คดีครูจอมทรัพย์เริ่มคลี่คลาย บิ๊กตร.ขอโทษคนติดตามข่าวทีวี กำลังอิน แต่ตำรวจไปเตะปลั๊กหลุด พยานยันซื้อรถทะเบียน บค 56 มุกดาหาร ของนายสับ วาปี ที่ยอมรับเป็นคนขับรถชนแทนครูจอมทรัพย์ เผยซื้อมาตั้งแต่ปี’47 เพื่อใช้กิจการ ในไร่ แต่ใช้วิธีโอนลอย ไม่ได้ไปเปลี่ยนชื่อกรรมสิทธิ์ ยันไม่มีทางขับไปเกิดอุบัติเหตุ ปี’48 ได้แน่นอน เพราะรถเก่ามาก และไม่มีใครยืมเอาไป เผยใช้จนกระทั่งปี’51 ก็ขายเป็นซากรถ เพราะหมดอายุการใช้งาน พล.ต.อ. ปัญญายันมีขบวนการรับจ้างติดคุกจริง และต้องดำเนินคดีกับผู้ที่หาประโยชน์ ระบุสอบแล้ววันเกิดเหตุ คนกับรถไม่อยู่ด้วยกัน จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะขับรถคันดังกล่าวชน

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 19 ม.ค. ที่สำนัก งานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.ปัญญา มาเม่น จเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.) ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานตรวจสอบกรณีนาง จอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร อายุ 54 ปี อดีตข้าราชการครู ที่ร้องต่อศาลเพื่อขอรื้อฟื้นคดีขับรถชนคนตาย เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 18 ม.ค. ที่ผ่านมาตนเรียกประชุมคณะทำงานที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 (บช.ภ.4) โดยมี พล.ต.ท.จตุพล ปานรักษา ผบช.ภ.4 ผบช. และคณะทำงาน จนได้ข้อสรุปว่าเรื่องนี้กระบวนการต่างๆ ไปถึงศาลแล้ว โดยศาลอุทธรณ์นัดไต่สวนข้อเท็จจริงวันที่ 8-10 ก.พ. นี้ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะสนับสนุนข้อมูลต่างๆ ที่ได้จากการสืบสวนให้กับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการสืบสวนสอบ สวนรวมทั้งการดำเนินการในส่วนอื่นๆ ในส่วนของตำรวจก็ดำเนินการต่อไปอย่างต่อเนื่อง

พล.ต.อ.ปัญญากล่าวอีกว่า จากการสืบสวนสอบสวนจนถึงขณะนี้ยืนยันว่ามีขบวนการแสวงหาผลประโยชน์จากเรื่องนี้จริง มีพยานหลักฐานที่สามารถพิสูจน์เรื่องนี้ได้ แต่รายละเอียดต่างๆ ตนไม่ขอเปิดเผย เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ส่งข้อมูลดังกล่าวไปที่ทางส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อประกอบการไต่สวน สิ่งที่ตนอยากจะบอกกับสังคมคือเรื่องที่การขอรื้อฟื้นคดีเป็นสิทธิ์ของนางจอมทรัพย์ เมื่อเชื่อว่าตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรมก็ใช้สิทธิ์ตามกฎหมาย แต่ในกระบวนการใช้สิทธิ์แล้วมีคนไปหาผลประโยชน์จากตรงนี้ หากผิดกฎหมายหรือทำไม่ถูกต้อง เจ้าหน้าที่ต้องไปดำเนินการ จึงขอให้สังคมแยกแยะให้ชัดเจน

“วันนี้พี่น้องประชาชน หรือสื่อมวลชน น่าจะเริ่มเข้าใจแล้วว่าเรื่องราวเหล่านี้เป็นมาอย่างไร และเริ่มไปติดตามแก่นรากของมัน คือหลังจากคดีสิ้นสุดไปแล้วมีคนมาบอกว่าคนขับรถชน ไม่ใช่ครูจอมทรัพย์ คนก็เริ่มไปหาแล้วว่ารถที่ชน และคนที่อ้างว่าชน อยู่ด้วยกันหรือเปล่า ซึ่งประชาชนกำลังช่วยกันหา จึงขอให้ประชาชนมีสติในการรับรู้ ส่วนที่ทำเป็นขบวนการ ดำเนินการกันมาที่ไม่ถูกต้อง ตำรวจจะสืบสวนต่อเนื่อง ยืนยันที่ตำรวจ ออกมาชี้แจงไม่ได้เป็นการปกป้องใคร ไม่มุ่งทำลายใคร หากตำรวจผิดก็ต้องลงโทษดำเนินตามวินัย และทางอาญา ซึ่งหากลูกน้องทำผิดเราไม่ปกป้องอยู่แล้ว อยากขอสังคมฉุกคิดว่าเรื่องที่เกิดมีต้นเหตุมาจากไหน และประกอบด้วยอะไรบ้าง อย่างกรณีนี้วันที่ 11 มี.ค.2548 ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุ รถกับคนอยู่ด้วยกันในวันเกิดเหตุหรือไม่ แต่ถ้ารถกับคนไม่อยู่ด้วยกันในวันเกิดเหตุมันก็เป็นไปไม่ได้”พล.ต.อ. ปัญญากล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะมีการดำเนินคดีและแจ้งข้อกล่าวหากับขบวนการที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้หรือไม่ พล.ต.อ.ปัญญากล่าวว่า ต้องรอศาลพิจารณาให้แล้วเสร็จก่อน เพราะสุดท้ายการสืบสวนสอบสวนของตำรวจก็จะไปปรากฏในชั้นศาลอยู่แล้ว ยืนยันตำรวจมีพยานหลักฐานชัดเจนที่จะพิสูจน์ความจริงเรื่องนี้ แต่ขอยังไม่เปิดเผย

“โดยส่วนตัวผมต้องขอโทษพี่น้องประ ชาชนด้วย ที่กำลังดูทีวี ดูเรื่องราวต่างๆ แล้วอาจจะอิน บางคนอาจจะน้ำตาไหล แล้วพอดีผมไปเตะปลั๊กเข้า ทำให้ทีวีดับ ต้องขอโทษด้วยจริงๆ ครับ” พล.ต.อ.ปัญญากล่าว

รายงานข่าวแจ้งว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดที่สืบสวนหาที่มารถปิกอัพอีซูซุ สีเขียว ทะเบียน บค 56 มุกดาหาร ของนายสับ วาปี ที่อ้างว่าเป็นผู้ขับรถชนคนตายบนถนนสายธาตุ- นาเหนือ อ.เรณูนคร จ.นครพนม เมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2548 ล่าสุดได้สอบสวนนายอุบล ไชยบัน อายุ 64 ปี ชาวบ้านแก้ง ต.คำปลาหลาย อ.เมือง จ.มุกดาหาร โดยระบุว่าซื้อรถคันนี้มาจากนายนิรันดร์ ทูนแก้ว อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 ต.กุดเข้ อ.เมือง จ.มุกดาหาร ซึ่งรู้จักกับนายสับ ในราคา 33,000 บาท เมื่อประมาณปี 2547 โดยการโอนลอย มีชื่อนายสับเป็นเจ้าของ เมื่อซื้อมาก็นำไปบรรทุกอ้อย ปุ๋ย มันสำปะหลังภายในไร่ โดยไม่ได้ไปโอนกรรมสิทธิ์มาเป็นชื่อตน เพราะรถก็เก่ามากแล้ว ต่อมาเมื่อวันที่ 21 ก.พ. 2548 ก็นำรถไปตรวจสภาพและ ต่อพ.ร.บ. โดยมีชื่อนายสับเป็นเจ้าของอยู่ เมื่อใช้ได้ประมาณ 3-4 ปีรถก็เริ่มพัง เมื่อเอาไปซ่อมช่างก็ตีราคาสูงเกินไป จึงจอดทิ้งไว้ ต่อมามีพ่อค้าของเก่าผ่านมาขอซื้อ จึงขายไปในราคา 15,000 บาท เมื่อปี 2551

“ต่อมามีผู้ชายอายุประมาณ 30 ปี มาติดต่อผมให้ช่วยหาชิ้นส่วนและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับปิกอัพคันนั้น และบอกว่าเพื่อนเขาถูกจำคุกข้อหาชนคนตาย แต่ก็บอกไปว่าขายรถคันดังกล่าวให้พ่อค้ารับซื้อของเก่าไปแล้ว จากนั้นก็ติดต่อขอให้ช่วยอีกหลายครั้ง แต่ไม่รู้จะช่วยยังไง เพราะขายไปหมดแล้ว” นายอุบลให้การ

รายงานข่าวแจ้งว่า นายอุบล ยืนยันว่าหลังจากที่ซื้อรถมาเมื่อปลายปี 2547 ก็ใช้ขับในไร่ ไม่มีใครยืมไปใช้งาน ไม่เคยขับไปนครพนม เพราะรถเก่ามาก ไม่น่าจะวิ่งไปถึง เมื่อตรวจสอบกับสำนักงานขนส่งมุกดาหาร ยืนยันว่ามีการต่อพ.ร.บ.เมื่อวันที่ 21 ก.พ. 2548 จึงเชื่อว่าเวลาดังกล่าวรถอยู่กับนายอุบล จึงไม่น่าไปอยู่กับนายสับ และขับรถชนในวันที่ 11 มี.ค.2548 ได้

นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า ขณะนี้เรื่องของนางจอมทรัพย์อยู่ที่ศาลแล้ว ต้องดูที่ศาลว่าจะพิจารณาอย่างไร และในที่สุดแล้วศาลจะมีคำตัดสินว่าอย่างไร ในส่วนของกระทรวงยุติธรรมเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อยู่ 2-3 เรื่อง คือ การเข้าไปให้การช่วยเหลือนางจอมทรัพย์ ในตอนที่นางจอมทรัพย์เข้ามาขอรื้อฟื้นคดี โดยช่วยเรื่องค่าใช้จ่ายค่าทนายและค่าธรรมเนียมศาล กระทั่งนำมาซึ่งการรื้อฟื้นคดีที่อยู่ในศาล

นายสุวพันธุ์กล่าวต่อว่า ดังนั้น กรณีของนางจอมทรัพย์กระทรวงยุติธรรมเข้าไปเกี่ยวตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายให้เราสามารถทำได้ โดยเฉพาะเรื่องของการคุ้มครองสิทธิ อีกประเด็นคือ เราต้องเตรียมการไว้ว่า ถ้าคดีนี้ถึงที่สุดแล้วออกมาแบบไหน และกระทรวงยุติธรรมจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องในเรื่องใด บ้าง ซึ่งเราก็เตรียมการที่จะเข้าไปทำตรงนั้น อย่างไรก็ตาม หน้าที่ของเราที่สำคัญที่สุดคือการดูแลการเข้าถึงสิทธิและความยุติธรรมของทุกกลุ่มทุกฝ่าย

ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้ดูเหมือนว่ากระทรวง ยุติธรรมจะมั่นใจในพยานหลักฐานที่มีอยู่ว่านางจอมทรัพย์ตกเป็นแพะจริง นายสุวพันธุ์กล่าวว่า ตนขอเรียนว่าให้รอฟังศาล เพราะเรื่องอยู่ที่ศาลแล้ว เราไม่ควรไปพูดอะไรทั้งสิ้น ซึ่งเป็นเรื่องของศาล

ที่บ้านเลขที่ 57 บ.นาคู่ หมู่ 2 ต.นาคู่ อ.นาแก จ.นครพนม ของนางทองเรศ วงศ์ศรีชา วัย 51 ปี อาชีพทำนา เพื่อนของนางทัศนีย์ หาญพยัคฆ์ อายุ 61 ปี และเป็น 1 ใน 2 พยาน ปากเอกที่เห็นเหตุการณ์ขณะซ้อนท้ายรถนางทัศนีย์และพบเห็นรถชนนายเหลือ พ่อบำรุง ตาย หลังจากไปเป็นพยานให้การในชั้นศาล เปิดเผยถึงเหตุการณ์วันนั้นว่า ก่อนเกิดเหตุนางทัศนีย์ชวนตนไปร่วมงานบุญแจกข้าวที่ ต.ท่าลาด อ.เรณูนคร โดยนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ ฮอนด้าดรีมสีขาว ทะเบียน ฉ 2744 นครพนม กระทั่งจะกลับที่บ้านนาคู่ ต.นาคู่ ระหว่างที่นางทัศนีย์ขับรถขึ้นถนนทาง หลวงหมายเลข 2031 สายธาตุน้อย-นาเหนือ ช่วง บ.สร้างเม็ก ต.ท่าลาด ได้ยินเสียงเร่งเครื่องรถยนต์มาด้วยความเร็วสูง ขับแซงรถที่ตนซ้อนท้ายไปอย่างรวดเร็ว กระทั่งเห็นรถคันดังกล่าวพุ่งชนนายเหลือ พ่อบำรุง ผู้ตาย ทำให้ร่างปลิวกระเด็นตกพื้น

นางทองเรศกล่าวว่า สักพักเห็นคนขับรถไม่ทราบว่าเป็นรถกระบะหรือรถเก๋ง เพราะตนนั่งซ้อนท้ายดูอยู่ห่างจุดเกิดเหตุประมาณ 30 เมตร ซึ่งมีแสงไฟรถจักรยานยนต์ของนางทัศนีย์ส่องเห็นถึง เปิดประตูรถฝั่งคนขับเดินลงมา คนขับมีลักษณะท้วม สวมรองเท้าหนัง เสื้อแขนยาวสีดำ เดินลงมาดูนายเหลือ คนถูกรถชนแล้วจึงเดินขึ้นรถเร่งเครื่องขับหลบหนีไป หลังเกิดเหตุก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร เพราะ ผู้ประสบเหตุถูกรถชนไม่ใช่ญาติพี่น้องตน

นางทองเรศกล่าวต่อว่า จนเหตุการณ์ผ่านไปสักระยะ นางทัศนีย์ก็มาเล่าให้ฟังว่าหลังที่ตนพบเห็นเหตุการณ์ในวันนั้น ยืนยันและคุยกันกับนางทัศนีย์ว่าคนขับเป็นผู้ชาย มารู้ภายหลังว่าคนที่ต้องโทษจำคุกกลับกลายเป็น ผู้หญิง แต่ตนก็ไม่ใส่ใจอะไร กระทั่งมีหมายศาลเรียกให้ตนไปเป็นพยานชั้นศาล ขณะที่ครูที่ถูกกล่าวหาว่าขับรถชนคนตายทราบภายหลังว่าติดคุกในเรือนจำแล้ว

หลังจากตนไปขึ้นศาลในวันนั้นเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวพร้อมกับนางทัศนีย์ และยังพบเห็นนายสับ วาปี ซึ่งทราบว่าเป็นผู้ออกมารับสารภาพว่าเป็นผู้ขับรถชนตัวจริง พบเห็นตัวและเดินผ่านกัน แต่ไม่ได้คุยกันเพราะอยู่กันคนละห้อง และศาลเรียกเข้าห้องพิจารณาทีละคน

“หลังจากที่ถึงคิวตนให้การเป็นพยานบนชั้นศาล ศาลได้ถามตนว่าคนขับรถคันก่อเหตุเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ตนจึงตอบศาลไปว่าคนขับรถชนเป็นผู้ชาย ไม่ใช่ผู้หญิง ซึ่งศาลก็ถามแค่นี้สั้นๆ” นางทองเรศ ระบุ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน