภิไธย ภปร.-สก.มาประดิษฐานไว้หลังพระเครื่องโดยไม่ได้รับพระบรมราชานุญาต เจ้าตัวยังยืนกรานปฏิเสธขอต่อสู้ชั้นศาล

เมื่อเวลา 06.00 น. วันที่ 24 พ.ค. พล.ต.ต.อภิชาติ สิริสิทธิ์ รองผบช.ก. พ.ต.อ.ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง ผกก.5.บก.ป. นำกำลังเจ้าหน้าที่กก.5.บก.ป. พ.ต.อ.เด่นหล้า รัตนกิจ ผกก.ปพ.บก.ป. และคอมมานโด อาวุธครบมือ นำหมายจับศาลอาญา เข้าจับกุมพระสุวิทย์ ธีรธมฺโม หรือพุทธะอิสระ ที่วัดอ้อน้อย อ.เมือง จ.นครปฐม ในข้อหาสนับสนุนให้มีการปล้นทรัพย์ จากกรณีเมื่อครั้งการชุมนุมของ กปปส.เมื่อปี 2557 ซึ่งกลุ่มผู้ชุมนุมกปปส.ที่นำโดยพระสุวิทย์ ที่เวทีแจ้งวัฒนะ ปล้นทรัพย์เป็นอาวุธปืนของตำรวจสันติบาลไป

ขณะตรวจค้น พบว่ากุฏิของพระสุวิทย์มีการ์ดดูแลอยู่รอบๆ ในจุดนี้เจ้าหน้าที่กองปราบฯ จึงต้องติดอาวุธทุกนาย เนื่องจากการข่าวสืบพบว่ากลุ่มการ์ดบางคนครอบครองอาวุธปืนด้วย ทั้งนี้ขณะเข้าตรวจค้น เจ้าหน้าที่กระจายกันควบคุมตัวการ์ดไว้ และตรวจสอบหมายจับว่าบุคคลใดมีหมายจับหรือไม่ เพราะการ์ดบางคนร่วมชุมนุมที่เวทีแจ้งวัฒนะด้วย จากนั้นก็บุกเข้าไปในกุฏิ พบว่าพระสุวิทย์ อยู่ภายในห้องนอน ไม่ได้ห่มจีวร เพียงแต่นุ่งสบงและสวมอังสะ เจ้าหน้าที่จึงแสดงหมายจับก่อนจับกุมตัว ก่อนนำตัวเข้ามาสอบสวนดำเนินคดีที่กองปราบฯ ทันที

รายงานข่าวเพิ่มเติมจากวัดอ้อน้อยแจ้งว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมประสานตำรวจชุดสืบสวน ภาค 7 ตร.ภ.จว.นครปฐม ตร.สภ.กำแพงแสน จ.นครปฐม หน่วยปฏิบัติการพิเศษตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม พร้อมกั้นพื้นที่กันผู้ไม่เกี่ยวข้องออกพื้นที่ทั้งหมด โดยมีตำรวจคอยเฝ้าเปิดปิดประตูอยู่ตลอดเวลา และห้ามผู้สื่อข่าวเข้าไปภายในวัดอีกด้วย โดยอ้างว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังปฏิบัติงานอยู่ สั่งตรึงกำลังไว้อย่างหนาแน่น

นอกจากนี้กำลังหน่วยคอมมานโดจำนวนกว่า 100 นาย เข้าตรวจค้นภายในวัดอย่างละเอียดจำนวน 4 จุด ประกอบด้วย 1.บริเวณแหล่งผลิตสมุนไพรของวัดอ้อน้อย อาคารอโรคยาเภสัช 2.มูลนิธิธรรมะอิสระ ตรวจเอกสารต่างๆ 3.เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบฯ ร่วมกันเข้าตรวจค้นที่กุฏิหลวงปู่พุทธะอิสระ กลางทุ่งนา และ 4.โรงทานวัดอ้อน้อย

ขณะเดียวกันมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครปฐม กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครอง ผู้บริโภค เข้าตรวจสอบผลิตภัณฑ์สมุนไพร ยี่ห้อหอมจัง ที่เป็นสมุนไพรของวัดอ้อน้อยผลิตขึ้นมาทั้งยาสีฟัน สบู่เหลว โฟมล้างหน้า ว่ามีการผลิตที่ถูกต้องปลอดภัยหรือไม่

ต่อมาเวลา 14.15 น.ของวันเดียวกัน พ.ต.อ.ธงชัย อยู่เกศ ผกก.1 บก.ป.พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจคอมมานโดประมาณ 60 นาย นำตัวพระสุวิทย์ ธีรธมฺโม หรือพระพุทธะอิสระ ที่วัดอ้อน้อย อ.เมือง จ.นครปฐม ในข้อหาเป็นผู้ใช้ผู้อื่นทำร้ายเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่จนได้รับบาดเจ็บสาหัส เป็นผู้ใช้ให้ร่วมหน่วงเหนี่ยวกักขัง เป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นข่มขืนใจ เป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นปล้นทรัพย์ เป็นหัวหน้าอั้งยี่ซ่องโจรที่สมาชิกไปกระทำผิดตามความมุ่งหมายของอั้งยี่ซ่องโจร และข้อหาปลอมแปลงพระปรมาภิไธย จากคดีสร้างพระเครื่อง "พระนาคปรก" รุ่น "หนึ่งในปฐพี" โดยใช้เลือด หรือกระทำปะสะโลหิต เดินทางไปขออำนาจศาลอาญาเพื่อขอฝากขังครั้งแรกต่อศาลอาญา เป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 24 พ.ค.-4 มิ.ย.นี้ เนื่องจากการสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น โดยคดีอั้งยี่ซ่องโจรยังจะต้องสอบพยานบุคคลอีกไม่น้อยกว่า 30 ปาก และรอผลตรวจสอบประวัติพิมพ์ลายนิ้วมือผู้ต้องหา และผลการตรวจพิสูจน์ของกลางจากกองพิสูจน์หลักฐาน ส่วนคดีปลอมพระปรมาภิไธย ต้องรอสอบปากคำพยานอีก 5 ปาก และรอผลการตรวจลายพิมพ์นิ้วมือ

โดยคำร้องฝากขังคดีอั้งยี่ ซ่องโจร ระบุพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่ 10 ก.พ.2557 ร.ต.ต.สมคิด เชยกมล และ ด.ต.วชิรพงศ์ อุ่นนวลบุรพงศ์ และร.ต.ต.สงวน คมขาว ผู้กล่าวหาที่ 1-3 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาล ประจำ จ.นนทบุรี รับคำสั่งให้สืบสวนหาข่าวม็อบชาวนาที่หน้ากระทรวงพาณิชย์ จ.นนทบุรี โดยทั้งหมดแต่งกายนอกเครื่องแบบ ซึ่งม็อบชาวนาเดินจากหน้ากระทรวงพาณิชย์ เพื่อยื่นหนังสือถึงอัยการสูงสุดที่ศูนย์ราชการ ถ.แจ้งวัฒนะ เพื่อดำเนินคดีโครงการจำนำข้าว โดยผู้กล่าวหาทั้งสามก็ได้เดินทางมากับม็อบชาวนาด้วย ขณะนั้น "พระสุวิทย์" ผู้ต้องหา กับพวก ยึดพื้นที่ชุมนุมบริเวณดังกล่าวอยู่แล้ว

เมื่อยื่นหนังสือเสร็จ ผู้กล่าวหาเดินทางกลับมาที่ลานจอดรถ ก็มีกลุ่มการ์ดของผู้ต้องหา 3-4 คน เดินเข้ามาขอดูโทรศัพท์ของผู้กล่าวหาที่ 2 โดยทราบว่าเป็นเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบแล้วจึงร่วมกันทำร้ายร่างกายจับมัดมือไพล่หลัง ใช้ผ้าปิดตา จากนั้นกลุ่มการ์ดวิ่งไปหา ผู้กล่าวหาที่ 1 แล้วร่วมกันทำร้ายเช่นเดียวกัน ส่วนผู้กล่าวหาที่ 3 หลบหนีไปได้ จากนั้นกลุ่มการ์ดค้นตัวผู้กล่าวหาที่ 1-2 แล้วเอาโทรศัพท์มือถือ นาฬิกา สร้อยคอพร้อมพระไป และพาทั้งสองไปข้างเวที กปปส. ถ.แจ้งวัฒนะ บังคับขืนใจให้ตอบคำถาม กับบอกรหัสปลดล็อกหน้าจอโทรศัพท์ และทำร้ายด้วยการเตะ ต่อยที่ใบหน้า ศีรษะ ลำตัว ก่อนใช้ถุงคลุมศีรษะแล้วรัดปากถุงกับลำคอเพื่อให้ขาดอากาศหายใจ

ต่อมาผู้บังคับบัญชาของผู้กล่าวหา แจ้งให้ ตำรวจ สน.ทุ่งสองห้อง ติดต่อกับพระสุวิทย์ ผู้ต้องหาให้ปล่อยตัว ซึ่งผู้ต้องหาให้ตำรวจไปพบที่บ้าน ทรงไทย ตรงข้ามกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดยให้หัวหน้าการ์ดกลุ่มฉลามขาว การ์ดประจำตัวผู้ต้องหา มารอรับที่หน้าบริษัท CAT

เมื่อไปถึงก็พาไปเต็นท์หลังเวทีปราศรัย อยู่ห่างจากบ้านทรงไทยประมาณ 100 เมตร โดยผู้ต้องหาใช้วิทยุสื่อสารติดต่อกับบุคคล ซึ่งมีการสอบถามว่าตำรวจสันติบาล 2 คนยังอยู่หรือไม่ แล้วบอกว่า สารวัตรสืบฯ ประสานขอรับตัวกลับ โดยภายหลัง ผู้ต้องหาหันมาบอกกับตำรวจว่าปล่อยให้กลับอยู่แล้ว แต่ให้ผู้บังคับบัญชาของตำรวจทั้งสองมารับเอง ซึ่งระหว่างนั้น 3-4 ชั่วโมงกลุ่มการ์ดเปลี่ยนกันซักถามและทำร้ายร่างกายผู้กล่าวหา 2 คน ขณะที่กลุ่มการ์ดใช้ผ้าเย็นเช็ดใบหน้าและลำตัวพร้อมทั้งทาแป้งเพื่อลบรอยบาดแผล แล้วให้ผู้กล่าวหาที่ 1 กล่าวคำสาบานว่าจะไม่เอาผิดกลุ่มการ์ด กปปส. ก่อนจะพาผู้กล่าวหาที่ 1-2 ไปพบผู้ต้องหา โดยให้นั่งลงกับพื้นซึ่งได้แก้มัดที่มือออกแล้วแต่ยังให้ปิดตาไว้กับกำชับว่าอย่าวิ่งหนี ถ้าหนีจะโดนลูกปืน หลังจากนั้นผู้ถูกกล่าวหาได้ซักถามผู้กล่าวหาทั้งสองต่อหน้าสื่อมวลชนประมาณ 30 นาที ซึ่งมีการเผยแพร่ทั้งภาพนิ่ง-วิดีโอ ลงยูทูบกับเว็บไซต์ข่าวหลายสำนัก

ต่อมาเวลา 17.00 น.วันเดียวกัน ผู้บังคับบัญชาของผู้กล่าวหา โทรศัพท์คุยกับผู้ต้องหาเพื่อขอรับตัวกลับ กระทั่งเวลา 18.30 น. ผู้ต้องหาจึงปล่อยตัวทั้งสอง ภายหลังผู้กล่าวหาทั้งสองถูกส่งตัวไปรักษาตัวที่ ร.พ.ตำรวจ

การกระทำของกลุ่มการ์ดกับพวกที่ยังไม่ทราบว่าเป็นใครอีก 7 คน ซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการแต่งกายชุดดำอำพรางใบหน้า กระทำตามความมุ่งหมายของผู้ต้องหา โดยทำร้ายผู้กล่าวหาที่ 1 มีแผลฟกช้ำ ใบหน้าและกลางอก บาดแผลฉีกขาดริมฝีปาก เยื่อแก้วหูฉีกขาดทั้ง 2 ข้าง กระดูกซี่โครงขวาด้านหลังหัก และตับฉีกขาด ใช้เวลารักษานาน 6 สัปดาห์ ส่วนผู้กล่าวหาที่ 2 ได้รับบาดเจ็บแผลถลอกหน้าผากขวา 3 X 4 ซ.ม. แผลฟกช้ำตามร่างกายหลายแห่ง และโหนกแก้มซ้าย คางซ้าย ฟันซ้ายล่าง หักบิ่น และฟกช้ำกลางอก ต้นแขนขวา การกระทำของผู้ต้องหา และการกระทำของผู้ต้องหากับพวก ที่ทำให้ผู้กล่าวหาทั้งสองถูกประทุษร้ายต่อทรัพย์ อีกหลายรายการ รวมมูลค่า 60,900 บาท เป็นความผิด เหตุเกิดที่แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กทม.

พนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานแล้วยื่นคำร้องขอศาลอาญาออกหมายจับ เมื่อวันที่ 23 พ.ค.61 โดยศาลออกหมายจับผู้ต้องหา เลขที่ 1115/2561 ลงวันที่ 23 พ.ค.61 กระทั่งวันที่ 24 พ.ค. พนักงานสอบสวนได้รับผู้ต้องหาตามหมายจับไว้ พร้อมแจ้งข้อหา ฐานใช้ผู้อื่นให้ร่วมกันทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ หรือเพราะเหตุที่จะกระทำตามหน้าที่ จนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายจิตใจ อันทำให้ได้รับอันตรายสาหัส เป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังให้เจ้าพนักงานซึ่งกระทำตามหน้าที่ปราศจากเสรีภาพในร่างกายและเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส เป็นผู้ใช้ผู้อื่นร่วมกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ข่มขืนใจให้ผู้อื่นกระทำการใด หรือจำยอม โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สิน โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้น ไม่กระทำการนั้น หรือจำยอมต่อสิ่งนั้น โดยอ้างอำนาจอั้งยี่ หรือซ่องโจร เป็นผู้อื่นให้ปล้นทรัพย์ ให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจ เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส และเป็นหัวหน้าผู้จัดการหรือผู้มีตำแหน่งหน้าที่ในอั้งยี่หรือซ่องโจร ซึ่งได้กระทำความผิดตามความมุ่งหมายของอั้งยี่หรือซ่องโจร อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 296, 298, 310 วรรคสอง, 309 วรรคสองและวรรคสาม , 339 วรรคสอง , 340 วรรคแรกและวรรคสาม , 213 ประกอบ ม.84 ในชั้นสอบสวนผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา

ส่วนคำร้องฝากขังคดีปลอมพระปรมาภิไธย ระบุพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่ 10 เม.ย.60 นายวิชัย ประเสริฐสุดสิริ เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน กก.5 บก.ป. ให้ดำเนินคดีกับ ผู้ต้องหาที่นำอักษรพระปรมาภิไธย ภ.ป.ร. และอักษรพระนามาภิไธย ส.ก. มาประดิษฐานหลังองค์พระเครื่อง โดยไม่ได้รับพระราชทานพระบรม ราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9

โดยนายวิชัย ผู้กล่าวหา ตรวจพบทางเว็บไซต์ว่าพระเครื่องดังกล่าว มีการสร้างเมื่อช่วงเข้าพรรษาปี 2554 บรรจุปรอทเมื่อวันที่ 15 ส.ค.2554 ซึ่งถือว่าเป็นวันที่สร้างพระสำเร็จ ผู้กล่าวหาเห็นว่าการกระทำดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ปลอมขึ้นซึ่งพระปรมาภิไธย และใช้พระปรมาภิไธยที่มีการปลอมขึ้น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, 250, 252

โดยมีการสอบสวนพยานบุคคล พร้อมทั้งตรวจสอบไปยัง "สำนักพุทธศาสนา" ยืนยันตรงกันว่า ผู้ต้องหาไม่ได้รายงานขอพระราชทานพระบรม ราชานุญาต ตามกฎระเบียบของมหาเถรสมาคม และจากการสอบสวนพยานบุคคลเจ้าหน้าที่กรมราชเลขานุการในพระองค์ ยืนยันว่าผู้ต้องหาไม่ได้ขออนุญาตใช้พระปรมาภิไธยย่อ และอักษรย่อพระนามาภิไธย ตามพฤติการณ์และพยานหลักฐาน จึงยืนยันว่า ผู้ต้องหาเป็นผู้สร้างพระนาคปรก อุดปรอทรุ่นหนึ่งในปฐพี ที่เป็นปัญหาในคดีนี้จริง โดยไม่ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เชิญอักษรพระปรมาภิไธย และอักษรพระนามาภิไธยย่อไปประดิษฐานหลังองค์พระเครื่องดังกล่าว เหตุเกิดที่วัดอ้อน้อย ต.ห้วยขวาง อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม ระหว่างปี 2554-15 ส.ค.2554

พนักงานสอบสวน จึงแจ้งข้อหาฐานปลอมขึ้นซึ่งพระปรมาภิไธย และใช้พระปรมาภิไธยที่มีการปลอมขึ้น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 250, 252

ต่อมาเมื่อเวลา 18.00 น. ศาลมีคำสั่งยกคำร้องขอปล่อยชั่วคราว พุทธะอิสระ หรือพระสุวิทย์ ทองประเสริฐ อายุ 59 ปี เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม และอดีตแกนนำ กปปส. โดยศาลพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดี ความหนัก-เบาของข้อหาในส่วนคดีอั้งยี่ซ่องโจร ที่มีอัตราโทษจำคุกสูงและหลายข้อหา อีกทั้งมีผู้ร่วมกระทำผิดอีกหลายราย และ ผู้ต้องหาก็ยังเป็นบุคคลเดียวกับผู้ต้องหาในคดี ปลอมพระปรมาภิไธยฯ (พ.1107/2561) ประกอบกับพนักงานสอบสวน ก็คัดค้านการประกันตัวด้วย หากปล่อยชั่วคราวก็เกรงว่าผู้ต้องหาจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน ในชั้นนี้จึงยังไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหา ให้ยกคำร้อง

ส่วนคดี พ.1107/2561 ปลอมพระปรมาภิไธยฯ ศาลพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดี ความหนัก-เบาของข้อหาแล้ว เห็นว่าการกระทำของผู้ต้องเป็นความผิดร้ายแรง และเกี่ยวพันกับคดีอั้งยี่ซ่องโจร (พ.1106/2561) หากปล่อยชั่วคราวก็เกรงว่าผู้ต้องหาจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน ในชั้นนี้จึงยังไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหา ให้ยกคำร้อง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวแล้ว เจ้าหน้าที่นิมนต์ พระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ 3 รูป จากวัดเสมียนนารี และเจ้าหน้าที่อีก 3 คนจาก พศ. มาสึกจากความเป็นพระ โดยถอดผ้าเหลือง แล้วให้สวมชุดขาว ภายในห้องควบคุมผู้ต้องขังของราชทัณฑ์ ใต้ถุนศาล ก่อนคุมตัวนายสุวิทย์ขึ้นรถกระบะของเรือนจำ ไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

line-qr

เกาะติดข่าวสำคัญ

กดติดตาม "ข่าวสด"

single-line

ติดตามข่าวสด


ข่าวเด่นประจำวัน













ภาพที่



อัลบั้มภาพ สึกพุทธะอิสระ อ่วม"อั้งยี่-ปลอมภปร." ไม่ได้ประกัน-นอนคุก คอมมานโดนับร้อยลุยจับคามุ้ง(คลิป)
ข่าวที่เกี่ยวข้อง