เปิดแผนรับผู้ป่วยโควิด คาดพร้อม 1,000 เตียง เล็งใช้โรงแรมแยกคนไข้อาการไม่หนัก
จากสถานการณ์ระบาดของของ โรคโควิด -19 ทำให้มีการเสนอมาตรการเพื่อยับยั้งการเพิ่มจำนวนของผู้ป่วยอย่างรวดเร็วเพื่อทำให้มีศักยภาพเพียงพอในการดูแลผู้ป่วย เพราะหากปล่อยให้ผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในเวลาสั้นๆ จะขาดแคลนทั้งบุคลากรทางการแพทย์ เวชภัณฑ์และทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงกว่าเดิม
เมื่อวันที่ 17 มี.ค. นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวถึงการเตรียมสถานพยาบาลรองรับการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ว่า ตอนนี้กระทรวงได้ร่วมกับรพ.ในสังกัดกทม. โรงเรียนแพทย์ต่างๆ สถาบันบำราศนราดูร ซึ่งมีปริมาณเตียงรองรับประมาณ 200 เตียง ประกอบด้วยห้องแยกโรคความดันลบ ห้องความดันลบประยุกต์ และห้องแยก ยังสามารถรองรับคนไข้ได้อยู่ แต่หากยังมาเรื่อยๆ อีกสักพักอาจจะมีปัญหา แต่วันนี้ก็เตรียมการเปิดวอร์ดสำหรับดูแลผู้ป่วยโควิด-19 เฉพาะ คาดว่าจะเปิดได้ประมาณ 100 เตียง ขณะเดียวกันก็ได้ขอความร่วมมือรพ.เอกชนในการรับดูแลผู้ป่วยที่รพ.นั้นมีการเก็บตัวอย่างเชื้อมาตรวจด้วย จากเดิมที่รพ.เอกชนจะส่งต่อมารพ.รัฐทั้งหมด
นพ.สมศักดิ์ กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันก็ได้เตรียมเปิดกึ่งๆ รพ.สนาม โดยใช้รพ.ประมาณ 5-6 แห่ง อาทิ 1.รพ.บางขุนเทียน ซึ่งเปิดได้ทันทีประมาณ 30 เตียง มีบุคลากรพร้อม แต่หากเปิดเต็มศักยภาพ 200 เตียง ก็ต้องหาเจ้าหน้าที่ไปเพิ่ม 2.รพ.ศรีธัญญา ประมาณ 200 เตียง 3. รพ.ทหารอากาศทุ่งสีกัน แรกๆ อาจจะรับ 20-30 เตียง แต่อาจจะเพิ่มได้ประมาณ 150 เตียง 4. รพ.รามาธิบดี จักรีนฤบดินทร์ ผู้ป่วยไปแล้วประมาณ 10 กว่าเตียง
แต่มีโครงการเพิ่มเตียงได้ 5.ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ที่มหิดล และ รพ.เอกชน 2 แห่ง คือ รพ.วิภาราม ชัยปราการ เป็นรพ.ว่างมีเตียงร้องรับ แต่ยังไม่มีคน และ รพ.มงกุฎวัฒนะ ที่ยกให้ทั้งตึกประมาณ 100 เตียง พร้อมแพทย์-พยาบาลโรคติดเชื้อมาร่วมดูแล ดังนั้นตอนนี้เตียงสถานพยาบาลรวมๆ มาได้กว่า 1 พันเตียง แต่ไม่ได้จะเปิดทีเดียวทั้งหมด อยู่ที่ว่ามีคนไข้มากน้อยแค่ไหน
“ตอนนี้ที่เราประมาณการ ผู้ป่วยอาการหนักที่จำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ เพียงพอ ตอนนี้กำลังทำแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ว่าหากคนไข้พีคจริงๆ ต้องการใช้เท่าไหร่ แต่ ณ ตอนนี้ไปอีก 1-3 เดือนคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหา เพราะคนไข้ที่ต้องการใช้เครื่องช่วยหายใจประมาณ 5% ของผู้ติดเชื้อ” อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าว
นพ.สมศักดิ์ กล่าวต่อว่า ส่วนมาตรการเสริม หากคนไข้เยอะมาวันละ 400-500 ราย คนไข้ส่วนใหญ่ประมาณ 80% อาการไม่รุนแรง ยังมีผลบวกอยู่บางคนผลบวกอยู่นานถึง 20 วัน แต่ตรงนี้ไม่จำเป็นต้องอยู่รพ.ก็ได้ ดังนั้นจึงคุยกันว่าคนไข้ที่รับมาทุกรายจะให้อยู่รพ. อย่างน้อย 2 วัน แล้วประเมินอาการ ถ้าอาการดีขึ้น ไม่เลวลง ที่แน่ๆ ต้องไม่มีไข้ ไม่มีปอดบวม มีความคิดที่คุยกันและตกลงกัน อยากได้หอพักทั้งหอ หรือโรงแรมทั้งโรงแรม เอาไว้แอดมิทคนไข้หลังจากที่นอน รพ.แล้วไม่มีปัญหาอะไร จะได้เคลียร์เตียงรพ.ให้คนไข้ใหม่ได้ ย้ำว่านี่เป็นแผนสำรอง ยังไม่ได้ทำตอนนี้
ในส่วนของกำลังคน ส่วนใหญ่ที่ประเมินกันตอนนี้ การเปิดวอร์ดโคโรนา 2019 เพิ่มนั้นยังสามารถใช้บุคลากรเดิมได้ แต่ในส่วนอื่น หากสถานการณ์ในกรุงเทพหนักก็จะมีการระดมแพทย์ พยาบาลในต่างจังหวัดทั้งในสังกัดสำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุข และสังกัดกรมการแพทย์เข้ามาช่วย แต่ที่ทำแล้วคือการประสานแพทย์ พยาบาลที่เกษียณอายุแล้วให้มาช่วยเหลือ โดยในส่วนที่มาช่วยดูวอร์ดโคโรนา หรือคนไข้ที่ย้ายไปยังโรงแรม ซึ่งอาการไม่หนักนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นแพทย์โรคติดเชื้อ แต่หากเป็นคนไข้หนักต้องการหมอเฉพาะทาง
สำหรับแผนการรับมือในต่างจังหวัด ก็เตรียมแบบเดียวกับที่กรุงเทพฯ ทำซึ่งเราทำตามแผนเป็นระยะๆ ก่อนหน้านี้ได้เริ่มลดจำนวนผู้ป่วยที่จะมารพ.โดยการให้ยากลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรังไปรับประทานนานขึ้น เช่น จากเคยให้ยา 1 เดือน ก็ให้ไป 3 เดือน และทำคลินิกไข้หวัด แยกออกจากคนไข้กลุ่มอื่น ทำการสำรวจห้องแยกโรค และให้เตรียมเปิดวอร์ดคนไข้โควิด-19 ซึ่งทั้ง 12 เขตสุขภาพนั้นสำรวจแล้วพบว่ารวมๆ แล้วมีประมาณ 5,000 กว่าเตียงทั่วประเทศ ตอนนี้โครงสร้างสาธารณสุขไทยยังดี มีทั่วประเทศ
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่อยากแนะนำประชาชนคือหากสัมผัสใกล้ชิดคนมีอาการก็ให้แจ้งเจ้าหน้าที่สอบสวนโรค ถ้าเจ้าหน้าที่พาไปตรวจแล้วค่อยไป แต่ถ้าเจ้าหน้าที่แนะนำให้กักตัวเอง 14 วัน ก็ควรกักตัวเอง ไม่อยากให้แห่กันไปตรวจที่ รพ. แต่ควรประเมินความเสี่ยงตัวเอง ถ้าทุกคนแห่กันไปเองหมด ทรัพยากรที่เราบอกว่าพอ อาจจะไม่พอ เพราะทุกคนแห่ใช้ แห่ตรวจ ห้องแล็บแทนที่จะได้ตรวจสำหรับคนที่จำเป็นจริงๆ ก็ทำได้ช้าลง
อยากทุกคนให้ใจเย็นๆ ทำตามคำแนะนำของแพทย์ ทั้งนี้ผอ.องค์การอนามัยโลก บอกว่าให้ใช้หลัก 3 อย่างคือ 1. ใช้หลักความจริงไม่ใช่ความกลัว ประเมินตัวเอง สัมผัสใกล้ชิดแค่ไหน ถ้าสัมผัสนิดหน่อยก็กักตัวเอง ดูอาการ 14 วัน 2. ใช้วิทยาศาสตร์ อย่าเชื่อข่าวลือ และ 3. ความสามัคคี ความเอื้ออาทรกัน หากเราสามัคคี เอื้ออาทรไม่ไปแย่งใช้ทรัพยากร โดยไม่จำเป็น ซึ่งประเมินแล้วประเทศไทยผ่านเรื่องนี้ไปได้