สาวเล่าวินาที โดนลวนลามบนรถเมล์ ลุงล่าเหยื่อไม่หยุด แต่พีคสุดตอนแจ้งความ!

โดนลวนลามบนรถเมล์

สาวเล่าวินาที โดนลวนลามบนรถเมล์ ลุงล่าเหยื่อไม่หยุด แต่พีคสุดตอนแจ้งความ!

สาวผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งได้เล่าประสบการณ์สยอง โดนลวนลามบนรถเมล์ ระบุว่า ทุกคนคะ คืองี้…วันนี้โดนลวนลามบนรถเมล์ เรื่องแม่งผีตั้งแต่ต้นจนจบ ยาวหน่อย รบกวนติดตามกันนะคะ

พาร์ท – ในที่เกิดเหตุ

18:20 ขึ้นรถเมล์สาย 522 จากอนุสาวรีย์ชัย ขึ้นปุ๊บ ไม่ถึง 3 นาที รถยังไม่ทันออกตัวด้วยซ้ำ เราก็รู้สึกอุ่นๆที่ก้น มีทั้งนิ่ม และแข็ง ก็เลยคิดว่าเป็นกระเป๋า เพราะวันนี้รถติดมากกก รถเมล์เบียดมากกกก เหมือนทุกคนกลับบ้านเพื่อมาเลือกตั้งในวันอาทิตย์นี้ เราก็เออสงสัยแม่งเบียดมากจริง

แต่ปกติคนเราถ้ารู้ว่าเบียดคนอื่นก็จะพยายามเอาตัวออก เพื่อไม่ให้ใกล้ชิดเกินไปใช่ไหมคะ แต่นี่ไม่ ทั้งดันเข้ามา ดันเข้ามา ทั้งๆที่รถยังไม่ขับออกไป และเราหันไปดู ก็คือ เป้าเค้านั่นแหละ และเป็นผู้ชายแก่ ประมาณ 40 (ตามรูปแนบ) ก็เลยหันไปตะโกนว่า

“ลุงคะ ไม่เบียดข้างหลังได้ไหมคะ”

(เราไม่ได้พูดว่าถูกลวนลาม ด้วยความที่กลัวว่าจะเป็นการกล่าวหาเค้า ถ้าเค้าไม่ได้ทำ) คนตรงนั้นได้ยินและเริ่มหันมอง แต่เค้าก็ไม่หยุด ยังดันเข้ามาอยู่ เราเลย ตะโกนอีกว่า “ลุงคะ มาอยู่ข้างหน้าไหมคะ ถ้าจะเบียดขนาดนี้”

ลุงตอบ “ไม่ ไม่อ่ะ” (ขณะอยู่บนรถเมล์ ลุงใส่เสื้อสีฟ้า หมวกสีม่วง ใส่แว่นสายตาหนา และใส่มาส์กคาดปาก) และยืนอยู่ที่เดิม

เราเลยเป็นคนที่เดินออกมาแล้วไปยืนข้างหลังเค้าแทน เวลานั้น ลุงอยู่ข้างหลังผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งที่ตรงนั้นเป็นที่เก่าเรา ก็มีพื้นที่ยืนได้ถูกไหมคะ ลุงกลับเดินไปข้างหลังผู้หญิงอีกคน และเหมือนกับว่าจะทำแบบที่ทำกับเรา (เราไม่แน่ใจ เพราะเราอยู่ข้างหลังลุง แต่เราสังเกตุว่า พื้นที่ข้างหลังลุงว่างทำไมไปยืนเบียดผู้หญิงข้างหน้าขนาดนั้น)

แต่ผู้หญิงคนนั้นไม่โวยวายอะไร และพอเธอลง ลุงแกก็เดินไปหาเด็กผู้หญิงอีกคนหนึ่ง คราวนี้น้องเค้าเหมือนจะบิดกระเป๋าไปบังก้นของน้อง (ในส่วนนี้ก็มองไม่เห็นค่ะ เราเห็นแค่น้องหมุนกระเป๋าไปในทิศทางข้างหลัง จึงไม่ได้ตะโกนช่วยเค้า) และลุงแกก็หายไป เราเลยคิดว่าลงจากรถไปแล้ว…

พาร์ท – จับคนร้าย

พอถึงตรงหัวมุมถนนเลี้ยวเข้าพหลโยธิน มีน้องนักศึกษา คนนึงตะโกน “ทำเ…ยไรอ่ะ” และเพื่อนน้องคนนั้นก็ยืนสั่นร้องไห้หนักมาก กระเป๋ารถเมล์เลยถามว่าเกิดอะไรขึ้น สรุปคือ ลุงคนนี้แหละ ก็ไปทำคนอื่นที่ด้านหลังรถเมล์ ก็คือเดินจากหน้ารถไปหลังรถ เพื่อทำการถูๆไถๆ กระเป๋ารถเมลล์เลยสั่งไม่ให้เปิดประตูรถ

ลุงแกไม่ยอมรับ พูดว่า “ไม่ได้ทำอะไรเลย”

พี่ผู้ชายพลเมืองดีขอเรียกว่า พี่เอ (ลืมถามชื่อ) เลยถามว่าน้องนักศึกษาจะเอาเรื่องไหม น้องบอกเอา รถเมลล์เลยเปิดประตูออก ลุงแกกระโจนออกไป แต่ก็ถูกจับไว้ได้ พี่เอบอกให้น้องนักศึกษาไปถ่ายหน้าคนร้ายไปเป็นหลักฐาน แต่น้องกลัว เราเลยอาสาเป็นคนไปถ่ายรูปเอง เนื่องจากเป็นผู้เสียหายด้วย (พยายามเอามือลุงแกลงแล้ว แต่ลุงแกฝืน แรงเยอะ) ขณะที่กำลังชุลมุนบนรถเมลล์ มีผู้เสียหายพูดกันหลายคนว่าโดนเช่นกัน รวมถึงมีผู้ชายพูดด้วยว่าเห็นเหตุการทั้งหมด

เราแจ้ง 191 ทันที เจ้าหน้าที่ที่รับโทรศัพท์บอกว่าโอเค จะแจ้งเจ้าหน้าที่ให้ด่วน ขณะที่เราคุยโทรศัพท์อยู่ ลุงแกขอไปนั่ง บอกว่าไม่หนีๆ พอลุงไปนั่ง ก็มีผู้ชายเฝ้าอยู่ค่ะ แต่สุดท้าย ลุงแกก็วิ่งหนีข้ามแยกเกษตรไป ขณะที่เรากำลังคุยกับ 191 อยู่เลย (จุดที่ลุงนั่งมีป้ายหาเสียงเลือกตั้งบังทางเดินเท้าอยู่ค่ะ ค่อนข้างลำบากในการจับกุม) สุดท้ายลุงก็ลอยนวลไป…. (อี…อก)

พาร์ท – แจ้งความ

รออยู่หลายนาน ทำไมตำรวจไม่มาซักที จึงตัดสินใจนั่งแท็กซี่ไปแจ้งความที่ สน. ด้วยกัน น้องคนที่ร้องไห้ตัวสั่นและน้องที่เป็นคนตะโกนโวยวาย ขอกลับก่อน น้องดูท่าจะไม่ไหว เราเลยไป สน.กับ พี่เอ และน้องที่โดนอีกคน รวม 3 คน น้องที่ไปด้วยขอเรียก น้องบี บอกว่าน้องก็เห็นเขาทำกับหลายคนเหมือนกัน แต่ไม่กล้าพูด

/ เสริมค่ะ น้องนักศึกษาที่โวยวาย บอกว่า เคยโดนลุงคนนี้กระทำแบบนี้มาก่อน รถเมล์สายเดิม เวลาประมาณนี้ น้องเลยกล้าที่จะตะโกนออกไป และยังเคยโดนคนอื่นนอกจากลุงด้วยค่ะ น่ากลัวมากกกก ยังไงก็ระวังตัวกันด้วยนะคะ /

ถึงสน. พี่เอนำขบวนเข้าไปแจ้งตำรวจให้ก่อน ว่า “น้องสองคนนี้ ถูกลวนลามบนรถเมล์ครับ” เลยได้เข้าไปคุยด้านในกับตำรวจท่านหนึ่ง / แกแนะนำว่า “ถ้าหากโดนกระทำที่สงสัยว่าจะลวนลาม ให้ตะโกนไปเลย ถีบเลย หรืออะไรก็ได้ เพราะเรารู้สึกไม่ปลอดภัย ไม่ต้องกลัวว่าจะเป็นการกล่าวหา” / จากนั้นก็ทำการลง “บันทึกประจำวัน” ไม่ใช่ “แจ้งความ เพราะไม่มีหลักฐาน”

ตำรวจอีกท่านที่ทำหน้าที่ลงบันทึกประจำวัน ถามคำถามแรกว่า “รู้ชื่อคนที่ลวนลามไหม??” แน่นอน เราต้องตอบว่า “ไม่” อยู่แล้ว จากนั้นก็ขอบัตรประชาชนของน้องบี และสอบถามเหตุการณ์ต่างๆ เราเองก็คอยช่วยเสริมว่า “หนูคิดว่าหนูโดนคนแรก ตอนเวลา 18:20 ขึ้นรถเมลล์ที่อนุสาวรีย์ แป๊บเดียวก็โดนเลยค่ะ”

ตำรวจก็จดต่อไปเรื่อยๆ เราถามว่า “เรามีรูปคนร้าย จะให้ส่งให้ทางไหน” ตำรวจก็ไม่ตอบอะไร จดต่อไปเรื่อยๆ เราจึงถามอีกครั้งว่า “ถ้าหากเกิดเหตุกับเราอีกจะทำยังไง” ตำรวจตอบว่า “ก็ตะโกนเลย เอ๊ะ แต่ก็จะแค่หยุดการกระทำ นำมาแจ้งความไม่ได้นะ ไม่มีหลักฐาน”

เราถามอีกว่า “เราแจ้ง 191 แล้ว และรอซักพักใหญ่ แต่ไม่มีใครมาเลย เลยตัดสินใจมาที่สน.เอง จริงๆเราต้องรอไหมคะ?” ได้รับคำตอบว่า “อืม ไม่ทราบครับ ต้องถามสายตรวจ แต่เอ๊ะ คุณแจ้งว่าคนร้ายหนีได้ใช่ไหมครับ สายตรวจก็จะไม่ไปครับ เพราะไปคนร้ายก็หนีไปแล้ว” เราก็ได้แต่อึ้งนะคะ

เจ้าหน้าที่ได้ส่งบันทึกประจำวันยื่นให้น้องบีเซ็นชื่อ และให้พี่เอเซ็นพยาน และหันมามองเรา พร้อมพูดว่า “อ้าว คุณก็โดนเหมือนกันหรอ” ก็คือ ที่เราพูดไปทั้งหมด ที่ว่าเราโดนที่อนุสาวรีย์ ไม่ได้ยินใช่ไหม? สุดท้าย ก็เขียนชื่อเราเพิ่มทางด้านท้ายบันทึก พร้อมให้เซ็นชื่อ แต่ไม่ได้เพิ่มเนื้อความใดๆลงไป

จากนั้นน้องบีก็ถามต่อว่า จะให้ส่งรูปให้ทางไหน ตำรวจก็ตอบว่า “ปริ๊นแล้วค่อยเอามาให้ก็ได้นะครับ” แต่เราสังเกตุว่าในสน.มีเครื่องปริ๊นอยู่บนทางเดิน และมีคอมพิวเตอร์อยู่หลายเครื่อง พี่เอจึงเสริมว่า “ส่งไลน์ได้ไหมครับ” เจ้าหน้าที่ได้แต่หยิบมือถือขึ้นพลิกไปพลิกมา เราเลยเสริมว่างั้นส่งอีเมล์ก็ได้ จะได้ไม่ต้องมาอีก เจ้าหน้าที่ได้ให้คำตอบเราว่า “ทางสน.ไม่มี อินเตอร์เน็ต ครับ” (เมืองไทย 4.0 เย่!!!)

สรุปแล้ว น้องบี อาสา ไปปริ๊นรูปมาให้ในวันอื่น

อ่านต้นฉบับ

ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกับ ไลน์@ข่าวสด ที่นี่
เพิ่มเพื่อน

บทความก่อนหน้านี้เทอดเกียรติ ชินสรนันท์ ‘แม่สอด-เมียวดี’ที่ไหนสวรรค์นักลงทุน
บทความถัดไปจับแล้วฆาตกรเท้าเปล่า ที่แท้เพื่อนบ้านโหด ปล้นฆ่ายายวัย 74 หมกบ้าน