จับ”สุฮัยมี สมาแอ” หน.ทีมบึ้ม บิ๊กซี ปัตตานี เค้นจนรับสารภาพสิ้น เข้าร่วมโครงการพาคนกลับบ้าน แต่ถูกผู้มีอำนาจในขบวนการบังคับให้ทำ ผบก.ภ.จว.ปัตตานี เผยรู้เส้นทางก่อเหตุหมดแล้ว มีผู้ร่วมขบวนการ 11 คน เปิดรายชื่อ 8 ผู้ต้องสงสัย เตรียมออกหมายจับทั้งหมด ด้าน ผบ.ฉก.ปัตตานี ระบุคนร้ายบังคับให้บุคลากรทางศาสนาร่วมมือ หวังสร้างความแตกแยก อาจกันอุสตาซกับนายกอบต.เป็นพยาน มทภ.4 ร่วมผู้นำศาสนาละหมาดตรงที่เกิดเหตุ สมช.ชี้ต้องเร่งรายงานข่าวเร็วขึ้น ขณะที่ “ภราดร” แฉโลกเริ่มกังขาไทย นายกฯออกทีวีพูดเรื่องไฟใต้ ติงสื่อเสนอแต่ด้านรุนแรง
คืบหน้าคดีบึ้มบิ๊กซี
เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ อ.เมือง จ.ปัตตานี นายวีรนันทน์ เพ็งจันทร์ ผวจ.ปัตตานี พล.ต.ต.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผบก.ภจว.ปัตตานี พล.ต.จตุพร กลัมพสุต ผบ.ฉก.ปัตตานี ได้ร่วมกันแถลงถึงความคืบหน้าในการคลี่คลายคดีเหตุระเบิดห้างบิ๊กซี ส่งผลให้พนักงานห้างและประชาชนที่จับจ่ายซื้อของบาดเจ็บกันระนาว 61 คน หลังเมื่อล่าสุดเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวอุสตาซและนายกอบต.คนหนึ่งในพื้นที่หนองจิก มาซักถามก่อนที่จะพบศพนายนุสน ขจรคำ เจ้าของรถกระบะซึ่งถูกคนร้ายยิงเสียชีวิต เพื่อชิงรถไปทำคาร์บอมบ์ ถูกทิ้งในคลองกลางทุ่งนาบ้านเกาะเปาะ ต.เกาะเปาะ อ.หนองจิก
พล.ต.จตุพรกล่าวว่า เหตุการณ์ระเบิดที่บิ๊กซีเกิดผลกระทบมากมาย หลังเกิดเหตุทางเจ้าหน้าที่ทุ่มกำลังอย่างเต็มที่ โดยร่วมมือกันทำงาน คดีมีการคลี่คลาย คืบหน้าไปมาก หลังจากที่ทางเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงทั้ง 3 ฝ่ายสนธิกำลังร่วมกันในการไล่ล่าคนร้าย จนได้รับข้อมูลจากประชาชนว่ากลุ่มคนร้ายได้ใช้ศาสนสถานในการก่อเหตุ ในการปล้นรถยนต์ โดยการลวงผู้เคราะห์ร้ายเข้ามาปล้นและฆ่าชิงรถ โดยมีบุคลากรทางการศาสนาส่วนหนึ่งและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ที่มีส่วนรู้เห็น แต่จะมีส่วนร่วมก่อเหตุหรือไม่ ยังไม่มีการสรุป ซึ่งต้องรอการสอบสวนเสียก่อน
บังคับบุคลากรศาสนาร่วมมือ
จากนั้นทางเจ้าหน้าที่ได้ขยายผลและสามารถควบคุมตัวนายซูไฮมี แกนนำระดับสั่งการ ซึ่งได้รับการยืนยันว่าเป็นผู้ขอใช้มัสยิดในวันก่อเหตุ จึงได้ซักถามและขยายผลเมื่อคืนที่ผ่านมา และให้การรับสารภาพยอมรับว่ามีส่วนร่วมในการก่อเหตุ ในการปล้นทรัพย์รถยนต์ไปประกอบระเบิด และซัดทอดให้การผู้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง ในการก่อเหตุครั้งนี้ ประกอบด้วย 1.นายอันนุงวา กาซอ หรือ แบเลาะ 2.นายรุสลัน ใบหมะ หรือ รุสดี 3.นายเมาลานา ส่าเมาะ 4.นายอิสมาแอล มอซู หรือ แอ 5.นายบูคอลี หลำโซะ 6.นายอับดุลอาซิ จะปะกิยา หรือเปาะซู 7.นายมะนาเซ ไซดี หรือ นาเซ และ 8.นาย มูฮำมัด กาซอ หรือ เลาะ ซึ่งทั้ง 8 คนนี้ เป็นคนเดิมๆ ที่ก่อเหตุมาหลายครั้ง และมีหมายจับในคดี ก่อเหตุระเบิดในพื้นที่จังหวัดปัตตานี และจังหวัดใกล้เคียงหลายครั้ง
เหตุการณ์ในครั้งนี้จากการประมวลภาพ รวบรวมผลการซักถามทั้งหมด น่าเชื่อว่าเป็นการวางแผนมาตั้งแต่ต้น และเลือกใช้ศาสนสถานเป็นที่ก่อเหตุ และบีบบังคับให้บุคลากรทางศาสนา มามีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งตรงนี้อยากให้ประชาชนใช้สติในการพิจารณา เป้าหมายในการก่อเหตุครั้งนี้เพื่อก่อความแตกแยก ระหว่างประชาชนต่างศาสนา ถ้าไม่มีการพิจารณารอบด้าน อย่างรอบคอบ ก็จะตกเป็นเหยื่อของวงจรอุบาทว์ที่พยายามจะสร้างความแตกแยกตลอด 13 ปี ที่ผ่านมา
รู้เส้นทางก่อเหตุหมดแล้ว
พล.ต.ต.ปิยะวัฒน์กล่าวว่า ในทางการสืบสวนเจ้าหน้าที่บูรณาการทั้ง ตร.ทหาร ฝ่ายปกครองและพนักงานสืบสวนสอบสวนจนสามารถขยายผลและทราบผู้ร่วมขบวนการทั้งหมดแล้ว มีจำนวน 11 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้ต้องหาที่มีหมายจับคดีความมั่นคง ล่าสุดเมื่อคืนได้ควบคุมตัว 1 คน คือ นายสุฮัยมี สมาแอ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่ร่วมการวางแผนในการก่อเหตุ จากการซักถามได้ให้การสารภาพยอมรับว่ามีส่วนร่วมวางแผนประสานงานปล้นทรัพย์และฆ่าชิงรถยนต์กระบะ
“ตอนนี้เรารู้เส้นทางในการก่อเหตุทั้งหมดแล้ว กำลังรวบรวมพยานหลักฐานให้ชัดเจนและเชื่อมั่นว่าจะสามารถออกหมายจับได้ทั้งหมด” พล.ต.ต.ปิยะวัฒน์กล่าว
ร่วมละหมาดตรงที่เกิดเหตุ
ที่ ลานจอดรถ บิ้กซี เวลา 15.00 น. พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช มทภ.4 พร้อมด้วยนายอับดุลรอแม มะมิงจิ ประธานกรรมการอิสลามจังหวัดปัตตานี นำประชาชน ชาวจังหวัดปัตตานีร่วมกันทำพิธีละหมาดฮายัต เพื่อขอพรจากพระผู้เป็นเจ้า ให้โปรดประทานความสงบสุขให้เกิดขึ้นในพื้นที่ ครั้งนี้ ต่างมีประชาชนชาวจังหวัดปัตตานี จากอำเภอต่างๆ ทยอยกันร่วมกันมาละหมาดกัน ประมาณ 1,000 คน
ในวันนี้ผู้นำฝ่ายความมั่นคง และผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี และหน่วยงานต่างๆ หลายภาคส่วนต่างมาร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียงกัน หลังจากทำพิธีขอพร เสร็จแล้ว แม่ทัพภาคที่4 ได้กล่าวกับประชาชนที่มาร่วมพิธีสร้างความเข้าใจให้กับประชาชน และ สร้างขวัญกำลังใจให้กับพี่น้องประชาชน พร้อมชี้แจง ถึงความคืบหน้าที่ทางหน่วยความมั่นคงกำลังดำเนินการอยู่ ประกาศรายชื่อ และทราบตัวกลุ่มผู้กระทำ ทุกรายแล้ว คาดว่าคดีนี้ จะติตามจับกุมคนร้ายมาให้ได้เร็วที่สุด
สมช.ชี้ต้องเร่งรายงานข่าวเร็วขึ้น
ด้านพล.อ.ทวีป เนตรนิยม เลขาธิการสภา ความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวว่า ขณะนี้เริ่มจับกุมตัวผู้ก่อเหตุได้แล้ว ซึ่งเป็นผลจากความร่วมมือภาคประชาสังคมในการแจ้งเบาะแสต่างๆ อย่างไรก็ตาม กรณีที่มีนายกอบต.หนองจิกเกี่ยวข้องนั้น เราก็ต้องระมัดระวังมากยิ่งขึ้นในการติดตามดูพฤติกรรมบุคคลต่างๆ ขณะนี้หน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่กำลังติดตามผู้ที่ต้องสงสัยเหล่านี้ เรามีหลักฐาน อยู่พอสมควร ฉะนั้นต้องดำเนินการตามกระบวนการให้ความยุติธรรมกับทุกคน ในเมื่อเป็นเพียงผู้ต้องสงสัยก็ควรเข้ามารายงานตัว ไม่เช่นนั้นจะดำเนินการจับกุมเพื่อนำเข้ากระบวนการสืบสวนสอบสวน และจากการจับกุมจะมีการขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด อย่างไรก็ตามส่วนคนที่ถูกออกหมายจับแล้วคือนายมะกอเซ็ง หม้าแอ้ หนึ่งในคนร้ายที่ร่วมปฏิบัติการ เชื่อว่ายังอยู่ในพื้นที่ ยังไม่หลบหนีออกนอกประเทศ สิ่งที่เห็นได้เด่นชัดจากยุทธวิธีในการก่อเหตุคือปล้นรถกระบะแล้วรีบนำมาก่อเหตุทันที ซึ่งเป็นความเปลี่ยนแปลงในยุทธวิธีที่เห็นได้ชัด ต่อไปนี้เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงต้องรายงานสิ่งเหล่านี้ให้รวดเร็วยิ่งขึ้น รวมถึงประชาชนในพื้นที่ที่จะให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่เพื่อให้ประชาชนเกิดความปลอดภัย
“ภราดร”ชี้โลกเริ่มกังขาไทย
ขณะเดียวกัน พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวว่า ทุกครั้งที่มีเหตุรุนแรง จากผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้ ฝ่ายความมั่นคงจะออกมาให้ข่าวทันควันทุกครั้งว่า รู้แล้วใครคือผู้ก่อเหตุ มีการออกหมายจับทันที ทำให้เกิดการตั้งข้อสังเกตว่า วิธีการดังกล่าว ทำเพื่อต้องการสร้างภาพให้นานาชาติเห็นว่า เหตุรุนแรงเป็นเรื่องภายใน ไม่เกี่ยวกับอิทธิพลทางความคิดของกลุ่มก่อการร้ายสากล เพื่อป้องกันไม่ให้องค์กรระหว่างประเทศเข้ามาศึกษาร่วมจัดการปัญหาใช่หรือไม่ นี่คือสิ่งที่ประชาคมโลกเริ่มสงสัยมากขึ้น เหตุระเบิดล่าสุดสะท้อนชัด ถึงศักยภาพของกลุ่มก่อการ ที่พัฒนามากขึ้นเรื่อยๆ มีการบูรณาการการข่าว เข้ากับการปฏิบัติเหตุรุนแรงอย่างมีประสิทธิภาพ เริ่มจาก หน่วยข่าวกรองรัสเซีย เตือนชาวรัสเซียให้ระวังเหตุรุนแรง ข่าวกรองมาเลเซียเตือนมีคนไทยรับแนวคิดไอเอสผ่านเข้าออกชายแดน ขณะที่ภาครัฐ อ้างองค์กรมุสลิมโลกหรือโอไอซี ชมว่า แก้ปัญหาได้ดี เจรจาสันติภาพมีความคืบหน้า ไม่ให้น้ำหนักการเปลี่ยนตัวผู้นำบีอาร์เอ็น แต่สถานการณ์เหตุรุนแรงขนาดใหญ่กลับมีเกิดขึ้นทุกเดือน ทั้งหมดคือปฏิบัติการข่าวสาร ของผู้ก่อความไม่สงบที่ได้ผล ทำให้ประชาชนรู้สึกว้าวุ่น ไม่เชื่อถืออำนาจรัฐว่า จะคุ้มครองความปลอดภัยแก่ประชาชนได้จริงหวังดึงมวลชนให้มาร่วมสนับสนุน หรืออย่างน้อยก็ไม่ไปยืนกับฝ่ายรัฐ
“การแถลงผลงานครบรอบ 3 ปีของคสช.ในเดือนมิ.ย.นี้ ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือสิ่งเดียว ที่คสช.จะต้องแก้ไขให้ได้ เพราะอยู่ในอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบของกองทัพโดยตรง หากทำไม่ได้ก็ถือว่า รัฐบาลล้มเหลว ไม่ได้รับความเชื่อถือจากสังคม ส่วนผลงานอื่นๆ นั้นไม่จำเป็น เพราะกองทัพไม่มีความรู้หรือประสบการณ์อยู่แล้ว” อดีตเลขาฯสมช.กล่าว
นายกฯแจงไฟใต้ออกทีวี
วันเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ว่า เหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นที่จ.ปัตตานี ตนขอแสดงความเสียใจกับผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ ผู้ที่สูญเสียทรัพย์สิน ขอชื่นชมการทำงานของเจ้าหน้าที่ที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว ขอความร่วมมือประชาชนและสื่อมวลชนกรุณาไม่เผยแพร่หรือส่งต่อภาพและคลิปเหตุการณ์ระเบิดหรือเหตุการณ์รุนแรงทุกประเภท ผ่านช่องทางต่างๆ โดยเฉพาะเรื่อง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นี้ในสื่อออนไลน์ นอกจากจะตอกย้ำความรุนแรงที่เกิดขึ้น และเข้าทางของผู้ก่อเหตุแล้ว ยังอาจส่งผลต่อรูปคดี เช่น อาจทำให้คนร้ายไหวตัว และยังกระทบต่อความรู้สึกและบั่นทอนกำลังใจของประชาชนและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ทุกคนพยายามช่วยกันแก้ปัญหาอยู่ รวมถึงความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เรามุ่งสู่สามเหลี่ยมเศรษฐกิจของเรา
ติงสื่อเสนอแต่ด้านรุนแรง
นายกฯ กล่าวว่าอีกเรื่องคือการที่เราจะต้องน้อมนำหลัก “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 มาใช้แก้ปัญหา ขอให้ประชาชนร่วมมือกับ เจ้าหน้าที่ให้มากขึ้นหากเห็นสิ่งผิดสังเกต ไม่น่าไว้วางใจ ขอให้ช่วยเป็นหูเป็นตา รวมถึงอาชญากรรมที่มีความรุนแรงอื่นๆ ด้วย ช่วยกันเฝ้าระวัง เรื่องยาเสพติด เรื่องอาชญากรรมข้ามชาติ เรื่องผู้มีอิทธิพล เรื่องการค้าของเถื่อน น้ำมันเถื่อนเหล่านี้ แจ้งมาได้ตลอดเวลา จะลงโทษอย่างเด็ดขาด ทั้งผู้กระทำความผิดและเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนร่วม
นายกฯ กล่าวว่า หลายเรื่องก็เสนอข่าวได้ แต่ไม่ควรขยายจนเกินขอบเขต จนทำให้ผู้คนนั้นเห็นเป็นเรื่องตลกไป เป็นเรื่องขำขันไป หรืออาจจะมีเหยื่อที่ถูกละเมิดสิทธิส่วนบุคคล กระบวนการยุติธรรมทำงานลำบาก อยากให้เสนอข่าวที่เป็นความก้าวหน้า ช่วยกันประคับประคองให้สถานการณ์ภายในประเทศสงบสุข มีความเข้าใจทั่วกัน เสนอในด้านความรุนแรงอย่างเดียวประชาชนก็เคยชิน ต่อไปมันก็ชินชาทั้งหมด เรื่องไม่ดีเหล่านี้มันก็เป็นเรื่องธรรมดาสังคมเป็นอย่างนี้เอง อย่างนี้มันก็ไม่ได้ เรามีอัตลักษณ์ของเรา เราต้องแก้ปัญหาด้วยอัตลักษณ์ของเรา ให้ได้วัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม สังคม สุภาพสตรี ผู้หญิงและเด็ก เหล่านี้คือวัฒนธรรมประเพณีของคนไทยนั้น ได้ช่วยให้สังคมสงบสุขมานานแล้ว วันนี้มีการเปลี่ยนแปลงไปมากมาย ก็จะเห็นได้ว่ามีปัญหาในภาคเหนือของไทยอีกด้วย ฉะนั้นต้องมาดูสิ่งเหล่านี้ว่าสังคมเราเกิดอะไรขึ้น
แฉ”สุฮัยมี”ร่วมพาคนกลับบ้าน
รายงานข่าวจากกองบังคับการตำรวจภูธร จ.ปัตตานี ว่ากลุ่มคนร้าย ที่นายสุฮัยมีให้การซัดทอด อยู่ระหว่างเก็บรวบรวมหลักฐาน ทั้งดีเอ็นเอที่อยู่ในที่เกิดเหตุ และพยานที่เห็นเหตุการณ์ เพื่อให้ศาลออกหมายจับ ขณะนี้ที่ออกหมายจับ นายมะกอเซ็ง หม้าแอ คนขับรถคาร์บอมบ์ เข้ามาก่อเหตุ ส่วนคนอื่นยังอยู่ในขั้นตอนของการรวบรวมพยานหลักฐาน
รายงานข่าวว่านายสุฮัยมี เป็นผู้ที่ร่วมในการก่อเหตุในพื้นที่ จ.ปัตตานีหลายครั้ง และเป็นผู้หนึ่งที่เข้ามารายงานตัวตามโครงการ “พาคนกลับบ้าน” ซึ่งเป็นโครงการของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เจ้าหน้าที่ได้ซักถามถึงเหตุจูงใจที่กลับไปเข้าร่วมขบวนการ ซึ่งนายสุฮัยมีอ้างว่าถูกบังคับจากคนที่อยู่เหนือกว่าในขบวนการจึงจำเป็นต้องทำ
รายงานข่าวแจ้งอีกว่ากลุ่มผู้ต้องหาที่อยู่ในเหตุการณ์ ฆ่านายนุสน ที่ข้างมัสยิดบ้านเกาะเปาะ 7 คน เป็นอิหม่ามมัสยิดเกาะเปาะ 1 คน เป็นนายอบต. 1 คน ที่เหลือเป็นสมาชิก อบต.เกาะเปาะ และชาวบ้านที่อยู่ใกล้มัสยิด การสอบสวนของศูนย์ซักถาม ทุกคนให้การไปในทิศทางเดียวกัน ว่าไม่มีส่วนรู้เห็นในการวางแผนชิงรถยนต์ของนายนุสน มาทำคาร์บอมบ์ และไม่มีส่วนในการทำร้าย เพียงแต่อยู่ในเหตุการณ์ และเห็นการกระทำของคนร้าย แต่กลัวความผิดจึงไม่ได้แจ้งเรื่องที่เกิดขึ้นให้กับทางการทราบ ซึ่งเจ้าหน้าที่อาจจะกันไว้เป็นพยาน ขณะที่แม่ทัพภาคที่ 4 ยังยืนยันดำเนินการ “โครงการพาคนกลับบ้าน” ต่อ แต่จะเพิ่มการตรวจสอบคุณสมบัติมากขึ้น