“เจ้าพระยา”จ่อล้น ปภ.เตือนรับมือ 7จว.-ภาคกลาง พิษฝนถล่มหนัก เขื่อนเร่งระบาย

ใช้ชั่วคราว - ชาวบ้านในพื้นที่ช่วยกันใช้ท่อนไม้ซ่อม แซมสะพานบ้านแม่ตะไคร้ ต.ทาเหนือ อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ ซึ่งถูกน้ำปาซัด ขาด เพื่อใช้สัญจรชั่ว คราว รอให้จนท.นำสะพานเหล็กมาซ่อมอีกครั้ง เมื่อวันที่ 19 ก.ย.

ปภ.แจ้งเตือน 7 จว.ลุ่มเจ้าพระยา เตรียมรับมือน้ำล้นตลิ่ง ที่แนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น อุตุฯเผยร่องมรสุมปกคลุมภาคกลางตอนล่าง และภาคตะวันออกวันนี้ 17 จว.เตรียมรับฝนหนัก สถานการณ์น้ำท่วม 5 จว.เหนือเริ่มดีขึ้น แขวงการทางเชียงใหม่ ทำสะพานเหล็กชั่วคราว ทดแทนสะพานบ้านแม่ตะไคร้ อ.แม่ออน ที่ถูกน้ำพัดเสียหาย แม่ฮ่องสอนเร่งซ่อมสะพานบ้านถ้ำลอด อ.ปางมะผ้า สบเมยเตือนดินสไลด์ น้ำกว๊านพะเยาวิกฤตเร่งระบาย ดอกคำใต้ท่วมอีกรอบ น้ำป่าสักล้นท่วมเมืองเพชรบูรณ์ พิจิตรหวิดวางมวย 2 อำเภอแย่งเปิด-ปิดประตูน้ำ

เมื่อวันที่ 19 ก.ย. กรมอุตุนิยมวิทยารายงาน พยากรณ์วันที่ 20 ก.ย. ว่า ภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างมีฝนตกเพิ่มมากขึ้น กับมีฝนตกหนักบางแห่งส่วนคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันตอนบนมีกำลังแรง โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง เรือเล็กบริเวณดังกล่าวควรงดออกจากฝั่งในระยะนี้ไว้ด้วย สำหรับกรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีโอกาสเกิดฝนฟ้าคะนองกับมีฝนตกหนักบางแห่งใน ช่วงระหว่างบ่ายถึงค่ำ อนึ่ง ร่องมรสุมจะเคลื่อนลงมาปกคลุมบริเวณภาคกลางตองล่าง และภาคตะวันออก ในวันที่ 20 ก.ย. ทำให้บริเวณดังกล่าวมีฝนตกชุกหนาแน่นบริเวณ จ.นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ราชบุรี สมุทรสงคราม สุพรรณบุรี กาญจนบุรี อุทัยธานี ชัยนาท นครสวรรค์ ลพบุรี สระบุรี พระนครศรีอยุธยา สิงห์บุรี อ่างทอง และนครปฐม ขณะที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล มีโอกาสฝนตกฟ้าคะนอง ร้อยละ 80 กับมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนมากในระหว่างบ่ายถึงค่ำ

นายฉัตร ชัย พรหมเลิศ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า ภาวะฝนตกหนักในระยะนี้ ส่งผลให้เกิดน้ำไหลหลากและดินสไลด์ใน 5 จังหวัด รวม 15 อำเภอ 34 ตำบล ในภาพรวมปัจจุบันระดับน้ำลดลงแล้ว แต่ยังคงมีมีน้ำท่วมขังในที่ลุ่มต่ำในพื้นที่ อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ และจ.พะเยา ทั้งนี้ ปภ.จังหวัด ได้ร่วมกับหน่วยทหารและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สำรวจความเสียหายและให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยในเบื้องต้นแล้ว

อธิบดี ปภ. กล่าวต่อว่า จากการติดตามสถานการณ์น้ำกับสำนักชลประทานที่ 12 พบว่าน้ำที่ไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น อาจส่งผลให้พื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่บริเวณท้ายเขื่อนเจ้าพระยา อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ถึงบริเวณ ต.บางหลวงโดด อ.บางบาล และ ต.บ้านกระทุ่ม ต.หัวเวียง อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา รวมถึงบริเวณท้ายแม่น้ำน้อย มีระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น ปภ.จึงประสาน 7 จังหวัด ได้แก่ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี ลพบุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา และสุพรรณบุรี รวมถึงศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตในพื้นที่เสี่ยงภัย แจ้งเตือนประชาชนที่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เกษตรกร ผู้ประกอบการร้านค้า เรือโดยสาร ประชาชนที่สัญจรทางน้ำ นักท่องเที่ยว รวมถึงผู้รับเหมาก่อสร้างงานโครงสร้างหรือเขื่อนป้องกันตลิ่ง ให้ติดตามสถานการณ์และประกาศแจ้งเตือนจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด

รวม ถึงเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำเอ่อล้น เพิ่มความระมัดระวังในการเดินทางทางน้ำ พร้อมกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ เครื่องจักรกลด้านสาธารณภัย และกำลังเจ้าหน้าที่อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) และทีมกู้ชีพกู้ภัยประจำตำบล ให้ออกปฏิบัติการช่วยเหลือประชาชนตลอด 24 ช.ม.

ด้าน นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ที่สถานี ซี2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ วัดได้ 21.86 เมตร(รทก.) ต่ำกว่าตลิ่ง 4.34 เมตร มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 1,155 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที (รับได้สูงสุด 3,590 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที) แนวโน้มยังคงเพิ่มสูงขึ้น กรมชล ประทานวางแผนบริหารจัดการน้ำ โดยใช้พื้นที่เหนือเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท รับน้ำส่วนหนึ่งเข้าระบบชลประทานทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก ตามศักยภาพที่สามารถรับน้ำได้ ซี่งจะไม่ให้กระทบต่อพื้นที่การเกษตร พร้อมกับควบคุมปริมาณน้ำให้ไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา ให้อยู่ในเกณฑ์ประมาณ 900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยปัจจุบันมีปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา 850 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาคือ พื้นที่ ต.บางหลวงโดด อ.บางบาล และพื้นที่ต.บ้านกระทุ่ม ต.หัวเวียง อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา รวมไปถึงบริเวณด้านท้ายของแม่น้ำน้อยด้วย ทั้งนี้ จากการประเมินสถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา พบว่าปริมาณน้ำยังคงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา นอกคันกั้นน้ำให้เตรียมพร้อมรับสถานการณ์น้ำเอ่อล้นตลิ่งและเฝ้าระวังติดตาม สถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดด้วย

ด้านจ.เชียงใหม่ หลังจากเมื่อวันที่ 18 ก.ย. ที่ผ่านมา น้ำจากลำน้ำแม่ออนล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือนราษฎร ในอ.สันกำแพง ล่าสุดสถานการณ์เริ่มเข้าสู่สภาวะปกติ แต่หลายพื้นที่ยังมีน้ำขัง ชาวบ้านต่างเร่งทำความสะอาดบ้านเรือน ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่เร่งเก็บซากไม้และผักตบชวาที่ไหลมากับน้ำแม่ออน เพื่อเปิดทางน้ำให้ไหลผ่านได้อย่างสะดวก ขณะที่ ปภ.เชียงใหม่ สั่งการพร้อมเฝ้าระวังตลอด 24 ช.ม. แม้ว่าในพื้นที่จะไม่มีฝนตกลงแต่ยังมีเมฆฝนปกคลุมอยู่

ขณะ ที่น.ส.ภัทราพร ลายจุด นอภ.แม่ออน เผยน้ำท่วมทำให้คอสะพานเสียหายจำนวน 3 สะพาน ประกอบด้วย สะพานข้ามลำห้วยเสือ บ้านแม่ตะไคร้ ม.1 ต.ทาเหนือ สะพานข้ามลำน้ำแม่ทา บ้านทาม่อน ม.1 ต.แม่ทา และสะพานบ้านแม่ตะไคร้ที่ถูกน้ำกัดเซาะจนคอสะพานขาด ตั้งแต่เมื่อวันที่ 18 ก.ย.ที่ผ่านมา วันนี้แขวงการทางเชียงใหม่นำสะพานเหล็กชั่วคราว (แบริ่ง) มาติดตั้งเพื่อให้รถยนต์สามารถสัญจรได้ชั่วคราว ทางอ.แม่ออนยังได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหาร กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน มอบถุงยังชีพช่วยเหลือประชาชนในเบื้องต้นแล้ว

ส่วนที่ จ.แม่ฮ่องสอน นายเพิ่มวิทยา กันทะทรง ปภ.แม่ฮ่องสอน พร้อมกรมทางหลวงชนบท เข้าตรวจคอสะพานบ้านถ้ำลอด อ.ปางมะผ้า ที่ถูกน้ำป่าพัดเสียหายเพื่อซ่อมแซมให้รถผ่านได้ชั่วคราว โดยจะได้นำเครื่องจักรกลเข้าไปปรับปรุงใหญ่อีกครั้งหากฝนไม่ตกเพิ่มลงมา ส่วนทางด้าน อ.สบเมย เส้นทางจากบ้านแม่คะตวน ไปยังบ้านห้วยกองมูล ดินภูเขาสไลด์ลงมาเป็นระยะๆ ทำให้รถสัญจรไปมาด้วยความลำบาก ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

ด้านจ.พะเยา หลายจุดเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ แต่บางชุมชนยังประสบปัญหาไฟฟ้าดับและน้ำประปาไม่ไหล ขณะที่อ.ดอกคำใต้ถูกน้ำท่วมรอบสอง หลังระดับน้ำในน้ำร่องช้างเอ่อสูง บางจุดสูง 70-100 ซ.ม. ทม.ดอกคำใต้ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ทหารเข้าช่วยเหลือประชาชน รวมทั้งจัดทำกระสอบทรายกั้นน้ำ ขณะที่น้ำในกว๊านพะเยา มีปริมาณสูงถึง 71 ล้านลบ.เมตร มากกว่าปกติกว่า 200% จึงเปิดประตูระบายน้ำที่ระดับ 90 ซ.ม. เพื่อระบายน้ำท่วมในพื้นที่ ต.แม่ต๋ำ และด้านบนของกว๊านพะเยาให้ลดลง

ขณะ เดียวกัน สถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ ทางตอนเหนือของจ.เพชรบูรณ์ น้ำส่วนมากไหลลงสู่แม่น้ำป่าสัก จนเอ่อล้นท่วมบ้านเรือนและพืชผลทางการเกษตร ล่าสุดมวลน้ำก้อนใหญ่เอ่อเข้าท่วมในพื้นที่ตัวเมืองเพชรบูรณ์ บริเวณถนนสนามไชย ระดับน้ำสูงราว 50-60 ซ.ม. จำนวน 2 ชุมชน ประกอบด้วยชุมชนวัดโพธิ์เย็นและชุมชนวัดประตูดาว นอกจากนี้ พื้นที่ใกล้เคียงได้รับผลกระทบเช่นกันคือต.สะเดียง อ.เมือง จำนวน 7 หมู่บ้าน และพื้นที่การเกษตรได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง

ด้าน จ.พิจิตร ที่บริเวณคลองหนองตอ หมู่ที่ 13 บ้านท่ากระดาน ต.หนองปลาไหล อ.วังทราย พูน ชาวบ้านจากต.สากเหล็ก อ.สากเหล็ก และอ.วังทรายพูน เกือบ 200 นายเผชิญหน้ากันแย่งปิด-เปิดประตูระบายน้ำชลประทาน เนื่องจากชาวบ้านต.สากเหล็กไม่พอใจที่ฝ่ายชาวบ้าน ต.หนองปลาไหล อ.วังทรายพูน ไม่ยอมให้เปิดประตูระบายน้ำ ทำให้น้ำที่ไหลมาจากอ.เนิน มะปราง จ.พิษณุโลก ท่วมนาข้าวสูงถึง 3 ม. ข้าวเกือบ 1 หมื่นไร่กำลังจะตายหากไม่เร่งระบายออกภายใน 2-3 วัน ขณะที่ชาวต.หนองปลาไหล เกรงว่าน้ำจะท่วมบ้าน 4 หมู่บ้าน ร่วมกว่า 300 หลังคาเรือน จนเกิดปะทะคารม กันขึ้น

ต่อมานายชนก มากพันธุ์ นอภ.สากเหล็ก พร้อมด้วยนายสิทธิ์พันธ์ บุตรศรี ปลัดอาวุโสอ.วังทรายพูน และร.ต.บันเทิง พ่วงดี สัสดีอ.สากเหล็ก พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ทหารเข้ามาระงับเหตุ พร้อมตรวจสอบพบว่าคลองหนองตอ กว้าง 12 ม. แต่ประตูระบายน้ำมีเพียง 2 ประตู กว้างข้างละ 2.4 ม. รวม 4.8 ม. ทำให้น้ำระบายไม่ทัน จึงเชิญตัวแทนทั้ง 2 ฝ่ายมาเจรจากัน ใช้เวลากว่า 1 ช.ม.จึงได้ขอยุติ โดยทางต.หนองปลาไหล เจ้าของพื้นที่ฝายกั้นน้ำ ยอมให้ทำบายพาส ให้น้ำไหลลงคลองได้กว้างขึ้น แต่ต้องซ่อมแซมให้เหมือนเดิม และทำทางข้ามลำคลองให้ ซึ่งทางฝ่าย อบต.สากเหล็ก รับปากว่าจะดำเนินการโดยจะใช้เวลาเร่งระบายน้ำแค่ 15 วันเท่านั้น ทำให้ไม่มีเหตุรุนแรงเกิดขึ้น

บทความก่อนหน้านี้ตื่นวิงหนีตาย ตึก60ชั้นสั่น รร.แมกโนเลียส์ ที่แท้ซ้อมดับไฟ
บทความถัดไป“นินิว”โพสต์หลังเลิก”แบงค์” บอก”ฝันของเราที่จะแก่ไปด้วยกันเดินจูงมือกัน”ยังอยู่ในใจ