สถานการณ์โควิด ยังไม่สามารถควบคุมการระบาดได้ ทำให้ต้องมีการใช้มาตรการเข้มงวดขึ้นเป็นลำดับ โดยล่าสุดกำลังจะมีการประกาศให้ 28 จังหวัดเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุด และจะมีมาตรการกำกับว่าต้องปิดสถานที่อะไร อย่างไร โดยเฉพาะร้านอาหาร ที่มีแนวโน้มว่าจะห้ามนั่งกินในร้าน ส่วนผับบาร์ ต้องปิดดำเนินการ ทำให้มีกระแสออกมาคัดค้านจากผู้ประกอบการ

โดยหนึ่งในผู้ประกอบการร้านชาบูดัง เพจ Torpenguin – ผู้ชายขายบริการ ซึ่งแบ่งปันประสบการณ์ในการทำธุรกิจ ได้โพสต์ถึงประเด็นที่ภาครัฐควรคำนึง คือ ต้นทุนของผู้ประกอบการส่วนใหญ่ อยู่ที่ค่าเช่า แต่ที่ผ่านมา กลับ ได้รับผลกระทบอย่างหนัก ซึ่งผู้เช่าก็ไม่ได้ลดให้ หรือ ลดให้ก็กลับมาคิดค่าเช่าย้อนหลังก็มี

สำหรับการระบาดรอบใหม่ ผู้ประกอบการ ได้แสดงความคิดเห็นว่า “หลังจากที่รัฐบาลประกาศ Lock down ในบางพื้นที่และเฝ้าระวังในหลายจังหวัดโดยเฉพาะในกรุงเทพฯเอง ที่ตอนนี้อาจยังไม่ Lock down แต่ก็มีแนวโน้มสูงที่จะปิดหากตัวเลขผู้ติดเชื้อยังไม่ลด

เชื่อได้ว่าตอนนี้ทุกร้านอาหารคงพยายามควบคุมต้นทุนทุกอย่างให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่ว่าจะเป็นการสั่งวัตถุดิบแค่พอดีใช้ การควบคุมพนักงานไม่ให้มีเกินความจำเป็นและเริ่มได้ยินว่าบางร้านก็เริ่มมีการให้พนักงานออกกันบ้างแล้ว

แต่ค่าใช้จ่ายตัวนึงที่เป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่และลดยากมากหรือแทบจะลดไม่ได้เลยก็คือ “ค่าเช่า”

ช่วงสถานการณ์ Lock down ครั้งก่อนที่รัฐบาลสั่งปิดห้างทั้งหมดหลายห้างที่ประกาศลดค่าเช่าให้ร้านค้า จนป่านนี้หลายที่ยังเจรจาค่าเช่าย้อนหลังกันไม่จบ หลายร้านกลับถูกเรียกเก็บย้อนหลังในอัตราค่าเช่าเต็มหรือลดราคาน้อยกว่าที่ประกาศไว้ในตอนแรก

พอภาครัฐประกาศเปิดประเทศเหมือนเดิมค่าเช่าก็เด้งกลับมาในอัตราค่าเช่าเต็มทันที โดยที่ลูกค้ากลับน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ช่วงที่ผ่านมาผู้เช่าเองก็แบกรับต้นทุนก้อนนี้ไปเต็มๆ และในช่วงที่ภาครัฐออกมาตรฐานคุมเข้มแต่ไม่ปิดห้างแบบนี้ มุมนึงก็ทำให้ผู้ประกอบการยังพอจะขายได้อยู่บ้างถึงแม้ลูกค้าจะหายไปกว่า 50% ก็ตาม

แต่สิ่งที่จะตามมาก็คือ ต้นทุนค่าเช่าที่บวมจนอาจเป็น 30-40% ของยอดขาย ซึ่งพอไม่มีมาตรฐานปิดห้างนั้นก็ทำให้ห้างเองมีเหตุผลที่จะไม่ลดค่าเช่าให้กับผู้ประกอบการเพราะถือว่ายังเปิดให้บริการตามปกติ ครั้นจะให้ผู้เช่าตัวเล็กๆไปต่อรองเจ้าของห้างเองก็เป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้หากไม่ใช้เชนร้านอาหารขนาดใหญ่

ในมุมธุรกิจเข้าใจได้ว่าห้างเองก็มีต้นทุนที่สูงในการดำเนินการ แต่หากภาครัฐเข้าใจกลไกธุรกิจดีพอ บางทีอาจไม่จำเป็นต้องออกมาตรฐานอะไรเยียวยาผู้ประกอบการเหมือนในรอบแรกเลย แต่แค่เรียกเจ้าของห้างสรรพสินค้าทั้งรายใหญ่รายเล็กทั้งหลายมาพูดคุยเพื่อลดค่าเช่าลงให้สอดคล้องกับรายได้ที่หายไป แล้วอาจไปช่วยเจ้าของห้างในมุมอื่นแทน ก็จะทำให้วงจรเศรษฐกิจยังขับเคลื่อนไปได้

เหล่านี้เป็นเพียงข้อเสนอจาก SME ตัวเล็กๆที่ไม่ได้มีเงินทุนเหมือนกับธุรกิจขนาดใหญ่ทั้งหลาย และไม่อยากเห็น SME ต้องทยอยเลิกธุรกิจไปรวมถึงถูกแบรนด์ใหญ่ไล่ซื้อธุรกิจเพราะเพียงแค่สายป่านยาวไม่พอ”


ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน