ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวันที่ 6 เม.ย. นายวัฒนา เมืองสุข ได้แสดงความคิดเห็นถึงประเด็นการโดยสารรถกระบะ ว่า “คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 14/2560 ที่บังคับให้ผู้ขับขี่รถยนต์และคนโดยสารต้องรัดเข็มขัดนิรภัย ทำให้ผู้โดยสารรถปิ๊กอัพไม่สามารถนั่งในแคปและในกระบะท้ายได้ คำสั่งดังกล่าวได้ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสม

 

ประเทศไทยเป็นมหาอำนาจในการผลิตรถปิ๊กอัพขนาด 1 ตันเพื่อจำหน่ายในประเทศและส่งออก รถยนต์และรถปิ๊กอัพเป็นสินค้าส่งออกอันดับ 1 มีมูลค่าประมาณปีละ 700,000 ล้านบาท ส่วนยอดจำหน่ายรถปิ๊กอัพในประเทศเฉลี่ยปีละ 500,000 คัน คิดเป็นเงินราว 4-500,000 ล้านบาทต่อปี รถปิ๊กอัพจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจของประเทศและวิถีชีวิตของคนไทยที่ใช้รถปิ๊กอัพทั้งเพื่อการขนส่งและเป็นรถของครอบครัว

รวมถึงใช้เพื่อการแห่แหนหรือเฉลิมฉลองในโอกาสหรือเทศกาลสำคัญ เช่น งานบวช งานแต่ง สงกรานต์ แห่เทียนพรรษา หรือลอยกระทง ส่วนราชการยังใช้เป็นรถสายตรวจและขนส่งผู้ต้องหา

ตามข้อมูลของกรมการขนส่งทางบกสิ้นสุดมีนาคม 2560 ทั้งประเทศมีการจดทะเบียนรถปิ๊กอัพรวม 6.3 ล้านคัน เป็นทะเบียน กทม. จำนวน 1.3 ล้านคัน


หัวใจสำคัญของกฎหมายที่นอกจากจะต้องอยู่บนหลักนิติธรรมแล้ว กฎหมายจะต้องสอดคล้องกับวิถีชีวิตหรือวิถีประชาด้วย กฎหมายนั้นจึงจะมีความศักดิ์สิทธิ์ได้รับการยอมรับและปฏิบัติตาม แต่คำสั่งดังกล่าวออกมาโดยขัดกับหลักการสำคัญทั้งสิ้น เพราะเป็นอำนาจเผด็จการที่ไม่มีการตรวจสอบ

ทุกอย่างเป็นการคิดเอาเองของผู้ออกคำสั่งที่อ้างเพื่อความปลอดภัยโดยไม่มีการศึกษาถึงผลกระทบอย่างรอบด้าน

ผลของคำสั่งจึงเป็นต้นเหตุแห่งความเดือดร้อนของประชาชนและส่วนราชการเอง ทั้งยังส่งผลถึงยอดจำหน่าย การจ้างงานและการผลิตชิ้นส่วนรถปิ๊กอัพแบบลูกโซ่ ผลคืออุตสาหกรรมการผลิตรถปิ๊กอัพกำลังถูกทำลาย เศรษฐกิจของไทยที่แย่อยู่แล้วจะยิ่งแย่หนักลงไปอีก

จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าเหตุใดเศรษฐกิจไทยภายใต้การบริหารของรัฐบาล คสช. จึงตกต่ำทำให้คนไทยได้รับความยากลำบากทั่วหน้า ผมจึงขอฝากพุทธศาสนสุภาษิตที่ว่า “พาโล อปริณายโก” เป็นเครื่องเตือนสติคนไทยทุกคนอีกครั้ง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน