ศาลสั่ง กองทัพบกชดใช้ ทหารยิง อะเบ แซ่หมู่ เสียชีวิตกลางป่า แม้โดนยัดยา-ระเบิด!

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

วันที่ 5 มี.ค. มูลนิธิผสานวัฒนธรรม รายงานว่า เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 4 มี.ค. ศาลแพ่ง(ศาลชั้นต้น) มีคำพิพากษา คดีที่ นางอะหมี่มะ แซ่หมู่ มารดาของนายอะเบ แซ่หมู่ เป็นโจทก์ฟ้องกองทัพบกเป็นจำเลย คดีหมายเลขดำที่ พ.2592/2562 เรียกค่าเสียหาย ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539

จากเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ทหารผู้ใต้บังคับบัญชาของกองทัพบก ซึ่งประจำอยู่ที่ด่านตรวจบ้านรินหลวง ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ใช้อาวุธปืนเอ็ม 16 ยิงนายอะเบ แซ่หมู่ (คนไทยชาติพันธุ์ลีซู) เสียชีวิต เมื่อวันที่ 15 ก.พ.60 บนเส้นทางไปไร่ข้าวโพดของชาวบ้านในพื้นที่ ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่

ความว่า เจ้าหน้าที่ทหารผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลยกระทำละเมิดต่อนายอะเบ แซ่หมู่ บุตรของโจทก์ โดยศาลฟังข้อเท็จจริงว่า ในวันเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ทหารขับรถจักรยานยนต์สวนกับรถจักรยานยนต์คันที่ผู้ตายซ้อนท้ายมากับเพื่อน เจ้าหน้าที่ทหารอาจมีการเรียกให้หยุดและหรือพยายามดึงตะกร้าเพื่อให้ฝ่ายผู้ตายหยุดรถ แต่ฝ่ายผู้ตายไม่หยุดและขับต่อไป เจ้าหน้าที่ทหารจึงใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจนถึงแก่ความตาย

กดติดตามไลน์ ข่าวสด official account ได้ที่นี่
เพิ่มเพื่อน

ดังนั้นการที่เจ้าหน้าที่ทหารใช้ปืนยิงผู้ตายโดยมีสาเหตุเพียงเพื่อนของผู้ตายไม่ยอมหยุดรถเมื่อถูกเจ้าหน้าที่เรียกให้หยุดนั้นเป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นการละเมิดต่อผู้ตายก็ถือเป็นการละเมิดต่อโจทก์ด้วย

ที่ฝ่ายจำเลย(กองทัพบก)อ้างว่า เจ้าหน้าที่ทหารใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย เป็นการป้องกันตนเองและผู้อื่นให้พ้นจากภยันตรายที่เกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงนั้น ศาลเห็นว่าตามรายงานตรวจร่องรอยพยานหลักฐานในคดีวิสามัญฆาตกรรม ไม่มีข้อเท็จจริงที่บันทึกว่าเจ้าหน้าที่ทั้งสองถูกผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ใช้อาวุธปืนยิง ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่พยานจำเลยควรจะแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทำบันทึกไว้

ในส่วนของวัตถุระเบิดที่พยานจำเลยอ้างว่าผู้ตายได้ล้วงระเบิดจากย่ามจะขว้างใส่เจ้าหน้าที่ทหาร ก็พบว่าตามบันทึกการตรวจพิสูจน์ลายพิมพ์นิ้วมือ ไม่ปรากฏลายพิมพ์นิ้วมือแฝงหรือฝ่ามือแฝงของนายอะเบ ผู้ตาย ทั้งยังพบว่าลักษณะที่ปรากฏหรือตำแหน่งที่พบระเบิดนั้นผิดธรรมชาติเนื่องจากผู้ตายตกจากรถ

ดังนั้นวัตถุระเบิดไม่น่าตกอยู่ใกล้มือของผู้ตาย ในส่วนของเฮโรอีนของกลางแม้จะอยู่ในย่ามของผู้ตายจริงหรือมีการนำมาใส่ในย่ามของผู้ตาย และแม้จะปรากฏหรือไม่ปรากฏว่าพบลายนิ้วมือแฝงของผู้ตายที่หลอดบรรจุยาเสพติด ข้อเท็จจริงดังกล่าวก็ไม่เกี่ยวข้องถึงความชอบธรรมหรือชอบด้วยกฎหมายในการใช้อาวุธของเจ้าหน้าที่ทหาร

ประกอบกับโจทก์มีเพื่อนของผู้ตายเป็นผู้ขับขี่รถจักยานยนต์เดินทางไปทำไร่กับนายอาเบ ผู้ตาย เบิกความว่า ในวันดังกล่าว พยานเป็นผู้ขับรถจักยานยนต์ให้นายอาเบ ซ้อนท้าย กำลังเดินทางไปทำไร่ โดยระหว่างนั้นพยานพบเจ้าหน้าที่ 2 นาย และได้ขับรถผ่านช้าๆ เนื่องจากถนนเป็นถนนลูกรัง เจ้าหน้าที่ไม่ได้แสดงสัญลักษณ์ให้พยานหยุดรถแต่อย่างใด

แต่เจ้าหน้าที่กลับดึงก๋วย(ตระกร้าสะพายหลัง) ที่นายอาเบสะพายไว้ด้านหลัง พยานเห็นดังนั้นจึงตกใจ ได้เร่งความเร็วเพิ่มขึ้น หลังจากนั้นได้ยินเสียงปืน 3-4 นัด และได้ยินเสียงร้องของนายอะเบ ว่า โอ๊ย พยานจึงประคองนายอะเบเพราะกลัวจะตกจากรถ เมื่อขับไปได้สักระยะ นายอะเบตกจากรถจักยานยนต์

ประกอบกับคำให้การของแพทย์ผู้พิสูจน์ศพถึงร่อยรอย บาดแผล และวิถีกระสุน ที่ได้ให้การในคดีชันสูตรไว้โดยละเอียดที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่ จึงเชื่อได้ว่าพยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักมากว่า

ศาลจึงพิพากษาให้จำเลยชดใช้เสียหายแก่โจทก์ ได้แก่ ค่าปลงศพเป็นจำนวนเงิน 104,180 บาท และค่าขาดไร้อุปการะเป็นจำนวนเงิน 720,000 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยต้องชำระเงินแก่โจทก์จำนวนทั้งสิ้น 824,180 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

นายรัษฎา มนูรัษฎา ทนายความโจทก์ กล่าวว่า ศาลได้วินิจฉัยในประเด็นสำคัญแห่งคดีไว้โดยละเอียด ในส่วนที่เจ้าหน้าที่อ้างว่ายิงผู้ตายเพื่อป้องกันตัวเองจากการถูกประทุษร้ายและกล่าวหาว่าผู้ตายมีระเบิด มียาเสพติดไว้ในครอบครองนั้น

ศาลไม่เชื่อตามข้อกล่าวอ้างของเจ้าหน้าที่ จึงถือว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นไปในทางที่โจทก์ซึ่งเป็นมารดาของผู้ตายและญาติของผู้ตายต้องการ เพราะได้เรียกร้องความเป็นธรรมให้กับผู้ตายมาโดยตลอดเพื่อยืนยันว่าผู้ตายเป็นผู้บริสุทธิ์มิได้เป็นผู้กระทำความผิดตามที่เจ้าหน้าที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน