ดร.สราวุธ ไพฑูรย์พงษ์ : ‘สังคมผู้สูงอายุ’ ความหน่วงด้านเศรษฐกิจ-ความล้าสมัยของทุนมนุษย์
‘สังคมผู้สูงอายุ’ คงเป็นคำที่คนเริ่มพูดกันมากในสังคมสมัยนี้ ไม่เพียงเท่านั้นรัฐบาลของหลายประเทศยังประกาศให้เป็นวาระที่ต้องเตรียมการรับมือ และแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพราะเป็นคลื่นใต้น้ำที่จะส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงในอนาคต เป็นปัญหาที่กระทบโครงสร้างสังคมและเศรษฐกิจโดยตรง
ตามพระราชบัญญัติผู้สูงอายุแห่งชาติ พ.ศ.2546 (ฉบับแก้ไข พ.ศ. 2553) บัญญัติไว้ว่า
มาตรา 3 ผู้สูงอายุ หมายความว่า บุคคลที่มีอายุเกินหกสิบปีบริบูรณ์ขึ้นไปและมีสัญชาติไทย
เมื่ออัตราการเกิดลดลง (คนเกิดน้อย) และอัตราการเสียชีวิตลดลง (คนอายุยืนขึ้น) จึงทำให้เกิด ‘วิกฤตวัยชรา’
ดร.สราวุธ ไพฑูรย์พงษ์ นักวิชาการอาวุโส ด้านแรงงาน แห่งสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้อธิบายสังคมผู้สูงอายุว่า
ความจริงสามารถแบ่งสังคมผู้สูงอายุออกเป็น 3 ระดับ คือ 1.การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) 2.การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุสมบูรณ์ (Aged Society) และ 3.การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด (Super Aged Society)
ประเทศไทยเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) ตั้งแต่ 14 ปีที่แล้ว หรือเมื่อปี 2548 ต่อมาเป็นขั้นสังคมผู้สูงอายุสมบูรณ์ (Aged Society) ซึ่งจะเกิดขึ้นในอีก 2 ปีข้างหน้า คือปี 2564 จะมีประชากรสูงอายุ 14 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 20 หรือ 1 ใน 5 ของประชากรรวมประมาณ 70 ล้านคน และจะเข้าสู่สังคมสูงอายุระดับสุดยอด (Super Aged Society) โดยมีผู้สูงอายุถึง 21 ล้านคน คิดเป็น ร้อยละ 30 ของประชากรประมาณ 70 ล้านคน
จะสังเกตได้ว่า หลังปี 2564 จำนวนประชากรจะอยู่ตัวที่ 70 ล้านคน ภาครัฐจึงเริ่มแสดงความเป็นห่วง สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติก็เริ่มศึกษาขนาดของประชากรที่เหมาะสม พอจำนวนประชากรแตะที่ 70 ล้านคน จากนั้นก็จะเริ่มหดตัว เนื่องจากเด็กเกิดขึ้นน้อย สวนทางกับจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น สัดส่วนตัวสำคัญคือ คนอายุ 15-59 ปี จะเริ่มลดลง ส่งผลให้แรงงานน้อยลงตามไปด้วย ซึ่งจะมีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ และสังคม
ผลกระทบทางลบ
ผลกระทบทางลบที่จะเกิดขึ้นคือ จำนวนแรงงานจะไม่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันผู้สูงอายุก็จะมีสุขภาพไม่ค่อยดี โดยเฉพาะประสิทธิภาพทางกายภาพ จึงต้องมีค่าใช้จ่ายเพื่อดูแลสุขภาพ และความเป็นอยู่มากขึ้น เงินออมก็ลดลง ในทางเศรษฐศาสตร์ถ้าเงินออมลดลง การลงทุนก็จะลดลง ส่วนนี้จึงมีผลกระทบต่อการใช้งบประมาณของรัฐบาล แทนที่จะนำเงินไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ (Infrastructure) ที่ควรจะมี ขณะเดียวกันจำนวนเด็กที่ลดลง ก็ทำให้ขนาดแรงงานลดลง การใช้แรงงานต่างด้าวก็จะเพิ่มมากขึ้น
ในทุกปีจำนวนแรงงานหายไปจากระบบประมาณ 2-3 แสนคน การนำผู้สูงอายุมาสู่ตลาดแรงงานก็ยังไม่เกิดประสิทธิภาพ เพราะมีพลังจำกัด และมีการศึกษาน้อย เมื่อมีภาระผู้สูงอายุ ภาระการคลังที่ต้องนำเงินมาดูแลก็เพิ่มขึ้น ตกปีละ 7 แสนล้านบาท ส่วนหนึ่งก็จะไปกระทบเสถียรภาพของกองทุนประกันสังคม เมื่อคนงานอายุ 55 ปีขึ้นไป ก็มีสิทธิที่จะได้รับเงินบำนาญ หรือบำเหน็จ
ผลกระทบต่อมาคือ การสืบทอดเทคโนโลยีสมัยใหม่ และความล้าสมัยของทุนมนุษย์ เนื่องจากแรงงานสูงอายุ ความสามารถในการใช้สมาร์ตโฟนหรือแท็บแล็ต คงไม่เท่ากับคนรุ่นใหม่ การจะเข้าใจเรื่อง AI หรือไอที ก็คงจะรับไม่ไหว ผู้สูงอายุจำนวนมาก กว่าร้อยละ 38-40 ยังทำงานอยู่ ภาระและหน้าที่ของรัฐบาลคือ ต้องหางานให้ผู้สูงอายุได้ทำ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมีข้อจำกัดสูง สภาพร่างกายอาจจะต้องมีการนอนพักกลางวัน หากไม่สบายก็ต้องมีห้องแพทย์ บางคนต้องพึ่งไม้เท้าเวลาเดิน
อีกเรื่องที่เรานึกไม่ถึงคือ การที่คนเกิดน้อยทำให้จำนวนนักเรียนลดลง ตอนนี้โรงเรียนหลายๆ โรงเรียนต้องปิดตัว ตามมาด้วยปัญหา ‘นักเรียนผี’ คือ มีชื่อในโรงเรียนแต่ไม่ได้มาเรียนจริง ทางโรงเรียนต้องรักษาโควตาเงินสนับสนุนไว้ แม้แต่การเข้าศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยก็มีจำนวนน้อยลง
ผลกระทบทางบวก
ผลกระทบในทางบวกก็มีเช่นกัน (พยายามหาข้อดีนะครับ) คือ ผู้สูงอายุได้อยู่กับบุตรหลานนานขึ้น และทุนมนุษย์ของผู้สูงอายุมีอายุการใช้งานได้มากขึ้น นึกถึงว่าเราจะซื้อรถยนต์คันหนึ่ง ระหว่างรถที่ใช้ได้ 10 ปี กับรถที่ใช้ได้ 20 ปี เราก็คงเลือกรถที่มีอายุการใช้งานที่นานที่สุด นั่นคือ การมีอยู่ของผู้สูงอายุ ที่มีศักยภาพ และความรู้มาก ก็ยังมีประโยชน์กับสังคม เหมือนกับผมที่อายุ 76 ปี แต่ยังสามารถทำงาน และสร้างผลงานที่เป็นประโยชน์ให้แก่สังคมได้
การเพิ่มขึ้นของผู้สูงอายุอาจมีผลให้อาชญากรรมลดลง เพราะคนแก่คงจะหมดสภาพที่จะไปทำชั่วแล้ว ไม่เหมือนกับคนวัยฉกรรจ์ (ผมก็พยายามมองในแง่บวกอยู่) ทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ที่เรียกว่า Life Cycle หรือวัฏจักรชีวิต เผยไว้ว่า ผู้สูงอายุมีอัตราการออมสูง สร้างความมั่งคั่งได้ ส่วนจะเอาเงินไปทำอะไรก็แล้วแต่
การเตรียมตัวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของรัฐบาล
ความจริงรัฐบาลได้เตรียมแผนรับมือมานานแล้ว เรามีแผนผู้สูงอายุแห่งชาติฉบับแรกในปี 2525 และฉบับที่ 2 ในปี 2545 จัดตั้งกองทุนสวัสดิการผู้สูงอายุในชุมชน (เบี้ยยังชีพ) พ.ศ.2536 เพื่อให้เงินช่วยเหลือผู้สูงอายุที่มีฐานะยากจน เดือนละ 200 บาท ต่อมาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนปัจจุบันให้แบบขั้นบันได เริ่มที่เดือนละ 600 บาท จากนั้นมาในปี 2546 ประกาศใช้พระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 (ซึ่งร่างมาตั้งแต่ปี 2538) ต่อมาตั้งกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จัดตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2545 มีกรมกิจการผู้สูงอายุ (2558) (ก่อนหน้านั้นเป็นสำนักส่งเสริมและพิทักษ์ผู้สูงอายุ (สทส.)) ในปี 2548 มีการจัดตั้งชมรมผู้สูงอายุในทุกตำบล โดยการส่งเสริมของกระทรวงสาธารณสุข และกำหนด “หนึ่งโรงพยาบาลชุมชน หนึ่งคลินิกผู้สูงอายุ” ภายในปี 2549
และปี 2548-2550 เกิดโครงการฟันเทียมพระราชทาน 80,000 ราย ปี 2549 ในเชิงวิชาการได้ตั้งมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.) ถัดมาในปี 2550 มีการคัดเลือกผู้สูงอายุแห่งชาติ เป็นบุคคลผู้สูงอายุตัวอย่างทำงานเพื่อสังคม เพื่อเป็นแบบอย่างให้ผู้สูงอายุอุทิศตัวเพื่อสังคม ในปี 2552 ขยายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุให้เป็นสิทธิของผู้สูงอายุทุกคน ในปี 2554 เกิดพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ พ.ศ.2554 (กอช.)
เรามองภาพรวมโดยเฉลี่ยแล้วพบว่า ผู้สูงอายุที่มีการศึกษา จะมีจำนวนน้อยมากเมื่อเทียบกับผู้สูงอายุที่ขาดการศึกษา มองในแง่ดีสิ่งที่รัฐบาลปูทางมาก็ถือว่าเกิดประสิทธิภาพ ยกตัวอย่างเช่น บัตรทอง ที่ผู้สูงอายุทุกคนใช้สิทธินี้ในการรักษาพยาบาล
ผลของการดำเนินการดูแลผู้สูงอายุในไทย
อาจจะตอบว่าเป็น Yes and No คือมีระบบแต่ไม่ค่อยเป็นระบบนัก เพราะทำกันหลายหน่วยงานแม้จะมีแผนผู้สูงอายุแห่งชาติมาถึง 2 แผน คือ ระบบการดูแลผู้สูงอายุควรจะดีกว่านี้ และแยกเป็นระบบย่อยๆ เช่น (แต่มีการประเมิน(โดยวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาฯ) แล้ว ยังไม่ค่อยเป็นไปตามแผนนัก พูดง่ายๆ)
การดูแลผู้สูงอายุ 7 ระบบ
o ระบบสาธารณสุขและการดูแลสุขภาพ
o ระบบหลักประกันทางเศรษฐกิจ
o ระบบบริการทางสังคมและสวัสดิการทางสังคม
o ระบบการมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคมของผู้สูงอายุและชุมชน ศูนย์อเนกประสงค์สำหรับผู้สูงอายุในชุมชน อาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน (อผส.) การจัดอาคารสถานที่และสิ่งแวดล้อมที่เป็นมิตรสำหรับผู้สูงอายุ
o ระบบบริการด้านที่อยู่อาศัย ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมสำหรับผู้สูงอายุ เดิมคือสถานสงเคราะห์คนชรา บ้านสบายของยายตาการซ่อมแซมบ้านของผู้สูงอายุที่ยากไร้และรายได้น้อย สวางคนิเวศ เป็นโครงการที่พักอาศัยรูปแบบคอนโดมิเนียมสำหรับผู้สูงอายุ (สภากาชาดไทย)
o ระบบการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของผู้สูงอายุ (กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม)
o บริการสาธารณะ สิ่งอำนวยความสะดวกในอาคาร การยกเว้นอัตราค่าเข้าชมในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุทยานประวัติศาสตร์ อุทยานแห่งชาติและสวนสัตว์ การลดค่าโดยสารยานพาหนะ
เรามีแผนแต่การปฏิบัติไม่เต็มที่หรือเกิดประโยชน์กับผู้สูงอายุอย่างแท้จริง บางส่วนไม่ทราบข้อมูลข่าวสารหรือเข้าไม่ถึงสวัสดิการที่ควรจะได้ ซึ่งก็คงจะต้องแก้ไขกันต่อไป
องค์กรหลักที่ดูแลทั้ง 7 ระบบ ประกอบด้วยคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ ซึ่งในทางปฏิบัติก็ไม่ทราบว่าจัดประชุมกี่ครั้งก็ไม่รู้ คงเข้ามาดูแลไม่ทั่วถึง ต่อมาคือกรมกิจการผู้สูงอายุ และกรมแรงงาน
โครงสร้างสังคมที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลง ที่เห็นอย่างชัดเจนคือ แรงงานน้อยลง คนแก่มากขึ้น ซึ่งคนแก่กว่าที่ยังทำงานอยู่มีประมาณ 5 ล้านคน หรือร้อยละ 38 จากจำนวนผู้สูงอายุ 12 ล้านกว่าคนในประเทศ แรงงานในภาคเอกชนมีอายุเฉลี่ยเพิ่มขึ้น คนเหล่านี้ก็เริ่มวิตก เพราะพอถึงอายุ 55 ปีก็ต้องเออร์ลี่รีไทร์ บางทีบริษัทก็ต้องจ่ายเงินชดเชยให้กับพนักงาน
การเปลี่ยนแปลงอีกอย่างหนึ่งคือ มีผู้สูงอายุร้อยละ 36 ได้รับเงินดูแลจากบุตร ส่วนนี้มีจำนวนลดลงจากร้อยละ 52 ในปี 2550 ลดลงจากร้อยละ 40 ในปี 2554 ซึ่งคิดว่าอาจจะเป็นผลมาจากการได้รับเบี้ยยังชีพเพิ่มขึ้น บางคนได้รับ 2 เด้ง คือ เบี้ยคนพิการ หรืออาจจะได้ถึง 3 เด้ง คือ เงินจากบัตรคนจน รวมรายได้จากรัฐบาลต่อเดือนประมาณ 3,000 บาท
ส่วนที่น่าเป็นห่วงคือ ผู้สูงอายุที่อยู่ลำพังคนเดียว มีจำนวนประมาณ 1 ล้านคน ผมเคยเขียนบทความลงมติชน เรื่อง ผู้สูงอายุที่ตายตามลำพังในประเทศไทย เป็นผู้ชาย 3 แสนคน และผู้หญิง 6 แสนคน
ในจำนวน 9 แสนคน มีคนที่ตายอยู่ลำพังโดยไม่มีใครทราบปีละ 5 หมื่นคน ที่ผมคำนวณได้อยู่ที่ 4.7 หมื่นคน บางคน 3 ปีถึงจะพบศพ กรณีเช่นนี้เราจะพบได้บ่อยที่ญี่ปุ่น สิงคโปร์ เกาหลีใต้ แคนนาดา และออสเตรเลีย
ภาวะทิ้งลูกให้ปู่ย่าตายายเลี้ยง
‘ภาวะแหว่งกลาง’ ที่เกิดขึ้นในสังคม โดยพบมากที่สังคมชนบท เพราะพ่อแม่ต้องทิ้งลูกให้ปู่ย่าตายายดูแล ถ้ามองในแง่ดี อาจจะเป็นการเชื่อมต่อความสัมพันธ์ของคน 3 รุ่น เปิดโอกาสให้พ่อแม่ได้ติดต่อกับลูกหลาน นอกจากนี้ยังเป็นการเพิ่มบทบาทผู้สูงอายุต่อครอบครัว เพราะการเลี้ยงหลานบางครั้งก็สร้างความสุขให้แก่ผู้สูงอายุได้ อย่างน้อยก็ไม่ตายอย่างโดดเดี่ยว และสามารถลดภาวะซึมเศร้า
ส่วนผลทางลบที่เกิดขึ้นคือ เด็กที่ไม่ได้ถูกเลี้ยงดูจากพ่อแม่จะมีปัญหาด้านพัฒนาการช้า และมีพฤติกรรมใช้ความรุนแรงมากขึ้น เพราะมีผู้เลี้ยงคือ ปู่ย่าตายาย ที่มีภาวะเสี่ยงเรื่องสุขภาพกายที่ไม่ค่อยสมบูรณ์เท่าที่ควร ซึ่งจะมีผลกระทบต่อสุขภาพของเด็กโดยตรง
สุนันทา บวบมี




