วันที่ 15 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เครื่องบินอัลฟ่าเจ็ท (บจ.7) ดาโซดอร์เนียร์อัลฟ่าเจ็ท เป็นเครื่องบินรบที่ฝรั่งเศสและเยอรมนีร่วมมือสร้างขึ้น ตามแผนโครงสร้างกองทัพไทย ปี 2540-2545 กองทัพอากาศต้องปรับลดความต้องการกำลังรบ จาก 36 ฝูงบิน ให้เหลือ 24 ฝูงบิน เพื่อให้สอดคล้องกับงบประมาณ ที่ถูกตัดลงตามวิกฤติเศรษฐกิจของประเทศ แต่กองทัพอากาศ ก็ยังมีเครื่องบินไม่เพียงพอ ที่จะใช้สนับสนุนภารกิจทางยุทธการ ตามแผนการปรับลดกำลังรบ เพราะเครื่องบินที่กองทัพอากาศมีประจำการ เช่น บ.จ.4 (OV-10) และ บ.จธ.2 (AU-23A) จะครบอายุการใช้งาน ต้องปลดประจำการในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ดังนั้น กองทัพอากาศจึงจำเป็นต้องจัดหา เครื่องบินขับไล่-โจมตี ที่มีสมรรถนะเท่ากันหรือดีกว่า มาทดแทน เพื่อให้ตรงกับความต้องการ ของกำลังรบของกองทัพอากาศ
ในเดือนก.พ.2542 กระทรวงกลาโหมเยอรมนี ได้เสนอขายเครื่องบินอัลฟ่าเจ็ท ให้กองทัพอากาศในราคามิตรภาพ (SYMBOLIC PRICE) เนื่องจากกองทัพอากาศเยอรมนี ปลดประจำการเครื่องบินอัลฟ่าเจ็ท เพื่อลดขนาดของกองทัพ และได้เก็บรักษาไว้ในสภาพดีมาก ตรงกับความต้องการจัดหาเครื่องบินทดแทน เครื่องบิน OV-10 และ AU-23A ซึ่งต่อมาเมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2542 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้อนุมัติหลักการให้กองทัพอากาศจัดซื้อเครื่องบินอัลฟ่า จากรัฐบาลสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีได้ จำนวน 50 เครื่อง ในลักษณะจัดซื้อแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล โดยให้ใช้งบประมาณของกองทัพอากาศดำเนินการ
ต่อมาเมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2542 คณะรัฐมนตรีมีอนุมัติให้กองทัพอากาศจัดซื้อเครื่องบินอัลฟ่า แบบรัฐบาลต่อรัฐบาล จากรัฐบาลสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีได้จำนวน 25 เครื่อง ตามกำลังงบประมาณที่กองทัพอากาศสามารถสนับสนุนได้ โดยให้ทำการ ปรับเครื่องบินให้บินได้ตามมาตรฐาน AIR WORTHINESS ของเยอรมนี จำนวน 20 เครื่อง และเก็บไว้เป็นอะไหล่ จำนวน 5 เครื่อง วงเงินจัดซื้อ 62,430,250 ด็อยช์มาร์ค หรือประมาณ 1,286,562,592 บาท ในการจัดซื้อครั้งนี้ ได้จัดทำการค้าต่างตอบแทนตามมติรัฐมนตรีด้วย
จากนั้นเมื่อ 13 ส.ค. 2542 ผู้บัญชาการทหารอากาศ ได้ร่วมลงนามในข้อตกลงจัดซื้อเครื่องบินอัลฟ่าเจ็ท จำนวน 25 เครื่อง กับนายเฮมัน เอราต เอกอัคราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีประจำประเทศไทย และรัฐบาลสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ได้ลงนามแทนรัฐบาลไทย ว่าจ้างให้บริษัท แฟร์ชายด์ ดอร์เนียร์ เป็นบริษัทผู้ผลิต มีเจ้าหน้าที่เทคนิคและมีขีดความสามารถ ในการดำเนินการ ปรับคืนสภาพ
โดยกระทรวงกลาโหมเยอรมนีรับผิดชอบจัดส่งเจ้าหน้าที่เทคนิคมาควบคุมกำกับดูแล การปรับคืนสภาพเครื่องบินให้ได้มาตรฐานของเยอรมนีแทนกองทัพอากาศด้วย ซึ่งสัญญาดำเนินการดังกล่าว บริษัท แฟร์ชายด์ ดอร์เนียร์ จะต้องดำเนินการ ปรับคืนสภาพเครื่องบิน ให้แล้วเสร็จทั้ง 20 เครื่อง ภายในเดือน ก.ย. 2544 รวมทั้งการฝึกนักบินและเจ้าหน้าที่เทคนิค แต่ละสาขาให้สามารถทำการซ่อมบำรุงเครื่องบินขั้นฝูงบินได้ จำนวน 8 หลักสูตร รวมจำนวน 70 คน


