สร้าง “ราชรถใหม่” สำหรับอัญเชิญ พระสรีรางคาร ปักหมุด 9 หลักพระเมรุมาศ

พราหมณ์บวงสรวง ขั้นตอนต่อไปพิธีตอกเสาเข็มเอก คาดเริ่มเดือนมี.ค.2560 แล้วพิธียกฉัตร กราบบังคมทูลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณฯ ทรงเป็นประธานพิธี ขณะที่พสกนิกร ยังคงหลั่งไหลมารอคิวเข้ากราบถวายสักการะพระบรมศพอย่างไม่ขาดสาย ชาวบ้าน “ชนเผ่าเยอ” จากศรีสะเกษกว่า 50 คนมาร่วมแสดงความอาลัย สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. ในการพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ดำเนินมาเป็นวันที่ 74 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ราชสกุล องคมนตรี คณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม องค์กรอิสระ รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชน ร่วมเป็นเจ้าภาพในการบำเพ็ญพระกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ และถวายเป็นพระราชกุศล เป็นวันที่ 20

โดยเมื่อเวลา 07.00 น. พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ประธานคณะกรรมการบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด เป็นประธานในพิธีบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ จากนั้นถวายภัตตาหารเช้าแด่พระพิธีธรรม 8 รูป จากวัดสุทัศนเทพวราราม และวัดบวรนิเวศวิหาร ที่สวดพระอภิธรรมพระบรมศพมาตั้งแต่ค่ำวันที่ 25 ธ.ค. โดยมีบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด, สถาบันการบินพลเรือน, และสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย เป็นเจ้าภาพร่วม

ต่อมาเวลา 10.30 น. พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานถวายภัตตาหารเพลแด่พระพิธีธรรม จำนวน 8 รูป จากวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม และวัดระฆังโฆสิตาราม ที่สวดพระอภิธรรมพระบรมศพ โดยมีหน่วยงานในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วย สำนักงานรัฐมนตรี, สำนักงานปลัดกระทรวง, และสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ ร่วมเป็นเจ้าภาพ

สำนักพระราชวังสรุปยอดประชาชนที่เดินทางมากราบถวายสักการะพระบรมศพ เมื่อ วันที่ 25 ธ.ค.ที่ผ่านมา จำนวน 48,373 คน รวม 56 วัน จำนวน 2,293,130 คน และประชาชนถวายเงินเพื่อร่วมบำเพ็ญพระราชกุศล จำนวน 4,498,383.25 บาท รวม 56 วัน จำนวนทั้งสิ้น 183,402,062.25 บาท และในวันที่ 26 ธ.ค.นี้ มีประชาชนจากทั่วทุกสารทิศสวมชุดไว้ทุกข์เดินทางมาต่อคิวเพื่อเข้ากราบถวายสักการะพระบรมศพตั้งแต่เช้ามืด

นางสุภาพร โยธี อายุ 42 ปี พร้อมนาย ชันชา บุญโย อายุ 47 ปี สามี และ ด.ญ. สุพิชญา โยธี อายุ 9 ขวบ ลูกสาว เป็นชนเผ่าเยอ มีอาชีพทำนาอยู่ อ.ไพรบึง จ.ศรีสะเกษ ร่วมกันกล่าวว่ารวมตัวชนเผ่าเยอกว่า 50 คน ตั้งใจมากราบถวายสักการะพระบรมศพ ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดไม่ได้ ในหลวงรัชกาลที่ 9 เคยเสด็จฯ ทอดกฐิน ที่วัดปราสาทเยอ เมื่อวันที่ 25 ต.ค.2514 สร้างความร่มเย็นให้กับพวกเราชาวเผ่าเยอจนถึงทุกวันนี้

ส่วน น.ส.วิภาวดี โสสุทธิ์ อายุ 36 ปี พร้อมด้วยนางวาริน พรหมรังษี อายุ 35 ปี และ น.ส.พรทิพย์ ฤกษ์ศรี อายุ 32 ปี ประกอบอาชีพเสริมสวย พากันเดินทางมากราบถวายสักการะพระบรมศพ และกล่าวว่าปลาบปลื้มและตื่นเต้นมาก เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่ได้เข้าพระบรมมหาราชวัง ตื้นตันใจและดีใจที่เห็นคนไทยมากราบพระองค์ท่านเยอะมาก ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงสร้างสิ่งต่างๆ ไว้หลายอย่าง มีโครงการพระราชดำริหลายอย่างเพื่อช่วยเหลือคนไทย

ด้าน ด.ช.ณัฐวุฒิ เหมือนวดี อายุ 12 ปี นักเรียนชั้น ป.6 โรงเรียนวัดโพธิ์ทอง จ.นครศรีธรรมราช กล่าวว่าเดินทางมาพร้อมกับคุณครู 7 คน และเพื่อนๆ นักเรียนรวม 20 คน ตื้นตันใจและรู้สึกดีใจมากที่ได้เดินทางมากราบถวายสักการะพระบรมศพ ได้เคยเขียนเรียงความเรื่องการทำความดี เช่น การมีจิตอาสา การแบ่งปัน ความขยันอดทน และความพยายาม ทำอะไรต้องมีความอดทน จะนำคำสอนของพระองค์มาปรับใช้ เช่น ความพอเพียง

ขณะที่บริเวณมณฑลพิธีท้องสนามหลวง จัดพิธีปักหมุด 9 หลัก สำหรับก่อสร้างพระเมรุมาศในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 โดยมีพล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี บรรยากาศภายในพิธีมีแขกผู้มีเกียรติ และเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมจำนวนมาก โดยพล.อ. ธนะศักดิ์จุดธูปเทียนบูชาเครื่องสังเวยที่โต๊ะบวงสรวง จากนั้น พระมหาราชครูพิธีศรี วิสุทธิคุณ วิบุลย์เวทย์บรมหงส์ พรหมพงศ์ พฤฒาจาริย์ อ่านโองการบวงสรวง ประธานและผู้ร่วมพิธีโปรยข้าวตอกดอกไม้ที่เครื่องสังเวย

ต่อมาเจ้าหน้าที่วิศวกรจากกรมศิลปกร นำหลักหมุดทั้ง 9 จุดไปประจำไว้ที่โต๊ะรองรับ ประธานและผู้ปักหมุดเดินไปประจำหลักหมุดที่กำหนดไว้ โดยประธานจะปักหมุดด้วยไม้ทองหลาง ผู้ปักหมุดอีก 8 คน จะปักหมุดด้วยไม้พะยูง มีขนาดความกว้าง 3 ซ.ม. และยาว 30 ซ.ม. จากนั้นเวลา 16.19 น. พราหมณ์ผู้ประกอบพิธีเป่าสังข์แตรให้สัญญาณการปักหมุด ก่อนจะปักหมุดตามลำดับ และโปรยดอกไม้โดยรอบบริเวณหลักหมุดทั้ง 9 จุด ตลอดการทำพิธีบวงสรวง ท้องฟ้าจากที่มีแสงแดดส่องไปทั่วบริเวณ กลับถูกเมฆเข้า บดบัง และสายลมพัดตลอดเวลา ทำให้อากาศจากที่ร้อนอบอ้าวหายไปอย่างน่าอัศจรรย์

สำหรับรายนามผู้ร่วมปักหมุดทั้ง 9 จุด ประกอบด้วย ผู้ปักหมุดที่ 1 พล.อ.ธนะศักดิ์, ผู้ปักหมุดที่ 2 นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม, ผู้ปักหมุดที่ 3 นายกฤษณ์ กาญจนกุญชร ราชเลขาธิการ, ผู้ปักหมุดที่ 4 นายจิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา เลขาธิการพระราชวัง, ผู้ปักหมุดที่ 5 ท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ รองราชเลขาธิการ, ผู้ปักหมุดที่ 6 นายกฤษศญพงษ์ ศิริ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม, ผู้ปักหมุดที่ 7 นายจิรชัย มูลทองโร่ย ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี, ผู้ปักหมุดที่ 8 นายภัทรุตม์ ทรรทรานนท์ ปลัดกรุงเทพมหานคร และผู้ปักหมุดที่ 9 นายเดโช สวนานนท์ อดีตอธิบดีกรมศิลปากร

พล.อ.ธนะศักดิ์กล่าวว่าขั้นตอนต่างๆ เป็นไปตามราชประเพณีโบราณ การตอกหมุดเป็นขั้นตอนในการหาจุดกึ่งกลางของพระเมรุมาศ ส่วนการบวงสรวงเป็นการประกอบพิธีเพื่อเอาฤกษ์เอาชัยให้สำเร็จราบรื่นเป็นไปได้ด้วยดี จากนั้นจะส่งมอบพื้นที่กั้นรั้วเตรียมการก่อสร้างพระเมรุมาศ จะมีพิธีตอกเสาเข็มเอก และพิธีบวงสรวงอีกครั้ง โดยเรียนเชิญนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธี คาดว่าจะเริ่มช่วงเดือนมี.ค.2560

รองนายกฯ กล่าวต่อว่าเมื่อสร้างพระเมรุมาศแล้วเสร็จจะทำพิธียกฉัตร โดยกราบบังคมทูลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงเป็นประธานพิธียกฉัตร จากนั้นจะถือว่าการสร้างพระเมรุมาศเป็นอันเสร็จสมบูรณ์ คาดว่าทั้งหมดจะเสร็จสิ้นก่อนเดือนก.ย.2560 สำหรับการเปิดให้ประชาชนเข้าชมพระเมรุมาศนั้น จะเปิดให้ชมเฉพาะรอบนอก เนื่องจากเกรงว่าอาจเกิดผลกระทบต่อสถานที่

ก่อนหน้านี้ ที่โรงละครเล็ก พล.อ.ธนะศักดิ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการฝ่ายจัดสร้างพระเมรุมาศฯ ว่าเพื่อให้พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ มีความสมพระเกียรติสูงสุด ที่ประชุมมีมติให้จัดสร้างราชรถรางปืน และพระที่นั่งราเชนทรยานน้อยใหม่ เพื่อใช้เชิญพระบรมโกศ และพระสรีรางคารถวายในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยจะเสนอให้คณะกรรมการอำนวยการจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ ที่มีนายกฯ เป็นประธานให้ความเห็นชอบ เมื่อเห็นชอบแล้ว จะกราบบังคมทูลผ่านสำนักพระราชวัง เพื่อทรงมีพระราชวินิจฉัยขอพระราชทานพระนามต่อไป

เวลา 16.30 น. นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ เป็นประธานบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง โดยมีพระพิธีธรรมจากวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม และวัดระฆังโฆสิตาราม รวม 8 รูป สวดพระอภิธรรม โดยมีหน่วยงานในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้แก่ กรมควบคุมมลพิษ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และองค์การจัดการน้ำเสีย ร่วมเป็นเจ้าภาพ

บทความก่อนหน้านี้บช.น.จัดให้ของขวัญปีใหม่ รีเซ็ต”ใบสั่ง” ความผิดไม่หนัก ปรับร้อยเดียว
บทความถัดไปแจ้ง19 ข้อหา รักษาการเจ้าอาวาสธรรมกาย กสท.สั่งปิดถาวรทีวีดาวเทียมดีเอ็มซี