ยกฟ้อง “มือปืนป๊อปคอร์น” อุทธรณ์พิพากษากลับจากคุก 37 ปี 4 เดือนชี้นำสืบไม่ชัดผู้ต้องหาคือมือปืนคลุมหน้า มีแต่คำรับสารภาพซึ่งมีพิรุธ ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย แต่ให้คุมขังรอฎีกา อัยการขอดูคำพิพากษาก่อนยื่นฎีกา ลูกลุง อะแกวร่ำไห้ ยันสู้ฎีกาต่อ

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 27 มิ.ย. ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลอาญาอ่านคำพิพากษาอุทธรณ์คดีหมายเลขดำ อ.1626/2557 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 4 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายวิวัฒน์ หรือท็อป ยอดประสิทธิ์ อายุ 25 ปี เป็นจำเลย ในความผิดฐานร่วมกันฆ่า, พยายามฆ่าผู้อื่น, มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต, พกพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต และนำอาวุธปืนออกนอกเคหสถานภายในพื้นที่ที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ตามประมวลกฎ หมายอาญา มาตรา 288, 371, พ.ร.บ.อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน ฯ พ.ศ. 2490 มาตรา ม.4, 7, 8, 72 และพ.ร.ก.บริหารราชการในสถาน การณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ม.5, 6, 11, 18

ตามฟ้องอัยการโจทก์ เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. 57 บรรยายความผิดสรุปว่า วันที่ 1 ก.พ. 57 เวลากลางวัน จำเลยกับพวก ได้มีปืนเล็กยาวไม่ทราบชนิดและขนาด ติดตัวไปที่ทางแยกหลักสี่ เขตหลักสี่ ซึ่งเป็นพื้นที่ประกาศให้เป็นพื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และยิงปืนเข้าไปในอาคารศูนย์การค้าไอทีสแควร์ ซึ่งน.ส. สมบุญ สักทอง, นายนครินทร์ อุตสาหะ และนายพยนต์ คงปรางค์ ผู้เสียหายที่ 1-4 ได้รับอันตรายสาหัส และนายอะแกว แซ่ลิ้ว เสียชีวิตในเวลาต่อมา เหตุเกิดที่แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ กทม.

ชั้นพิจารณาจำเลยให้การปฏิเสธต่อสู้คดี

โดยคดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 3 มี.ค. 59 เห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์รับฟังได้ปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยเป็นคนเดียวกับคนร้ายที่สวมชุดดำ ที่มือสวมถุงกระสอบข้าวโพดสีเขียวเหลือง โดยการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 มีอาวุธปืนร้ายแรงที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตได้ ฐานมีอาวุธปืนและพกพาไปในที่สาธารณะที่เป็นความผิดตามพ.ร.บ. อาวุธปืนฯ มาตรา 4, 7, 8 และ 72 และพ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ มาตรา 5, 6, 11 และ 18 และประกาศเรื่องห้ามนำอาวุธออกนอกเคหสถาน ซึ่งเป็นความผิดหลายกรรมให้ลงโทษทุกกรรม

พิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิต ฐานฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นบทหนักสุด และฐานมีอาวุธปืนและพกพาอาวุธปืน จำคุก 6 ปี แต่คำรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์ มีเหตุให้บรรเทาโทษ 1 ใน 3 คงจำคุกฐานฆ่าผู้อื่น 33 ปี 4 เดือน และความผิดฐานมีอาวุธปืนและพกพาอาวุธปืน จำคุก 4 ปี รวมจำคุกจำเลย 37 ปี 4 เดือน

ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้วเห็นว่า มีประเด็นว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดหรือไม่ คดีนี้โจทก์มีพนักงานสอบสวน ได้สืบสวนทราบว่ามีคนร้ายเกี่ยว ข้องกับการยิงรวม 21 คน ในจำนวนนี้มีชายชุดดำ คือนายวิวัฒน์ จำเลยคดีนี้รวมอยู่ด้วย ดังที่ปรากฏในภาพนิ่งที่เห็นชายชุดดำ ในสถานที่และเวลาเดียวกับที่เกิดเหตุหลายรูป แม้โจทก์จะมีเทปภาพเคลื่อนไหวและภาพถ่าย จากหนังสือพิมพ์ แต่โจทก์ไม่นำสืบถึงความเกี่ยวข้องหรือนำตัวผู้ถ่ายหรือนำประจักษ์พยานมาเบิกความประกอบให้เห็นถึงความเกี่ยวข้องภาพมาเปรียบเทียบ กับจำเลย หลักฐานดังกล่าว จึงไม่อาจยืนยันได้ว่า ภาพจากกล้องวงจรปิด และตัวจำเลยนั้น เป็นคนคนเดียวกัน มีเพียงคำให้การของจำเลยที่ให้การรับสารภาพ ซึ่งมีพิรุธเคลือบแคลงสงสัย ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย

จึงพิพากษากลับให้ยกฟ้องจำเลย แต่ให้คุมขังไว้ระหว่างฎีกา

โดยวันนี้มีญาติและเพื่อนของจำเลย รวมทั้งญาติผู้สูญเสียมาร่วมฟังคำพิพากษาด้วย

น.ส.พวงทิพย์ บุญสนอง ทีมทนายความจำเลย กล่าวว่า หลังจากนี้เตรียมที่จะยื่นขอประกันตัวนายวิวัฒน์จำเลยหลังจากศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง ซึ่งจากการประเมินเบื้องต้นคาดว่าการประกันตัวจะต้องใช้หลักทรัพย์ 3 ล้าน 7 แสนบาท ซึ่งแม้ตอนนี้เรายังไม่มีหลักทรัพย์แต่เชื่อว่ายังมีคนที่พร้อมจะช่วย โดยหลังจากศาลอุทธรณ์ยกฟ้องคดีนี้จำเลยเองรู้สึกดีใจมากที่ศาลพิพากษายกฟ้อง ส่วนหากอัยการโจทก์ยื่นฎีกาเข้ามา ทางทนายความก็เตรียมที่จะแก้ฎีกา แต่หากไม่ยื่นฎีกาตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดคดีก็จะถือเป็นที่สิ้นสุดที่ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง

เมื่อถามว่าผลคำพิพากษาเกินความคาดหมายหรือไม่ น.ส.พวงทิพย์กล่าวว่าเราทราบอยู่แล้วว่าข้อเท็จจริงคดีนี้เป็นอย่างไร และมีพยานหลักฐานอะไรบ้าง ซึ่งอาวุธปืนที่ทำให้มีคนบาดเจ็บเป็นปืนกระบอกอื่นไม่ใช่ของจำเลย

น.ส.เอื้องฟ้า แซ่ลิ้ว ลูกสาวนายอะแกว ผู้เสียชีวิตซึ่งขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม เปิดเผยหลังฟังคำพิพากษาทั้งน้ำตาว่า รู้สึกเสียใจไม่คิดว่าศาลจะยกฟ้อง หลังจากนี้ทนายความจะยื่นหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อสู้คดีถึงที่สุดต่อไป ตนก็หวังว่าจะได้รับความเป็นธรรม คดีนี้จับคน ร้ายได้เพียงคนเดียว ส่วนเหตุการณ์ในวันนั้น นายอะแกว บิดาได้มาหาตนที่ทำงานและถูกลูกหลงเสียชีวิต ซึ่งบิดาตนไม่เคยไปร่วมชุมนุมทางการเมืองกับกลุ่มไหน

นายพงษ์ศักดิ์ อินทุโสมา อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 4 กล่าวว่า หลังจากนี้จะต้องนำคำพิพากษาศาลอุทธรณ์มาดูรายละเอียดก่อนที่จะส่งอัยการสำนักงานศาลสูงพิจารณาว่าจะยื่นฎีกาต่อหรือไม่ ในขณะนี้ยังไม่สามารถระบุรายละเอียดที่ชัดเจนได้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน