เมียสามารถ พยัคฆ์อรุณ พึ่งศาลแบ่งสมบัติ สุดทรมานใจอยู่กิน 10 ปี เปลี่ยนเป็นคนละคน

เมียสามารถ พยัคฆ์อรุณ พึ่งศาลแบ่งสมบัติ สุดทรมานใจอยู่กิน 10 ปี เปลี่ยนเป็นคนละคน

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 21 ส.ค. ที่ ศาลจังหวัดมีนบุรี น.ส.วลัยทิพย์ ภพธีรธรรม อตีตภรรยา นาย สามารถ พยัคฆ์อรุณ พร้อมด้วย นายธงรัช วราสุวรรณ ทนายความส่วนตัว เดินทางมานัดสืบพยาน หลังจากมีการฟ้องร้องเพื่อแบ่งสินสมรส

น.ส.วลัยทิพย์ กล่าวว่า ในส่วนของวันนี้ทางศาลมีการนัดให้ทั้งตนและนายสามารถสืบพยาน หลังจากที่เราได้มีการฟ้องร้อง นายสามารถ อดีตสามีไป เมื่อช่วงต้นปี 60 เรื่องภาระหนี้สินที่มีด้วยกัน และเรื่องการแบ่งสินสมรส ในตอนหย่าก็คล้ายๆ จะตกลงกันรู้เรื่อง แต่พอหลังจากนั้นไม่นาน พี่เขาก็กลับคำ บอกว่าอยากได้อะไรก็ไปฟ้องเอา ที่ผ่านมาก็ขอร้องให้ผู้ใหญ่ไปเจรจาให้แต่ว่าก็ไม่ได้ผล จึงต้องมาพึ่งกระบวนการในชั้นศาล พร้อมอ้างเหตุผลว่าส่วนหนึ่งไม่มีเงินให้ ซึ่งต่างก็บอกว่าเหตุผลนี้มันสามารถคุยกันได้ แต่เขาบอกให้ตนไปฟ้องได้เลย เพราะอดีตภรรยาของเขาได้เตรียมทนายไว้ให้ตนแล้ว ตนไม่ได้เสียเปรียบ

น.ส.วลัยทิพย์ กล่าวต่อว่า หนี้สินที่มีร่วมกันไม่แน่ใจตัวเลข เป็นหนี้สินที่กู้จากธนาคารมาเพื่อสร้างบ้านร่วมกัน 2 หลัง และทำค่ายมวยตั้งแต่เริ่มต้น ซื้อที่ดิน ตอกเสาเข็ม เราทำร่วมกันตลอด และมีชื่อร่วมกันทุกอย่าง ก่อนหน้าที่ยังไม่หย่า เราก็แบ่งกันได้ลงตัว ทำมาหาได้ร่วมกัน แต่ในวันที่จะแยกทาง เราควรจะได้รับอะไรบ้าง

ถึงแม้ว่าตัวเลขหนี้สินจะไม่เยอะมากแต่ตนมองว่า เราควรจะเคลียร์กันให้รู้เรื่อง ไม่ว่าจะเป็น ชื่อร่วมกันในการกู้ธนาคาร เพราะเราเลิกกันแล้วก็ไม่ควรจะต้องมีหนี้สินร่วมกัน หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ชดใช้หนี้มันก็จะร้อนทั้งสองฝ่าย แม้ว่าตอนนี้ใช้หนี้ในส่วนของตัวเอง แต่สุดท้ายแล้ว ชื่อก็ยังร่วมกันอยู่

“ที่ผ่านมาศาลได้พยายามไกล่เกลี่ย และเชิญให้นายสามารถมาไกล่เกลี่ย แต่เขาไม่เคยมาสักครั้ง ส่งแต่ทนายมา ทนายยืนกรานมาว่า นายสามารถบอกว่า ให้อะไรไม่ได้ นอกจากเงิน 1 ล้านบาท แล้วให้ไปแต่ตัว ส่วนตัวแล้วตนเรียกร้อง บ้านมีอยู่ 2 หลัง ก็แบ่งกันคนละ 1 หลัง และหากไม่มีเงินที่จะแบ่งปันกันก็ควรจะเอาทรัพย์สินไปขายใช้หนี้ที่มีร่วมกันแล้วแบ่งกัน แต่เขาก็ยังยืนยันคำเดิม บ้านที่เป็นชื่อของเรา เขาก็จะเอาไว้ เรารู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรม เพราะที่ผ่านมาเราพยายามทำทุกอย่าง”

“เราเสียใจ แต่ว่าเราข้ามจุดนั้นมาแล้ว เราอยากให้พี่สามารถเป็นตัวของตัวเอง ไม่ต้องฟังใครมาก ตอนเรารักกัน เราก็รักกัน 10 ปี วันที่หย่ากัน ได้ทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้ได้มา แต่วันที่จากลา มันไม่ใช่ พี่สามารถเป็นลูกผู้ชาย ควรรู้ว่าอะไรควรไม่ควร ที่ผ่านมาเราแยกกันอยู่ ไม่ได้ติดต่ออะไรเลย แม้ว่าจะอยู่บ้านรั้วเดียวกันแต่คนละที่ดิน เขาพยายามหลบหน้าเราตลอด วันนี้เรามีหลายอย่างที่จะคุยกับเขา เราไม่สามารถจะคิดแทนเขาได้ เพราะเขาเปลี่ยนไปแล้ว”  น.ส.วลัยทิพย์ กล่าว

ด้าน นายธงรัช กล่าวว่า ในเมื่อหย่ากันแล้ว มันก็สามารถที่จะตกลงแบ่งสินสมรสกันได้ แต่เมื่อไม่สามารถทำตามข้อตกลง เราก็จำเป็นต้องฟ้อง เพื่อให้แบ่งตามสิทธิ สำหรับเงื่อนไขก็แล้วแต่คดี นอกจากนี้ นายสามารถ ยังได้ฟ้องร้องเพิ่มอีก 1 คดี หนี้สินตัวเดียวกัน เป็นที่ดินใน จ.ขอนแก่น แต่เป็นทรัพย์สินนอกสมรส เป็นของมารดาของ น.ส.วลัยทิพย์

นายสามารถ อ้างว่ามันเป็นสินสมรสอยู่ 30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นการฟ้องซ้อนกับคดีที่ น.ส.วลัยทิพย์ เป็นโจทก์อยู่ วันนี้ทางศาลจึงได้นัดมาสืบพยานทั้ง 2 คดีเลย หลังจากนี้ก็ต้องไปดูที่ศาล สำหรับแนวโน้มวันนี้ ก็พยายามไกล่เกลี่ยมาโดยตลอด

บทความก่อนหน้านี้‘เสธ.แมว’ ซัด ‘ตู่’ ป่วยจิตสำนึกบกพร่อง หนีกระทู้ถี่ยิบ ไม่สมราคาคุย ชายชาติทหาร!
บทความถัดไป“ธนาธร-ไอติม” ร่วมถก “ฉันทามติ” รธน.ใหม่ ยันทุกคนต้องมีส่วนร่วม สร้างความหวังประเทศ