“ไก่อู” ลั่นยังคุมนั่งท้ายกระบะให้นั่งไม่เกิน 6 คน และห้ามนั่งขอบกระบะและฝาปิดท้ายรถเด็ดขาด ส่วนเรื่องเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่งก็ต้องกวดขัน โดยเฉพาะรถสาธารณะ ด้านเพื่อไทยจี้ให้ยกระดับการเดินทางสาธารณะให้ดีขึ้น หากมีรถไฟความเร็วสูง ไม่มีใครไปนั่งท้ายกระบะแน่นอน มึนต้องใช้ม.44 ทั้งที่เป็นกฎหมายปกติอยู่แล้ว “วัฒนา”ชี้กระทบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะตลาดรถปิกอัพที่มีจดทะเบียนกว่า 6.3 ล้านคัน และทำลายความเชื่อมั่น “มาร์ค”ก็มา ซัดออกกฎหมายไม่ตรงกับสภาพความเป็นจริงของสังคม ชี้รถทหารก็ไม่มีเข็มขัดนิรภัย ด้านเสียงสะท้อนประชาชนวอนยกเลิกเสีย

เมื่อวันที่ 6 เม.ย. พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวอีกครั้งถึงการบังคับใช้กฎหมายและการผ่อนปรนเป็นบางกรณีสำหรับการใช้รถใช้ถนนในช่วงเทศกาล เพื่อให้เกิดความปลอดภัยและลดอุบัติเหตุ ดังนี้ เจ้าหน้าที่จะยังคงบังคับใช้กฎหมายด้วยการจับปรับ ในกรณีของรถยนต์ส่วนบุคคลที่ผู้ขับขี่และผู้โดยสารที่นั่งเบาะหน้าไม่คาดเข็มขัดนิรภัย แต่จะอนุโลมตักเตือนผู้ที่นั่งเบาะหลังที่ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย เพื่อให้เกิดการปฏิบัติอย่างถูกต้อง สำหรับรถกระบะอนุโลมให้นั่งในแค็บและในท้ายกระบะได้ไม่เกิน 6 คน แต่ห้ามนั่งบนขอบกระบะหรือฝาปิดท้ายรถ ส่วนรถโดยสารสาธารณะ เช่น รถแท็กซี่ รถตู้ รถโดยสารประจำทาง ต้องคาดเข็มขัดทุกที่นั่ง โดยเจ้าหน้าที่จะเข้มงวดกวดขันผู้ขับขี่ที่ดื่มสุรา หรือใช้ความเร็วเกินกำหนด ขับรถหวาดเสียว หรือแซงในที่คับขัน ที่เสี่ยงต่อการเกิดอันตราย โดยจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อช่วยป้องกันอุบัติเหตุ

“ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีกำชับให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานอย่างตรงไปตรงมา ไม่เรียกรับผลประโยชน์ใดๆ จากประชาชน หากพบเห็นขอให้ถ่ายคลิปและแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบทันที นายกฯ มีความห่วงใยพี่น้องประชาชน และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายในการปฏิบัติงานและช่วยกันหาทางออกที่เหมาะสม มุ่งเน้นที่การสร้างจิตสำนึก และความรับผิดชอบของทุกคน เพื่อลดความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สิน จากอุบัติเหตุในการใช้รถใช้ถนน ที่ติดอันดับต้นๆ ของโลก” พล.ท.สรรเสริญกล่าว

ด้านนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า หลังการประกาศใช้กฎหมายมีการเผยแพร่ภาพในไลน์และเฟซบุ๊กจำนวนมาก เช่น รถตัดกระบะท้าย ตำรวจจับผู้ต้องหานั่งด้านท้าย รถบรรทุกทหารนั่งเต็มกระบะท้าย รวมทั้งเสียงสะท้อนของชาวบ้านยากจนในถิ่นทุรกันดารที่ไม่มีรถประจำตำแหน่ง จนผู้นำ คสช.ยอมเลื่อนบังคับใช้ไปก่อน ซึ่งเป็นเรื่องดีในเรื่องความปลอดภัย แต่แปลกใจที่ใช้มาตรา 44 เพราะมีกฎหมายบังคับใช้อยู่แล้ว หากใช้ควรประกาศกำหนดเวลาเพื่อให้ประชาชน ผู้ประกอบการ หรือบริการสาธารณะ เช่น ขสมก. บขส. เตรียมความพร้อม

แต่ในทางปฏิบัติอาจทำไม่ได้และเปิดช่องทางให้เจ้าหน้าที่มีการทุจริต เรียกรับเงินได้ง่าย เกิดการบังคับใช้กฎหมายแบบสองมาตรฐาน ทั้งนี้ หากประชาชนมีโอกาสเลือก มีสถานะที่ดีคงไม่มีใครอยากนั่งเบียดเสียดเป็น 10 ชั่วโมงเพื่อเดินทางกลับไปเยี่ยมพ่อแม่ในต่างจังหวัด ที่สำคัญถ้าหากรัฐบาลสร้างระบบขนส่งและการคมนาคมอย่างมอเตอร์เวย์ หรือรถไฟความเร็วสูงยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับคนจนในประเทศจะไม่มีใครไปนั่งกระบะแน่นอน

“มาตรา 44 เป็นอำนาจล้นฟ้าของนายกรัฐมนตรี แต่เรื่องแบบนี้อย่าปล่อยให้คนเสนอเสนอมาอย่างเดียว เพราะเวลาโดนต่อว่าคนลงนามจะรับไปคนเดียว และอยากให้ใช้มาตรา 44 แก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ทำให้เศรษฐกิจของประเทศไทยให้เติบโตขึ้นมากกว่ามาบังคับใช้เรื่องแบบนี้ หรือใช้ในบางเรื่องที่สำคัญระดับประเทศ โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชนจะดีกว่าการใช้เรื่องจราจร เพราะหมายความว่าเจ้าหน้าที่และข้าราชการประจำไม่มีประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายธรรมดาที่มีอยู่ และนายกฯ ควรจะออกมาตรา 44 เพื่อจัดการกับเจ้าหน้าที่ที่ไม่บังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่มากกว่า” นายจิรายุกล่าว

ด้านนายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสเฟซบุ๊กว่า คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 14/2560 ที่บังคับให้ผู้ขับขี่รถยนต์และคนโดยสารต้องรัดเข็มขัดนิรภัย ทำให้ผู้โดยสารรถปิกอัพไม่สามารถนั่งในแค็บและในกระบะท้ายได้ คำสั่งดังกล่าวทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสม และประเทศไทยเป็นมหาอำนาจในการผลิตรถปิกอัพขนาด 1 ตัน เพื่อจำหน่ายในประเทศและส่งออกเป็นสินค้าส่งออกอันดับ 1 มีมูลค่าประมาณปีละ 7 แสนล้านบาท ยอดจำหน่ายรถปิกอัพในประเทศเฉลี่ยปีละ 500,000 คัน เป็นเงิน 4-5 แสนล้านบาทต่อปี รถปิกอัพจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจของประเทศและวิถีชีวิตของคนไทยที่ใช้เพื่อการขนส่งและเป็นรถครอบครัว ใช้เพื่อการแห่หรือเฉลิมฉลองในโอกาสหรือเทศกาลสำคัญ เช่น งานบวช งานแต่ง สงกรานต์ แห่เทียนพรรษา หรือลอยกระทง และราชการใช้เป็นรถสายตรวจและขนส่งผู้ต้องหา ตามข้อมูลของกรมการขนส่งทางบกสิ้นสุดมี.ค.2560 ทั้งประเทศมีการจดทะเบียนรถปิกอัพรวม 6.3 ล้านคัน เป็นทะเบียน กทม. จำนวน 1.3 ล้านคัน

นายวัฒนากล่าวว่า หัวใจสำคัญของกฎหมายต้องอยู่บนหลักนิติธรรมและต้องสอดคล้องกับวิถีชีวิตหรือวิถีประชา กฎหมายจะมีความศักดิ์สิทธิ์ ได้รับการยอมรับและปฏิบัติตาม แต่คำสั่งดังกล่าวออกมาโดยขัดกับหลักการสำคัญ เพราะเป็นอำนาจที่ไม่มีการตรวจสอบ ทุกอย่างเป็นการคิดของผู้ออกคำสั่ง ที่อ้างเพื่อความปลอดภัยโดยไม่มีการศึกษาถึงผลกระทบอย่างรอบด้าน ผลของคำสั่งจึงเป็นต้นเหตุความเดือดร้อนของประชาชนและส่วนราชการ ส่งผลถึงยอดจำหน่าย การจ้างงานและการผลิตชิ้นส่วนรถปิกอัพแบบลูกโซ่ เศรษฐกิจของไทยที่แย่อยู่แล้วจะยิ่งแย่ลงไปอีก จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าเหตุใดเศรษฐกิจไทยภายใต้การบริหารของรัฐบาล คสช.จึงตกต่ำทำให้คนไทยได้รับความลำบากทั่วหน้า

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เป็นการออกกฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของสังคม และไม่มีเวลาเพียงพอในการทำความเข้าใจในการเตรียมตัวก็จะบังคับใช้ไม่ได้

“ควรมีเวลาทำความเข้าใจและหาทางออกให้กับประชาชนเสียก่อน เพราะเรื่องรถกระบะเป็นสิ่งที่ประชาชนในพื้นที่ชนบทใช้เป็นจำนวนมาก มีความคุ้นเคยกันมา แม้เราจะอ้างมาตรฐานสากลว่ารถกระบะไม่ได้ออกแบบมาอย่างนื้ แต่หากมองในความเป็นจริง ถ้ามีการเปลี่ยนแปลง และไม่มีการเตรียมตัวเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงนั้นก็จะส่งผลให้เกิดความเดือดร้อน ดังนั้น จึงควรจะชะลอไปก่อน แต่ไม่ได้อยากให้ไปละเลยเรื่องความปลอดภัย อย่างตอนขึ้นรถเมล์ถามว่ายืนกันหรือไม่ รถเยอะแยะรวมทั้งรถทหารก็ไม่มีเข็มขัดนิรภัยข้างหลัง ฉะนั้นต้องทำให้เกิดความเข้าใจว่าจะเป็นอย่างไร และต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป” นายอภิสิทธิ์กล่าว

สำหรับความเห็นของประชาชนในพื้นที่ต่างๆ นายเวช แก้วช่างเขียน อายุ 64 ปี ชาว ต.แพงพวย อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี กล่าวว่า ตนมีอาชีพทำสวน ต้องใช้รถยนต์กระบะบรรทุกคนในครอบครัว และลูกจ้างที่จะต้องไปทำงานในสวนเป็นประจำทุกวัน จะเดินทางไปไหนหลายๆ คนก็ทำไม่ได้แล้วจะทำอย่างไรกัน ชาวสวนเดือดร้อนเพราะเราต้องใช้อยู่ตลอดเวลา

นายณัฐพล แช่มโชติ อายุ 25 ปี ชาวบ้าน ต.พงสบาย อ.เมือง จ.ราชบุรี กล่าวว่า ตนเองก็เป็นผู้ที่ต้องใช้รถยนต์กระบะโดยตรงโดยจะต้องบรรทุกสิ่งของไปขายตามตลาดนัด ต้องให้คนช่วยจับไปบ้าง และต้องนั่งในกระบะแค็บบ้าง ทำให้ไปไหนได้ไม่ค่อยสะดวกยิ่งขึ้น

ที่ จ.ระนอง ตร.ตั้งด่านกวดขันวินัยจราจรและบังคับใช้พ.ร.บ.จราจรอย่างเข้มงวด เรื่องการคาดเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง พบว่าผู้ใช้รถใช้ถนนต่างคาดเข็มขัดนิรภัยกันถ้วนหน้า ในส่วนของรถยนต์กระบะตอนครึ่งตำรวจผ่อนปรนไม่จับ แต่ตักเตือนแทน

นายสุรศักดิ์ จินดา ช่างภาพอิสระ กล่าวว่า ประชาชนในระดับรากใช้รถยนต์แบบนี้อยู่แล้ว เป็นไปไม่ได้ที่เราจะมีรถเก๋งทุกบ้าน ซึ่งปกติคนทั่วไปในต่างจังหวัดจะใช้รถยนต์ตอนครึ่ง ในการขนของและการเดินทาง ซึ่งการตั้งกฎออกมาแบบนี้ดูเหมือนเอาเปรียบพวกเราเกินไป เพราะส่วนใหญ่เราจะมีเพียงรถยนต์กระบะแค่คันเดียวในการเดินทาง หากจะไปไหนให้เค้านั่งได้แค่ 2 คน ในส่วนที่เหลือถ้ามีบุตรหลานแล้วจะทำอย่างไร จะให้นั่งรถทัวร์ตามไปคิดว่าเป็นการเอาเปรียบเกินไป

นายอนุวัฒน์ ยิ้มละม้าย ชาว อ.พิมาย จ.นครราชสีมา เผยว่า ตนขับรถกระบะพาครอบครัวไปต่างจังหวัด ซึ่งมีผู้โดยสารมาด้วยทั้งหมด 6 คน ให้นั่งแค็บหลัง 4 คน ซึ่งถือว่าเป็นความเป็นจริงของประชาชนในชนบท หลายคนต่างก็มีรถกระบะที่มีแค็บด้านหลัง หากออกกฎหมายแบบนี้มา ก็จะทำให้ญาติพี่น้องไม่สามารถร่วมเดินทางไปไหนได้

ที่ จ.หนองคาย บริเวณแยกพญานาค อ.เมืองหนองคาย พ.ต.ท.รณฤทธิ์ แสนคำ สารวัตรจราจรสภ.เมืองหนองคาย นำเจ้าหน้าที่ตั้งด่านกวดขันวินัยจราจรโดยเน้นประชาสัม พันธ์ให้ประชาชนทราบถึงการบังคับใช้กฎหมายตามมาตรา 44 ซึ่งพบว่าประชาชน ผู้ใช้รถใช้ถนนคาดเข็มขัดนิรภัย แต่ยังมีคนนั่งส่วนแค็บของรถกระบะอยู่เป็นจำนวนมาก ขณะที่ประชาชนอยากให้รัฐบาลทบทวนการบังคับใช้กฎหมายตัวนี้แม้ว่าจะผ่อนผันไปหลังสงกรานต์ก็ตาม

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน