เสี่ยรับเหมาทำกระจก แจงคดีลอตเตอรี่อลวน ยืนยันซื้อรางวัลที่ 1 จากพ่อค้าหวยที่นางรอง แถมซื้อชุด 3 คู่ 18 ล้านไม่ใช่ 2 คู่ 12 ล้านอย่างที่เป็นข่าว อธิบายชัดวันที่ซื้อไปรับเหมาทำกระจกที่บุรีรัมย์ก่อนแวะกินอาหารที่อ.นางรอง และแวะซื้อลอตเตอรี่ เลือกซื้อ 31 เพราะเป็นเลขหลวงปู่หมุน ที่วัฒนานคร ที่เพิ่งไปไหว้มา พอถูกรางวัลก็แบ่งให้ภรรยา 1 คู่ ตัวเองจึงไปขึ้นเงิน 12 ล้าน ส่วนภรรยาไปขึ้นอีกวันเพราะติดธุระ ด้านพ่อค้าสลากก็ยอมรับว่าทั้งคู่ที่อ้างถูกลอตเตอรี่ซื้อจากแผงของตน แต่จำไม่ได้ว่าใครซื้อเลขอะไร ยันหากซื้อจากแผงตนต้องซื้อชุด 3 ใบ

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

จากกรณีนายพันธุ์ศักดิ์ เสือชุมแสง อายุ 31 ปี ชาวบ้านวังกะโดน ต.หัวถนน อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ เข้าแจ้งความที่ สภ.นางรอง ว่าสลากกินแบ่งรัฐบาลหมายเลข 715431 งวดประจำวันที่ 16 ส.ค. 2560 จำนวน 2 ใบ ซึ่งถูกรางวัลที่ 1 เป็นเงิน 12 ล้านบาท ได้หายไป หลังเอาไปซ่อนไว้ใต้เครื่องเสียงภายในบ้านพัก แต่ถูกคนร้ายขโมยไปและถูกนำไปขึ้นเงินรางวัลแล้ว โดยผู้ที่ขึ้นเงินรางวัลเป็นสามีภรรยาชาวร้อยเอ็ด จนกระทั่งเจ้าหน้าที่สั่งอายัด และสอบสวนว่าลอตเตอรี่ดังกล่าวเป็นของใคร กันแน่

ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 28 ก.ย. นายสุวัช จันทร์พลาง อายุ 42 ปี ชาวบ้านปะทัดบุ ต.ปะทัดบุ อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ พ่อค้าขายลอตเตอรี่เปิดเผยว่า ยืนยันว่าไม่ได้กลับคำให้การ มีคนซื้อ 2 คนจริง คือ คนร้อยเอ็ด กับคนบุรีรัมย์ แต่ไม่ทราบว่าใครคือคนถูกตัวจริง

นายสุวัชกล่าวว่า โดยครั้งแรกนายพันธุ์ศักดิ์ เสือชุมแสง มาตามหาตนและสอบถาม ซึ่งก็จำได้ว่านายพันธุ์ศักดิ์ซื้อลอตเตอรี่จากแผงของตน เลยให้ข่าวว่าพร้อมเป็นพยาน ต่อมามีชายชาวจ.ร้อยเอ็ด มาหาตนอีก ก็จำได้เหมือนกันว่าเคยมาซื้อลอตเตอรี่ที่ อ.นางรองเป็นประจำ

นายสุวัชกล่าวว่า สำหรับลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 ในแผงของตน จริงๆ แล้วถูกรางวัลที่ 1 จำนวน 3 ใบ จำได้ว่าหากจะขายจะต้องขายครั้งละ 3 ใบ เพราะมันเป็นชุดเย็บไว้ด้วยกัน แต่กลับมีคนถูกเพียง 2 ใบที่กำลังมีปัญหา อยากทราบว่าใคร หากรู้ว่าใครเป็นคนถูกใบที่ยังไม่ได้เปิดเผยตัวอาจจะเป็นอีกหนึ่งตัวละครที่จะสามารถคลี่คลายปัญหาที่เกิดขึ้นได้ ทั้งนี้ ตนก็พร้อมจะให้การไปตามความจริง ไม่อยากให้สังคมตัดสินว่าตนเป็นคนกลับกลอก

นายสุวัชกล่าวว่า ตนยืนยันว่าลอตเตอรี่งวดประจำวันที่ 16 ส.ค.ที่ผ่านมา ที่มีคนถูกรางวัลที่ 1 จำนวน 2 ใบ เป็นเงินรางวัล 12 ล้านบาทนั้น ตนขายลอตเตอรี่ให้กับทั้ง 2 คนที่อ้างว่าถูกรางวัล 12 ล้านบาทจริง โดยขายให้กับนายพันธุ์ศักดิ์ที่ด้านหลังโรงพยาบาลนางรอง ส่วนเสี่ยที่นำสลากไปขึ้นเงิน ขายให้ที่ร้านส้มตำชื่อร้าน “ตำแหลก” อยู่ตรงข้ามกับปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งใน อ.นางรอง แต่จำไม่ได้ว่าใครซื้อเลขอะไร เพราะแต่ละวันก็ขายลอตเตอรี่ให้หลายคน ยืนยันได้เพียงว่าลอตเตอรี่ที่ถูกรางวัลที่ 1 งวดประจำวันที่ 16 ส.ค. ซื้อจากตนเองแน่นอน เพราะตนเองยังเก็บต้นขั้วไว้เป็นหลักฐาน พร้อมนำต้นขั้วมาโชว์ให้ผู้สื่อข่าวดูด้วย แต่ต้นขั้วที่ถูกรางวัลงวดดังกล่าวที่ซื้อจากตนเองมี 3 ใบ ส่วนอีก 1 ใบไม่รู้ว่าใครเป็นคนถูก

“หลังมีการเสนอข่าวเกี่ยวกับกรณีที่เกิดขึ้น ก็รู้สึกเครียดมากเพราะถูกโซเชี่ยลต่อว่าว่าเป็นคนพูดโกหก พูดกลับไปกลับมา ชี้แจงว่าตอนแรกผมไปเป็นพยานยืนยันว่านายพันธุ์ศักดิ์ซื้อลอตเตอรี่ เพราะตอนนั้นมีเพียงนายพันธุ์ศักดิ์ที่แสดงตัวว่าถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 ชุดที่ซื้อกับผม จึงรับปากไปเป็นพยานให้ ล่าสุดเมื่อวันที่ 26 ก.ย. มีเจ้าหน้าที่ตำรวจมา สอบถามว่ารู้จักกับเสี่ยคนที่ไปขึ้นเงินหรือไม่ ทันทีที่ผมเห็นหน้าก็ตอบว่าจำได้ เพราะเสี่ยคนดังกล่าวเคยมาซื้อลอตเตอรี่หลายพันบาท และเคยเจอกับเสี่ย 3 ครั้ง คือครั้งแรกก่อนหวยออก เพราะเป็นคนขายลอตเตอรี่ให้เสี่ยที่ร้านส้มตำ ครั้งที่สองประมาณวันที่ 20 ก.ย. เห็นเสี่ยมากินส้มตำที่ร้านเดิมช่วงที่ผมไปเดินขายลอตเตอรี่ ก็ยังถามเสี่ยว่าถูกลอตเตอรี่หรือเปล่า แต่เสี่ยก็ไม่ได้ตอบ และครั้งที่ 3 เจอเมื่อวันที่ 26 ก.ย.ที่ตำรวจไปถามว่ารู้จักเสี่ยหรือไม่” พ่อค้าขายลอตเตอรี่ กล่าว

นายสุวัชกล่าวว่า อยากจะขอความเห็นใจจากสังคมว่าตนเองไม่ได้พูดโกหก ที่พูดไปเป็นความจริงทั้งหมด สาบานว่าไม่ได้มีเอี่ยวหรือรับเงินจากเสี่ยที่ไปขึ้นเงินรางวัลอย่างแน่นอน จึงอยากให้ทั้ง 2 คนพูดความจริง เพื่อจะได้ไม่กระทบถึงคนอื่น

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ตำรวจสอบสวนแล้วเกือบทุกปาก รวมถึงต้นตอปัญหาคือวัยรุ่นวัย 15 ปีที่นายพันธุ์ศักดิ์อ้างว่าอาจจะเป็นคนขโมยไป ขณะนี้สอบผู้ปกครองไว้แล้วว่ามีส่วนเกี่ยวข้องมากน้อยแค่ไหน แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้

ต่อมานายวิทยา ธนทรัพย์สิน อายุ 44 ปี และนางขวัญศิริ ธนทรัพย์สิน สองสามีภรรยา อยู่บ้านเลขที่ 263 หมู่ 3 ต.สระคู อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด บุคคลที่ถูกระบุว่านำสลากที่ถูกรางวัลไปขึ้นเงิน เข้าพบพ.ต.อ.ไพศาล สุวรรณทา ผกก.สอบสวน กลุ่มงานสอบสวนบก.ภ.จว.บุรีรัมย์ เพื่อให้ปากคำเพิ่มเติม พร้อมนำรูปถ่ายลอตเตอรี่ที่ถูกรางวัลที่ 1 งวดประจำวันที่ 16 ส.ค. 2560 ซึ่งเป็นลอตเตอรี่แบบเก่างวดสุดท้ายมาเป็นหลักฐานยืนยันความบริสุทธิ์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยว่าตนถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 งวดวันที่ 16 ส.ค. 2560 หมายเลข 715431 จริง และถูก 3 คู่ เป็นเงิน 18 ล้านบาท ไม่ใช่ 2 คู่ 12 ล้านบาท

นายวิทยาระบุอีกว่า ตนมีอาชีพรับเหมาติดตั้งกระจกและอะลูมิเนียม ช่วงส.ค.มารับเหมางานที่ อ.โนนดินแดง จ.บุรีรัมย์ ก็จะเดินทางไปกลับระหว่างบุรีรัมย์-ร้อยเอ็ด และเมื่อวันที่ 12 ส.ค. ไปกับเจ้าของโรงน้ำแข็งเอราวัณ อ.โนนดินแดง ผู้ว่าจ้างติดตั้งกระจกและอะลูมิเนียม เพื่อหาซื้อวัสดุก่อสร้างใน อ.นางรอง จากนั้นแวะรับประทานอาหารที่ร้านตำแหลกในตัวอำเภอ ตรงข้าม ร.พ.นาง รอง ขณะนั้นมีพ่อค้ามาเดินเร่ขายลอตเตอรี่ ตนเห็นว่ามีเลขท้าย 31 ตรงกับป้ายทะเบียนรถของหลวงปู่หมุน วัดป่าหนองหล่ม อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว ที่เพิ่งไปกราบขอพรมา จึงซื้อไว้ 3 คู่

กระทั่งวันที่ 16 ส.ค. หลังออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล เวลาประมาณ 16.00 น. จึงตรวจรางวัลทางอินเตอร์เน็ตจากโทรศัพท์มือถือ ก็ทราบว่าถูกรางวัลที่ 1 จำนวน 3 คู่ ได้เงินรางวัล 18 ล้านบาท แต่ไม่ได้ไปลงบันทึกไว้เป็นหลักฐาน เพราะไม่อยากเป็นข่าวเนื่องจากกลัวความไม่ปลอดภัย

จากนั้นวันที่ 23 ส.ค. จึงขึ้นเงินที่กองสลากฯ เพียง 2 คู่ เป็นเงิน 12 ล้านบาท ส่วนอีกใบให้ภรรยาที่เป็นผู้ดูแลร้านรับติดตั้งกระจกและอะลูมิเนียมอยู่ที่ อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด นำไปขึ้นเงินรางวัล 6 ล้านบาท ในวันที่ 24 ส.ค.

สาเหตุที่แยกกันไปคนละวัน เพราะภรรยามีนัดพาพ่อไปหาหมอในวันที่ 24 ส.ค.พอดี หลังจากนั้นตนยังเดินทางไปทำงานที่ อ.โนนดินแดง และแวะซื้อลอตเตอรี่กับพ่อค้าเร่คนเดิมอีก 5 ใบ เพราะหวังว่าจะดวงเฮงอีก ซึ่งพ่อค้าก็เหมือนจะจำหน้าได้ จึงถามว่าเฮียใช่ไหมที่ถูกรางวัลที่ 1 งวดวันที่ 16 ส.ค. 3 ใบ จึงตอบไปว่า ไม่ใช่ เพราะไม่อยากให้ใครรู้เพราะกลัวเรื่องความปลอดภัย

“ยืนยันว่าลอตเตอรี่ที่ถูกรางวัลงวด ดังกล่าวเป็นของผมที่ซื้อเอง และไม่เคยรู้จักกับนายพันธุ์ศักดิ์ที่แจ้งความอ้างว่าสลากฯ หาย รวมทั้งเด็กผู้ชายอายุ 15 ปี ที่ถูกสงสัยว่าเป็นคนขโมยสลากฯ ก็ยืนยันว่าไม่รู้จัก ไม่เคยเห็นหน้า กรณีที่เกิดขึ้นอยากฝากสังคมและ ผู้ที่ติดตามข่าวสาร ขอให้ฟังข้อมูลให้รอบด้าน อย่าเพิ่งตัดสินว่าใครผิดใครถูก เพราะหลังจากมีการนำเสนอข่าวในทำนองที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงทำให้ตนเองและครอบครัวได้รับความเสียหาย ซึ่งผมพร้อมพิสูจน์ความจริงทุกอย่าง” นายวิทยากล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน