เป็นภาพชินตาของคนไทย ที่เมื่อเห็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ทรงเดินทางไปปฏิบัติพระราชกรณียกิจในสถานที่ต่างๆ จะมีกล้องถ่ายภาพติดพระวรกายไปด้วยเสมอ พระองค์ทรงสนพระราชหฤทัยการถ่ายภาพมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ พระองค์ทรงเริ่มถ่ายภาพตั้งแต่มีพระชนมายุเพียง 8 พรรษา และถือเป็นของเล่นอย่างหนึ่งเช่นเดียวกับการประดิษญ์งานฝีมือต่างๆ เช่น เมื่อทรงประดิษฐ์เรือรบจำลองก็ทรงจัดฉากถ่ายภาพเรือรบให้เหมือนอยู่ในน้ำจริงๆด้วย
โดยภาพถ่ายฝีพระหัตถ์มักปรากฏตามนิตยสารต่างๆ เช่น เมื่อ พ.ศ.2483 ทรงส่งภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ไปลงพิมพ์ในนิตยสารแสตนดาร์ดของพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเปรมบุรฉัตร แม้ขึ้นครองราชย์แล้วก็ยังทรงถ่ายภาพไปลงนิตยสารอยู่ ทรงมีพระราชดำรัสด้วยพระอารมณ์ขัน ว่า “ฉันเป็นกษัตริย์ก็จริง แต่ฉันยังมีอาชีพเป็นช่างภาพของหนังสือพิมพ์แสตนดาร์ด ได้เงินเดือนเดือนละ 100 บาทตั้งหลายปีมาแล้ว จนบัดนี้ไม่เห็นเขาขึ้นเงินเดือนให้สักที เขาคงถวายเดือนละ 100 บาท เรื่อยมา” (ศูนย์วัฒนธรรม,2530: 95 )
ทั้งนี้ เมื่อ 2532 มีการจัดทำหนังสือ ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขึ้น เนื่องในวโรกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ และพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก โดยมีสมเด็จพระเทพฯ ได้เขียนคำนำไว้ตอนหนึ่งว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงถ่ายภาพ และเห็นภาพฝีพระหัตถ์ในสมุดเก็บภาพซึ่งจะทรงจัดภาพโดยมีหมายเลขประจำภาพ ในตอนแรกจะทรงทำด้วยพระองค์เอง ภายหลังจึงทรงสอนให้มหาดเล็กทำถวาย ภายในสมุดภาพมีหลายอย่าง เช่น รูปครอบครัว พระราชพิธี ทิวทัศน์ การเสด็จเยี่ยมราษฎรในที่ต่าง”

ในหมู่เมฆ ทรงถ่ายภาพระหว่างประทับอยู่บนเครืองบินพระที่นั่ง เสด็จไปยัง จ.เชียงใหม่ เมื่อปี 2527 โดยเครื่องบินทั้งสองลำเป็นเครื่องบินคุ้มกันของกองทัพอากาศไทย

วงล้อโพงน้ำ ที่บริเวณเขื่อนเก็บน้ำบ้านช่อแล อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ซึ่งมีสมเด็จพระเทพฯ กำลังบันทึกข้อมูล

ฟ้าสีฝุ่น ทางเสด็จพระราชดำเนินเมื่อปี 2525 ขณะที่ขบวนเสด็จพระราชดำเนินผ่าน บ้านแม่สา ต.โป่งแยง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่

ป่านี้มีโรค เมื่อปี 2525 ที่หมู่บ้านหนองหอย อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ขณะที่ทรงพระราชดำเนินเข้าไปในป่าบนดอยสูง และทรงพบต้นไม้ถูกตัดระเกะระกะ
ที่มาจากหนังสือ หนังสือ ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว










