บทสรุปในเรื่อง “ปรองดอง” อันมาจาก คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุรา พันธุ์ ที่ว่า
“ถ้าทำได้คณะรัฐประหารชุดนี้จะเป็น HERO”
เหมือนกับจะเป็น “กัปปิยโวหาร” เหมือนกับจะเป็นการตั้งความหวังเอาไว้เป็นอย่างสูง
แต่เมื่อ “อ่าน” ประโยคตามมา
“แต่ถ้า(คณะรัฐประหารชุดนี้)ทำไม่ได้ ก็ต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้น”
ที่ว่าเป็น “กัปปิยโวหาร” อาจไม่เป็นเช่นนั้น
วิธีการมองของ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ จึงต่างกับวิธีการมองของ นายอลงกรณ์ พลบุตร
นายอลงกรณ์ พลบุตร มองในด้านดี ด้านสำเร็จ
เพราะเห็นว่า จุดคิกออฟ คือ วันวาเลนไทน์ วันแห่งความรัก และจุดยุติ คือ วันสงกรานต์ วันปีใหม่ อันล้วนเป็นวันมงคล วันแห่งความชื่นมื่น
ขณะที่ “คุณหญิง”มอง”ตามความเป็นจริง”
กล่าวสำหรับเส้นทางในทางการเมือง คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ มิได้เป็น “ละอ่อน” แรกแย้ม
ตรงกันข้าม “คร่ำหวอด”
เคยเข้าร่วมทางการเมืองตั้งแต่ยุคพรรคพลังธรรมอันมี พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เป็นหัวหน้าพรรค
ขับเคี่ยวกับ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ
จากพรรคพลังธรรมก็มาร่วมกับ”ทักษิณ”ในการสร้างพรรคไทยรักไทย
ยืนหยัดอยู่กับ”ไทยรักไทย”อย่างยาวนาน
ไม่ว่าจะถูกมรสุมทำให้”ไทยรักไทย”แปรเปลี่ยนเป็น”พลัง ประชาชน” กระทั่ง “เพื่อไทย”
“คุณหญิง” ก็มิได้หนีหายไปไหน
คนที่คร่ำหวอดอยู่ในสนามการเมืองจึงห่างไกลยิ่งกับลักษ ณะ “เพ้อฝัน” หากแต่ยึดกุมอยู่กับสภาพความเป็นจริง
ทั้งใน “ด้านดี” ทั้งใน “ด้านร้าย”
ถามว่า คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ตั้งความหวังไว้กับกระบวน การ”ปรองดอง”ในขณะนี้หรือไม่
ตอบว่า ทั้ง “ตั้ง” และ”ไม่แน่ใจ”
ตั้งเพราะเห็นว่าบรรดาแม่ทัพ นายกองใน”คสช.”ต่างออกโรงกันอย่างเต็มที่
แต่เมื่อมีแต่ “แม่ทัพ นายกอง” ก็เริ่มสงสัย
ต้องยอมรับว่า แม้จะเป็น”พลเรือน” แต่ “คุณหญิง”ก็เป็นนักการเมืองที่มักคุ้นกับ “ทหาร”เข้าใจ “วิธีคิด” เข้าใจ”วิธีการ”
บทสรุปจึงออกมาว่า “หากการสร้างความปรองดองนี้ถ้าทำได้คณะรัฐประหารชุดนี้จะเป็น HERO แต่ถ้าทำไม่ได้ก็ต้องรับผิด ชอบต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้น”
นั่นก็คือ “คณะรัฐประหาร” รับไปเต็ม-เต็ม ทั้งในด้านสำเร็จและในด้านล้มเหลว