แม่นางเอกสาว “ญาญ่า” แจงภาพคู่ “ซินแสโชกุน” แค่มาขอถ่ายรูป ไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว จำไม่ได้ด้วยว่าเมื่อไหร่ ขณะที่ศาลออกหมายจับอีกคดี เจ้าทุกข์จำได้ หลอกจะให้ลูกไปถ่ายแบบที่ญี่ปุ่น จ่ายไป 2.2 แสนบาท แต่ไปแล้วไม่ได้ถ่าย เงินก็ไม่คืน ผบช.ก.เผยเงินในบัญชีโชกุนเหลือแค่ 3 ล้าน คาดแปลงเป็นทรัพย์สินอย่างอื่น ประสาน ปปง.ร่วมตรวจสอบ ด้าน ผบก.ป.เผยเตรียมเรียกสอบพ่อทีม-แม่ทีม กว่า 30 คน รวมทั้งนักแสดงรุ่นเก่า ที่มีชื่อร่วมไปกับทริปเจ้าปัญหา ว่ารู้เห็นด้วยหรือไม่ ขณะที่ผู้ถูกควบคุมตัวที่ มทบ.11 อีก 8 ราย ส่งพนักงานสอบสวนไปสอบปากคำแล้ว ส่วนซินแสโชกุนยังให้การปฏิเสธ จึงจะนำส่งฝากขัง พร้อมคัดค้านประกันตัว รมว.พาณิชย์เรียกถก ล้อมคอกมิจฉาชีพในคราบนักธุรกิจ

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 13 เม.ย. ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) นายนิติศักดิ์ มีขวด ทนายความของน.ส.พสิษฐ์ อริญชย์ลาภิศ หรือซินแสโชกุน กรรมการบริหารบริษัท เวลล์ เอเวอร์ จำกัด ซึ่งถูกจับฐานหลอกลวงประชาชน ให้ซื้อทัวร์ไปท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่น ก่อนลอยแพปล่อยทิ้งที่สนามบินสุวรรณภูมิ มีผู้ตกเป็นเหยื่อนับพันคน

เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน พร้อมขอเข้าพบเพื่อพูดคุยกับ น.ส.พสิษฐ์ ในเรื่องคดี โดยภายหลังการพูดคุยเบื้องต้นนายนิติศักดิ์ทนายความยืนยันว่า เท่าที่ได้พูดคุยมา น.ส.พสิษฐ์ยืนยันว่าไม่ได้จะเดินทางหนี ส่วนเหตุผลที่เดินทางไปจังหวัดระนองเพราะหลังเกิดเหตุรู้สึกตกใจ จึงเดินทางไปตั้งหลัก ก่อนจะมีการติดต่อทนายความ เพื่อจะเดินทางเข้ามอบตัว แต่ติดขัดในเรื่องการเดินทางทำให้เดินทางไปไม่ทัน ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะเข้าควบคุมตัว

นายนิติศักดิ์กล่าวอีกว่า ส่วนตัวเคยช่วยทำคดีเกี่ยวกับเช็คให้กับน.ส.พสิษฐ์ก่อนหน้านี้มาแล้วครั้งหนึ่ง และไม่รู้ว่าน.ส.พสิษฐ์ประกอบธุรกิจในลักษณะนี้ ซึ่งตนก็เพิ่งทราบหลังได้พูดคุยช่วงที่ติดต่อให้ไปพบที่ จ.ระนอง โดยขณะนั้นยังไม่มีการออกหมายจับ แต่ภายหลังทราบว่าศาลออกหมายจับในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ซึ่งต่อจากนี้ต้องดูในข้อกฎหมายว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ส่วนในเรื่องที่เจ้าหน้าที่จะเอาผิดในความผิดหมิ่นเบื้องสูง ต้องรอดูทางเจ้าหน้าที่ก่อนว่าจะดำเนินการอย่างไร แต่ยืนยันว่าขณะนี้มีเพียงน.ส.พสิษฐ์เพียงคนเดียวเท่านั้นที่ถูกออกหมายจับ ส่วนครอบครัวยังไม่มีการออกหมายจับใดๆ ทั้งสิ้น

ต่อมาเวลา 10.30 น. พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผบช.ก. เดินทางมายังกองปราบปรามเพื่อติดตามความคืบหน้าคดี พร้อมเปิดเผยว่า ไม่มีความกังวลเรื่องการสอบปากคำเพราะขณะนี้ได้ตัวผู้ต้องหาแล้ว ผู้ต้องหาสามารถพูดแสดงความคิดเห็นอะไรก็ได้ แต่ตำรวจก็จะต้องตรวจสอบจากข้อมูลเชิงประจักษ์ คาดว่าภายหลังสงกรานต์จะมีการสอบสวนและได้ข้อมูลที่มีความชัดเจนขึ้น โดยขณะนี้ได้มีการประสานกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. ในเรื่องการยึดทรัพย์แล้ว เพื่อไม่ให้เกิดโยกย้ายถ่ายโอนทรัพย์สิน แต่จากการตรวจสอบการทำธุรกรรมกับธนาคารของซินแสโชกุนนั้น เบื้องต้นทราบว่ามีจำนวนเงินอยู่ประมาณ 3 ล้านบาท ซึ่งเงินบางส่วนที่มีการแปลงสภาพไปเป็นอสังหาริมทรัพย์แล้ว ซึ่งจะเร่งตรวจสอบเพื่อจะได้นำเงินคืนสู่ผู้เสียหายให้เร็วที่สุด

พล.ต.ท.ฐิติราชกล่าวอีกว่า ส่วนในกรณีแอบอ้างสถาบันเบื้องสูง ผิดมาตรา 112 ตอนนี้หลักฐานเอกสารยังไม่มีความเชื่อมโยง อยู่ระหว่างการเร่งหาอุปกรณ์ติดต่อ เช่น โทรศัพท์ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญ อีกทั้งตอนนี้พนักงานสอบสวนได้มีการสืบทราบแล้วว่าเครือข่ายซินแสโชกุนนั้นมีผู้ที่เกี่ยวข้อง หรือผู้ที่เป็นแม่ข่ายทั้งหมดประมาณ 30 คน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมเชิญตัวทั้งหมดเข้ามาสอบปากคำทั้งหมด สำหรับการจะนำตัว ผู้ต้องหาไปฝากขังที่ศาลอาญาในวันพรุ่งนี้นั้น ตำรวจจะคัดค้านการประกันตัวแน่นอน เพราะผู้ต้องหาอาจจะไปยุ่งหรือทำลายพยานหลักฐานได้

ขณะที่พล.ต.ต.สุทิน ทรัพย์พ่วง ผบก.ป. เปิดเผยว่า เมื่อช่วงเช้า ผบช.ก.เดินทางมา สอบปากคำซินแสโชกุน เป็นการสอบสวนในประเด็นติดตามเส้นทางการเงินเป็นหลัก เพราะคดีนี้จำเป็นต้องเน้นตรวจสอบร่องรอยทางการเงิน ที่คาดว่าผู้ต้องหาจะนำเงินไปเก็บไว้หรือนำไปซื้อแปลงเป็นทรัพย์สิน ซึ่งคดีนี้มีลักษณะการหลอกลวงคล้ายกับคดีของบริษัทยูฟัน ซึ่งจะต้องสืบหาผู้ร่วมขบวนการทั้งหมดเพื่อนำมาดำเนินคดี วันพรุ่งนี้เวลา 10.00 น. ปปง.จะเข้ามาตรวจสอบร่องรอยทางการเงิน ว่ามีการโยกย้ายหรือแปรสภาพเงินไปที่ใดบ้าง ส่วนกรณีผู้ร่วมขบวนการที่มีไม่ต่ำกว่า 30 คนนั้น ขณะนี้มีข้อมูลครบถ้วนแล้วว่าเป็นใครบ้าง แต่ต้องดูความชัดเจนว่ามีความเกี่ยวข้องกับขบวนการนี้ในขั้นใด และมีเจตนาเพียงใด หากเพียงชักชวนไปเที่ยวด้วยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ย่อมแตกต่างกับผู้ที่เจตนาก่อเหตุ ยืนยันไม่เหมารวมว่าจะเป็นผู้ต้องหาทั้งหมด จะต้องตรวจสอบเป็นรายบุคคล

พล.ต.ต.สุทินกล่าวต่อว่า ส่วนเครือข่ายของซินแสโชกุนที่ถูกควบคุมตัวอยู่ที่ มทบ.11 อีก 8 คนนั้น ได้ส่งพนักงานสอบสวนไปร่วมสอบสวน โดยจะตรวจสอบว่ามีความเชื่อมโยงหรือไม่ หากพบมีความเชื่อมโยงก็จะดำเนินคดี ส่วนกรณีที่มีชื่อนักแสดงรุ่นเก่าปรากฏในทริปไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่นในครั้งนี้ด้วยนั้น ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูล อาจเป็นการแอบอ้างนำชื่อมาโปรโมตเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ทั้งนี้ ต้องเชิญตัวมา สอบถามก่อนยังไม่ปักใจว่าเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดหรือไม่ สำหรับกรณีที่มีชาวต่างชาติตกเป็นผู้เสียหายด้วยยังไม่พบว่ามาแจ้งความแต่อย่างใด

“ล่าสุดทราบว่าซินแสโชกุน และนายก้องศรัณย์ แสงประภา ถูกศาลออกหมายจับในข้อหาฉ้อโกงแล้ว โดยคดีดังกล่าวเป็นคดีเก่าเมื่อปี 2559 ที่ผู้เสียหายเข้าแจ้งความกับ สน.ห้วยขวางไว้ จากนี้พนักงานสอบสวนจะนำตัวซินแสโชกุนไปฝากขังที่ศาลอาญา โดยจะคัดค้านการประกันตัว และจะประสาน สน.ห้วยขวาง อายัดตัวไปดำเนินคดีต่อไปด้วย” พล.ต.ต.สุทินกล่าว

ด้านพ.ต.อ.อาคม จันทนลาช รอง ผบก.อก.บก.น.1 รรท.ผกก.สน.ห้วยขวาง เปิดเผยว่า ล่าสุดวันนี้ศาลแขวงพระนครเหนือได้ออกหมายจับน.ส.ภวิศ ภูริภัทร์เมฆินทร์ ที่ 215/2560 ลงวันที่ 13 เมษายน 2560 ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกง ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า น.ส.ภวิศ, น.ส.พสิษฐ์ และซินแสโชกุน คือบุคคลเดียวกัน โดยพฤติการณ์นั้นเกิดเมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว ผู้ต้องหาได้หลอกลวงผู้เสียหายว่าขอติดต่อลูกของผู้เสียหาย อายุประมาณ 9 ขวบ เพื่อไปถ่ายแบบที่ประเทศญี่ปุ่น โดยมีค่าดำเนินการเบื้องต้นเป็นค่ามัดจำ เป็นเงิน 2.2 แสนบาท เมื่อโอนเงินไปแล้วก็พาผู้เสียหายและลูกไปประเทศญี่ปุ่น แต่กลับไม่สามารถถ่ายแบบได้ โดยอ้างว่าเป็นเพราะติดขัดเรื่องทีมงาน ก่อนจะรับปากว่าเมื่อกลับประเทศไทยจะโอนเงินคืนให้ทั้งหมด แต่เมื่อกลับถึงไทยแล้วกลับติดต่อไม่ได้ จึงเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สน.ห้วยขวางไว้ ก่อนจะมาเห็นข่าวจึงรู้ว่าเป็นผู้ต้องหาคนเดียวกัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชุดสืบสวนยังสอบพบว่า ชินแสโชกุนชักชวนดารานักแสดง บุคคลที่มีชื่อเสียงมาเข้าร่วมในแผนประชา สัมพันธ์บริษัทเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือจำนวนหลายราย อาทิ ดารานักแสดงแนวจักรๆ วงศ์ๆ พิธีกรอิสระ และแพทย์ชื่อดัง โดยมีการโพสต์ภาพขณะเดินทางโดยเครื่องบินส่วนตัวแบบเหมาลำและถูกนำไปใช้ในลักษณะเชิญชวนไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 11-16 เม.ย.2560 ซึ่งทาง เจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องเชิญมาสอบถามข้อมูล ว่ามีการถูกนำไปแอบอ้างหรือไม่

นอกจากนี้ยังปรากฏภาพซินแสโชกุนถ่ายภาพคู่กับนางเอกสาวญาญ่า-อุรัสยา แพร่ในโลกโซเชี่ยล ซึ่งแม่ของนางเอกสาวและเป็น ผู้จัดการของสาวญาญ่า ชี้แจงเรื่องดังกล่าวว่า เป็นการมาขอถ่ายรูปด้วยเท่านั้น ไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว และถ่ายเมื่อไหร่ก็จำไม่ได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารควบคุมตัวน.ส.พสิษฐ์ อริญชย์ลาภิศ หรือซินแสโชกุน พร้อมพวก รวม 9 คน ได้ที่จังหวัดระนอง เมื่อเย็นวันที่ 12 เม.ย.ที่ผ่านมา ก็ได้นำตัวขึ้นเฮลิคอปเตอร์มาที่กองบินตำรวจ โดยพล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. พล.ต.ต.สมบัติ มิลินทจินดา รอง ผบช.ภ.1 พล.ต.ต.ชยพล ฉัตรชัยเดช ผบก.ส.4 เจ้าหน้าที่ทหาร ได้ร่วมสอบปากคำเบื้องต้น ก่อนจะนำตัวซินแสโชกุนส่งมาที่กองปราบปราม ส่วนอีก 8 คนที่เหลือถูกนำตัวไปควบคุมที่ มทบ.11 เนื่องจากยังไม่มีหมายจับ โดยเป็นการควบคุมตัวตาม ม.44

หลังเดินทางมาถึง พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผบช.ก. พร้อมพนักงานสอบสวนแสดงหมายจับและแจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบ จากนั้นจึงให้แพทย์จากร.พ.ตำรวจมาตรวจร่างกายเพื่อยืนยันว่าไม่ได้ถูกทำร้ายร่างกาย ก่อนจะเปิดโอกาสให้ผู้สื่อข่าวได้ซักถาม ข้อเท็จจริง

ทางน.ส.พสิษฐ์กล่าวว่า ไม่ได้ฉ้อโกงแต่อย่างใด ซึ่งแท้ที่จริงแล้วตนได้เปิดบริษัทขายสินค้าออนไลน์ และได้ชวนผู้ที่สนใจมาเข้าร่วม โดยมีการแบ่งโปรโมชั่นในเรื่องของยอดขายให้ และได้มีการจัดโปรโมชั่นออกมาหลายรูปแบบ ซึ่งสิ่งที่ทำให้คนเกิดความน่าสนใจมากที่สุด คือ การจัดท่องเที่ยว ได้มีการจัดทริปไปท่องเที่ยวมาหลายครั้ง โดยเริ่มทำตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคมปี 2559 พอปลายเดือนมกราคม ได้จดทะเบียนบริษัท หลังจดทะเบียนบริษัทได้พาสมาชิกไปเที่ยวฮ่องกง เพราะผู้ที่สนับสนุนเงินทุนอยู่ที่นั่น สำหรับสาเหตุที่เปลี่ยนชื่อและนามสกุลหลายครั้งเพราะเป็นความเชื่อส่วนตัว ไม่ได้เปลี่ยนหนีคดี ซึ่งชื่อนามสกุลล่าสุดรวมเลขศาสตร์ได้ 97

“ต่อมาได้เริ่มพูดคุยกันว่าทำอย่างไรให้ยอดขายโตเร็ว เพราะสินค้าแต่ละตัวราคาค่อนข้างสูง ก็เลยคุยกันว่าต้องมีการโปรโมต เช่นสมาชิกคนใดสามารถทำยอดขายได้มากก็จะได้ไปเที่ยว แต่ที่มาดังเป็นพลุแตกคือประมาณเดือนกุมภาพันธ์ ได้จัดทริปไปเมืองโอซากา 40 กว่าคน เป็นพ่อทีมแม่ทีม ซึ่งเสียค่าสมัคร 500 บาทเท่านั้น เมื่อคนที่ไปโอซากา กลับมาก็ได้มาโฆษณาให้เพื่อนๆ ทราบ จนกระทั่งอยากให้มีทริปเพิ่ม กระทั่งวันที่ 5 เมษายน ตนได้จัดทริปอีกครั้งไปโอซากา จำนวน 200 คน ซึ่งตนยืนยันว่าไม่เคย โปรโมตทริปทัวร์ จะบอกเสมอว่าเราขายสินค้าอาหารเสริม เมื่อสมาชิกเข้ามาซื้อสินค้าเราจะพาไปเที่ยว แต่เนื่องจากมีพ่อทีมแม่ทีมหลายสาย ไปชักชวนเพื่อนๆ มาจำนวนมาก จนไม่สามารถตรวจสอบและควบคุมได้อย่างละเอียด” น.ส.พสิษฐ์กล่าว

น.ส.พสิษฐ์กล่าวอีกว่า กรณีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีการจองตั๋วเครื่องบินไว้เรียบร้อยแล้ว ได้แยกเป็นกลุ่มๆ ไว้ ซึ่งตนได้ให้ทางนายทุนที่อยู่ฮ่องกงเป็นคนประสานให้ และจะมีการจัดสรรที่นั่งมาให้ว่าแต่ละคนจะได้นั่งที่นั่งอะไร เที่ยวบินใด ทั้งนี้ ไม่ทราบว่าไม่สามารถเช่าเหมาลำจากประเทศไทยไปที่โอซากาได้ มาทราบทีหลังว่าต้องทำเรื่องจองล่วงหน้า 3-5 เดือน ส่วนเงินจากผู้เสียหาย 500 กว่ารายที่มาร้องเรียนที่ บก.ป.ไม่ได้อยู่ที่ตน แต่ถูกปรับเปลี่ยนไปในรูปแบบสินค้า ซึ่งการคืนเงินให้ผู้เสียหายต้องตรวจสอบก่อนว่าผู้เสียหายสมัครที่แม่ทีมคนใด และให้นำหลักฐานมายืนยันจึงจะคืนเงินได้

“สำหรับกรณีคลิปเสียง มีการนำสมาชิกของบริษัทเข้าเฝ้าฯ และจะมีบุคคลพิเศษจากสำนักพระราชวังมาเป็นประธานเปิดงานให้กับบริษัทนั้น ทางออร์แกไนซ์ผู้จัดงานเป็นคนดำเนินการให้ทั้งหมด ระบุว่าจะทำหนังสือเชิญบุคคลสำคัญในสำนักพระราชวังมาเปิดงาน แต่ตนจำชื่อไม่ได้” น.ส.พสิษฐ์กล่าว

ขณะที่นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีความเป็นกังวลและต้องการให้มีระบบการตรวจสอบล่วงหน้า เพื่อป้องกันมิให้เกิดปัญหาในทำนองเดียวกับบริษัท เวลท์เอเวอร์ จำกัดอีก จึงสั่งการและมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์เร่งหามาตรการควบคุม อุดช่องโหว่-ปิดช่องว่าง มิให้บริษัทที่ได้จดทะเบียนนำธุรกิจมาหาประโยชน์โดยมิชอบหลอกลวงประชาชนได้อีกต่อไป และเป็นเจ้าภาพหารือเกี่ยวกับการบูรณาการข้อมูลการจดทะเบียนธุรกิจ/การขออนุญาตประกอบธุรกิจที่อยู่ในความรับผิดชอบของหลายหน่วยงานให้มีการเชื่อมโยงและสามารถตรวจสอบข้อมูลเพื่อเฝ้าระวังและตัดวงจรมิจฉาชีพในคราบนักธุรกิจ

“จึงมอบหมายให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเป็นเจ้าภาพหลักจัดประชุมหารือเพื่อกำหนดมาตรการ แนวทาง และวิธีป้องกัน/ป้องปรามเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ในวันอังคารที่ 18 เม.ย. 2560 นี้ ที่กระทรวงพาณิชย์ โดยให้เชิญหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค กรมการปกครอง กรมการท่องเที่ยว สำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) ฯลฯ เข้าร่วมประชุมหารือ เพื่อให้เกิดการบูรณาการเชื่อมโยงข้อมูลในการจดทะเบียน/การขออนุญาตประกอบธุรกิจที่แต่ละหน่วยงานรับผิดชอบอยู่ให้เป็นหนึ่งเดียว และสามารถตรวจสอบข้อมูลได้โดยง่าย โดยเฉพาะข้อมูลและประวัติของผู้กระทำความผิดที่มาสวมรอยขอจดทะเบียนนิติบุคคลหรือขออนุญาตประกอบธุรกิจประเภทต่างๆ ซึ่งจะเป็นการตัดวงจรมิจฉาชีพในคราบธุรกิจที่จะเข้ามาหากินและหลอกลวงประชาชน ตลอดจนการทำลายภาพลักษณ์ที่ดีของธุรกิจไทย นอกจากนี้ จะร่วมกันกำหนดบทลงโทษที่เข้มงวดมากขึ้น ในกรณีที่นิติบุคคลกระทำความผิดฐานหลอกลวงประชาชนหรือฐานความผิดอื่นๆ เพื่อเป็นการป้องกันและป้องปรามไม่ให้เกิดกรณีดังกล่าวซ้ำรอยขึ้นอีก” นางอภิรดีกล่าว

ขณะที่มีรายงานข่าวว่าจากการสอบปากคำซินแสโชกุน เผยว่ามีการนำเงินกว่า 50 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินที่ผู้เสียหายนำมาลงทุนไปแปลงเป็นทรัพย์สินอื่นๆ หลายรายการ อาทิ คอนโดมิเนียม มูลค่า 2 ล้านบาท รถเบนซ์ 2.8 ล้านบาท รถยนต์หรูหลายคัน รวมทั้งทองคำ นอกจากนี้มีการนำเงิน 19 ล้านบาท ไปใช้จ่ายในการจัดทัวร์พาสมาชิกเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศในช่วงแรก รวมทั้งได้มีการนำไปจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ สร้างความน่าเชื่อถือ ซึ่งเป็นลักษณะของการหมุนเงิน ซึ่งพนักงานสอบสวนจะต้องสอบปากคำผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน ว่าการทำธุรกิจลักษณะดังกล่าวสามารถทำกำไรได้จริงหรือไม่เพื่อประกอบสำนวน

ขณะเดียวกันทาง บก.ปอท.อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลในโทรศัพท์ของซินแสโชกุน ซึ่งมีมากกว่า 6 เครื่อง ว่ามีรายละเอียดสำคัญอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดีหรือไม่ อย่างไรก็ดีล่าสุดทางซินแสโชกุนยอมรับแล้วว่าไม่ได้มีการจองตั๋วเครื่องบินให้กับสมาชิกในทริปนี้แต่อย่างใด โดยอ้างว่าจำนวนผู้เดินทางมีมากกว่าพันคนทำให้จองไม่ทัน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน