ฐากูร บุนปาน
สนามรบเปลี่ยนไปแล้วครับ
ใครที่เริ่มทำงานหนังสือพิมพ์เมื่อ 30-40 ปีที่แล้ว
ถ้าไม่ได้สังกัดหนังสือพิมพ์หมายเลขหนึ่งนี่แทบนึกไม่ออกเลยว่า
จะผลักดันให้หนังสือพิมพ์ของตัวเองขยับขึ้นไปอยู่ลำดับบนสุดได้อย่างไร
ในธุรกิจที่มีเบอร์หนึ่งเบอร์สองแข็งแรงแข็งแกร่งขวางอยู่
แต่แล้วจู่ๆ โลกก็เปลี่ยน
เมื่อประมาณ 10 กว่าปีที่แล้ว มีผลการ สำรวจยอดขายหนังสือพิมพ์รายวันทั่วประเทศ
ว่าขายรวมกันแล้ววันละ 2.2 ล้านเล่ม
ขณะที่ผลการสำรวจของ “ข่าวสด-มติชน” เองล่าสุดประมาณสิ้นไตรมาสที่ 3 ของปี 2559
ยอดหนังสือพิมพ์รายวันขายทุกฉบับรวมกันเหลือประมาณ 1.2 ล้านเล่ม
ลดไปเกือบ 50%
น่าตกใจ
แต่ถามว่าคนอ่านหดหายไปหรือ
เปล่าเลยครับ
เขาเปลี่ยนที่อ่านต่างหาก
ปลอบใจกันเองสักนิด
ว่านี่ไม่ได้เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในเมืองไทยเท่านั้น
แต่เป็นกันแทบทั้งโลก
โดยเฉพาะประเทศที่ธุรกิจหนังสือพิมพ์พัฒนามาก่อน
เอาเป็นว่าในโลกนี้ มีอยู่สองตลาดที่ยอดขายหนังสือพิมพ์ ยังเติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
คือจีนกับอินเดีย
ที่เหลือตกหมด
ขออนุญาตยกตัวอย่างไกลนิดถึงสหรัฐ
20 ปีที่ผ่านมาตำแหน่งงานในธุรกิจหนังสือพิมพ์ในสหรัฐหายไปร้อยละ 40
แต่อย่าเพิ่งตกใจ (อีก)
คนไม่ได้เสพข่าวลดลง
ตรงข้าม เสพมากขึ้นด้วยซ้ำนะครับ
เพียงแต่เสพจากสื่ออื่น ไม่ใช่สื่อดั้งเดิมอย่างหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารอีกต่อไป
ผลสำรวจว่าคนอเมริกันเสพข่าวจากทางไหนบ้าง พบว่า
จากโทรทัศน์ร้อยละ 57 จากสื่อดิจิตอลร้อยละ 38 จากวิทยุร้อยละ 25
และจากหนังสือพิมพ์เหลือแค่ร้อยละ 20
ในจำนวนนี้ที่เติบโตมากที่สุดคือสื่อดิจิตอล
หรือให้ชัดๆ ลงไปอีกก็คือ
จากมือถือ
ตัวเลขผู้อ่านนี้สะท้อนจากตัวเลขโฆษณา
ในปี 2558 หน่วยงานห้างร้านในสหรัฐใช้งบโฆษณาทั้งหมดรวมกันประมาณ 183,000 ล้านเหรียญ
ในจำนวนนี้ประมาณ 1/3 หรือ 60,000 ล้านเป็นโฆษณาผ่านดิจิตอล
และร้อยละ 53 หรือประมาณ 31,600 ล้านเหรียญในโฆษณาดิจิตอลมาจากมือถือ
เพิ่มจากปี 2557 ร้อยละ 65
แถมให้อีกหน่อยหนึ่งว่า “เฟซบุ๊ก” ที่เราเล่นกันสนุกๆ แทบทุกวันนี่แหละ
รับไปร้อยละ 30 ของโฆษณาที่ผ่านมือถือ
คือ 8,000 ล้านเหรียญ
ย้อนกลับมาเมืองไทยอีกที
จากยอดขาย 2.2 ล้านฉบับ/วัน เหลือประมาณ 1.2 ล้าน แต่เหมือนทุกที่ในโลกหรือในสหรัฐที่เพิ่งยกตัวอย่างมา
คือคนไม่ได้เลิกอ่านข่าว เพียงแต่เปลี่ยนวิธีเสพ
เพราะมาถึงวันนี้ 10 อันดับแรกเว็บไซต์ข่าวสื่อของเมืองไทยมีคนอ่านรวมกันมากกว่า 4.5 ล้านคน/วัน
เฉพาะ 10 เว็บนี้ก็มากกว่ายอดขายหนังสือพิมพ์แต่เดิมกว่าเท่าตัว
ถึงตรงนี้ขออนุญาตขายของด้วย
เฉพาะเว็บในเครือ”ข่าวสด-มติชน-ประชาชาติธุรกิจ” ก็มีผู้อ่านรวมกันเฉียดๆ 2 ล้านคน/วัน
ถ้ารวม 4 เว็บใหม่ที่เพิ่งเปิดเป็นทางการในปีนี้อย่างมติชนสุดสัปดาห์-ศิลปวัฒนธรรม-เส้นทางเศรษฐี-เทคโนโลยีชาวบ้าน”
วันละ 2 ล้านไม่หนีไปไหน
ที่น่าทึ่งไม่น้อยไปกว่าคนอ่านข่าวในเว็บ
ก็คือคน “ดู” ข่าวในเว็บ
ขณะที่ 3 เว็บหลักของเครือผลิตข่าวรวมกันวันละประมาณ 800 ข่าว
มีคนอ่านทั้งเดือนรวมกันแล้วประมาณ 60 ล้านคน
ทุกวันเขาก็จะมี “ไลฟ์ สตรีมมิ่ง” หรือถ่ายทอดวิดีโอสดๆ วันละประมาณ 50-60 คลิป
แต่มีผู้ชมเมื่อเดือนตุลาคม 115 ล้านคน
ลดลงมาในเดือนพฤศจิกายน
แต่รวมแล้วก็ยังมากกว่า 60 ล้านคน
วันนี้จึงพอพูดได้ว่าเครือมติชนไม่ได้ทำธุรกิจหนังสือพิมพ์อีกต่อไป
แต่เป็น “สื่อ” ผู้ผลิตเนื้อหาผันตัวเองมาเป็น content provider เต็มตัว
ผลิตแล้วก็กระจายออกไปในทุกช่องทาง
หนังสือพิมพ์ นิตยสาร หนังสือเล่ม ก็ยังทำ
ควบคู่ไปกับการพัฒนาเว็บไซต์ การเข้าไปสร้างฐานผู้อ่านในโซเชี่ยลมีเดียทุกแพลตฟอร์ม
ผลิตรายการโทรทัศน์ รายการวิทยุ จัดอบรม-สัมมนา จัดอีเวนต์ทั้งสาระ-บันเทิง จัดทัวร์ที่มีเรื่องขององค์ความรู้ประกอบไปด้วย เช่น ทัวร์ศิลปวัฒนธรรม ทัวร์เกษตร
ฝ่ายขายหนังสือก็เข้ามาขายผ่านออนไลน์อย่างจริงจังมากขึ้น
และเฉพาะกับ “ข่าวสด” ของท่านผู้อ่านทั้งหลาย
วันนี้เราพูดได้เต็มปากว่าข่าวสดคือหนังสือพิมพ์ที่มีผู้อ่านมากที่สุด
เฉพาะในเว็บอย่างเดียวก็ไม่เคยต่ำกว่า 1 ล้านคน/วัน
ยังไม่นับคนดูไลฟ์สตรีมมิ่งอีกเฉียดวันละ 2 ล้านคน
เมื่อสนามรบเปลี่ยน
วันนี้เขาไม่ได้คิดถึงเรื่องที่ 1 ในกลุ่มหนังสือพิมพ์หรือสื่อด้วยกันแล้ว
แต่เป้าขยับไปอยู่ที่ตำแหน่งที่ 1 ของทุกเว็บในประเทศอย่างถาวร
กลับมาที่สิ่งพิมพ์อีกหน
มีคนตั้งคำถามว่า ถ้าสื่อดิจิตอลโตเร็วอย่างนี้
สื่อหนังสือพิมพ์ถึงเวลาที่จะ “สูญพันธุ์” หรือยัง
เนื่องจากเหตุการณ์นี้เพิ่งเริ่มเกิดในเมืองไทย
ขออนุญาตเอาตัวอย่างที่เกิดขึ้นแล้วในต่างประเทศมาตอบแทนว่า
เวลาหนังสือพิมพ์เจ๊ง นี่ไม่ได้เจ๊งหมดแบบไดโนเสาร์สูญพันธุ์นะครับ
แต่ยังเหลือพวกแข็งแรง-ปรับตัวได้อยู่อีกกลุ่มหนึ่ง
มีคนตายเยอะครับ แต่ก็มีคนแข็งแรงขึ้นเพราะเพื่อนร่วมทางล้มหายตายจากไป
เหมือนทุกธุรกิจในโลกนี่แหละ
บางหนังสือพิมพ์เลือกไปทีวี บางหนังสือพิมพ์กระโดดมาดิจิตอล
บางเจ้าโบกมือลาไปทำอย่างอื่นที่เหนื่อยน้อยกว่า (แต่ได้สตางค์มากกว่า)
และโครงสร้างประชากรที่สูงวัยขึ้น ไม่ว่าในเมืองไทยหรือที่ไหนๆ
อย่างน้อยก็ช่วยต่ออายุของหนังสือพิมพ์ไปอีกนิด
ห้องสมุดหรือศูนย์ข้อมูลหลายแห่งก็ยังไม่เลิกเก็บเอกสาร-ข้อมูลกระดาษในทันที
ก็ช่วยต่ออายุหนังสือพิมพ์ไปอีกหน่อย
เฟื่องไปกว่านั้น
สมมติว่าวัสดุศาสตร์ได้รับการวิจัยจนก้าวหน้าไปอีกขั้น
ถึงระดับที่ผลิตวัสดุคล้ายกระดาษ แต่มีคุณสมบัติรับคลื่นแม่เหล็กได้
หรือติดชิพบางหวิวเข้าไปได้
หนังสือพิมพ์กับออนไลน์จะกลายเป็นเรื่องเดียวกัน
เผลอๆ จะมีหน้าตาเหมือนหนังสือพิมพ์ เดลี่ พรอเฟ็ต ที่เราเห็นในเรื่องแฮร์รี่ พอตเตอร์
คือภาพเคลื่อนไหวได้
คงอีกหลายสิบปี (เอ๊ะ-หรือแค่อีกไม่กี่ปีนี้) ถึงจะเป็นจริง
แต่ก็อีกละครับ
ถึงเทคโนโลยีทำได้ จะคุ้มค่าในทางธุรกิจแค่ไหนก็ยังต้องรอดู
แค่ “มโน” เอาไว้ก่อน ทีเรื่องอื่นเรายังมโนกันได้ตั้งเยอะ
5555
ส่งท้าย
เราอยู่ในโลกของการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและรุนแรงยิ่งขึ้นกว่าเดิมหลายสิบหรือหลายร้อยเท่า
แต่ก่อนนั้น มองไม่เห็นว่าจะขึ้นที่ 1 ได้อย่างไร
วันนี้ขึ้นมานั่งแท่นแล้ว ไม่ได้แปลว่าจะอยู่ยั้งยืนยง
วันนี้ที่ 1 พรุ่งนี้อาจจะเป็นที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้
โลกดิจิตอลเปลี่ยนเร็วขนาดนั้น
มีอะไรให้ทำไปเรียนรู้ไปตลอด
แต่ข้อดีของโลกดิจิตอลคือ ทำให้เรามีโอกาสรู้ว่า ผู้อ่านผู้ชมของเราคือใคร มีพฤติกรรมอย่างไร
การตอบสนองความต้องการของผู้อ่านผู้ชมก็ง่ายขึ้น ตรงเป้าขึ้น
และที่น่าดีใจก็คือ ในเว็บไซต์ของประเทศไทย 10 อันดับแรกมีเว็บข่าวแทรกเข้าไปอยู่ 3 หรือ 4 เว็บ
และยังเพิ่มขึ้นอีก
ตัวเลขผู้อ่านโดยเฉลี่ยของเว็บข่าวหลัก 2-3 ปีที่ผ่านมาก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะ
แปลว่าถ้าทำงานให้ดี ข่าวมีคุณภาพ ถูกใจผู้อ่าน
ทางรอดยังพอเห็น
สุดท้ายจริงๆ
ขออนุญาตย้อนกลับไปสหรัฐอีกที
ในปีแรกๆ ตอนที่เว็บข่าว-สื่อดิจิตอลเกิดขึ้นใหม่ๆ
หนังสือพิมพ์ทั่วไปในสหรัฐไม่ว่ายักษ์ใหญ่ยักษ์เล็ก ก็คล้ายๆ หนังสือพิมพ์ในบ้านเรานี่แหละครับ
คืองง จับต้นชนปลายไม่ถูกว่าจะเดินไปทางไหน
เว็บไซต์ข่าวยอดนิยมของสหรัฐในหลายปีที่ผ่านมา จึงเป็นเว็บของคนหน้าใหม่อย่างฮัฟฟิงตันโพสต์ หรือบัซฟีด
เพิ่งจะเมื่อเดือนกรกฎาคมของปีที่แล้วนี่เอง
ที่ตัวเลขผู้อ่านของเว็บไซต์หนังสือพิมพ์หลักอย่างนิวยอร์กไทมส์ และวอชิงตันโพสต์ แซงฮัฟฯโพสต์และบัซฟีดขึ้นมาได้
ของไทยโชคดีกว่า
ได้ดูตัวอย่าง ได้เรียนรู้ผิดถูกจากเขา
เหลือแต่ว่าจะ “จับใจ” ท่านผู้อ่านทั้งหลายได้ต่อไปหรือไม่
นี่แหละปัญหาใหญ่
สนามรบอาจจะเปลี่ยนไป
แต่โจทย์หลักยังเหมือนเดิมครับ