“พ่อ-แม่”น้องเมย รับอวัยวะส่งชันสูตร นิติวิทยาฯ จัด 6 หมอจาก 3 โรงพยาบาลดัง ร่วมทีมผ่า คาดอีก 1 สัปดาห์รู้ผล พี่สาวยังติดใจร.พ.พระมงกุฎฯ เก็บชิ้นเนื้อไปตรวจได้ผลอะไรบ้าง ด้านพ่อพ้อรัฐมนตรีพูดไม่ให้เกียรติ “ตู่”ป้อง”ป้อม” ไม่ได้ตั้งใจพูด กองทัพตั้งรองเสธ. คุมสอบหมดทั้งเหตุตาย-ไลน์หลุด ยันถ้ามีซ่อมน้องเกินกว่าเหตุ ก็ต้องรับโทษ

พ่อ-แม่รับอัวยวะน้องเมย

จากกรณีนายภคพงศ์ ตัญกาญจน์ หรือ น้องเมย นักเรียนเตรียมทหารชั้นปีที่ 1 เสียชีวิต ท่ามกลางความสงสัยของครอบครัวถึงสาเหตุการตาย จนนำศพไปผ่าพิสูจน์และพบว่าสมอง หัวใจ และกระเพาะอาหารหายไป จนทางสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ต้องทำหนังสือแจ้งพนักงานสอบสวนให้ส่งคืนอวัยวะที่หายไป เพื่อนำมาผ่าชันสูตร ขณะที่กองบัญชาการทหารสูงสุด ต้นสังกัดโรงเรียนเตรียมทหาร แถลงชี้แจงว่า เสียชีวิตจากปัญหาสุขภาพของนักเรียนเอง พร้อมตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงกรณีไลน์ข้อความจากน้องเมยระบุป่วยเพราะถูกซ่อม

เมื่อวันที่ 23 พ.ย. ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า นายพิเชษฐ นางสุกัลยา และน.ส.สุพิชชา ตัญกาญจน์ บิดา มารดา และ พี่สาวของ”น้องเมย” นตท.ภัคพงศ์ พร้อมด้วยพ.ต.อ.นิพนธ์ พานิชเจริญ รองผบก.จว.นครนายก และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองนครนายก ได้เดินทางมารับชิ้นส่วนอวัยวะของน้องเมยที่ห้องรับศพของทางโรงพยาบาล

พระมงกุฎแจงเหตุเก็บชิ้นเนื้อ

พล.ต.ธารา พูนประชา ผอ.พยาธิวิทยา ศูนย์อำนวยการแพทย์พระมงกุฎเกล้า เปิดเผยว่า ในทางกฎหมายอนุญาตให้เก็บอวัยวะอยู่แล้ว โดยไม่ต้องขอความยินยอม เพราะเป็นวัตถุพยาน ต้องไม่ให้ใครมาทำลายวัตถุพยาน และขออธิบายว่าเพราะเหตุใดถึงไม่ขออนุญาตญาติ หากป่วยตายในโรงพยาบาล ต้องขออนุญาตจากทางญาติของผู้เสียชีวิต แต่กรณีดังกล่าวเป็นการตายผิดธรรมชาติ มีทั้งหมด 5 ประเภท คือ 1.ฆาตกรรม 2.ถูกทำให้ตาย 3.ฆ่าตัวเองตาย 4.กินยาพิษ และ 5.ตายโดยไม่รู้สาเหตุ จึงเป็นกฎหมายที่ให้ทางนิติเวชเก็บอวัยวะไว้ได้

พล.ต.ธารากล่าวอีกว่า กรณีดังกล่าวก็ถือเป็นบทเรียนของทางเจ้าหน้าที่ว่าการดูแลศพ ก็ต้องดูแลจิตใจคนไข้ด้วย ที่แพทย์ให้สัมภาษณ์ไปนั้น คือรู้แล้วว่าหัวใจล้มเหลวอย่างเฉียบพลัน แต่จะมีคำวินิจฉัยทางการแพทย์คือ ไฮเปอร์โทรฟี่ ซึ่งเป็นการเรียงของเส้นกล้ามเนื้อหัวใจผิดระเบียบ พอมีการเรียงผิดระเบียบ ก็จะทำให้เกิดแผลเป็น และแผลเป็นนี้จะไปกดไฟฟ้าของหัวใจ ปกติหัวใจจะทำงานในระบบไฟฟ้า

“จะรู้ได้อย่างไรว่าอวัยวะชิ้นส่วนเหล่านี้เป็นของคนไข้หรือไม่ ต้องทำการตรวจสอบยีน ซึ่งมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ขอบอกก่อน ว่าผมไม่มีส่วนได้ส่วนเสียในกรณีดังกล่าว และไม่จำเป็นต้องไปปกป้องโรงเรียนเตรียมทหาร ผมเหมือนเสาหลัก ไม่มีเอนเอียงไม่มีใครมาบังคับได้ และถ้าหากโดนบังคับผมจะลาออก เพราะเราต้องเคารพศพที่เสียชีวิตและญาติของผู้เสียชีวิต ครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนของทางหน่วยงานที่เราดูแค่ศพและลืมนึกถึงจิตใจญาติ ทั้งนี้ จะกลับไปพัฒนาปรับปรุงให้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ขอแสดงความเสียใจกับทางครอบครัวด้วยจริงๆ” พล.ต.ธารากล่าว

พี่อยากรู้เอาไปตรวจอะไรบ้าง

ด้านน.ส.สุพิชชากล่าวว่า กรณีดังกล่าวแปลว่าทางกฎหมายก็ไม่ได้มีบรรทัดฐานอะไรที่บอกว่าต้องขออนุญาตญาติก่อนแบบนั้นหรือ จากที่ฟังคุณหมอพูดเหมือนคุณหมอยังทำไม่เสร็จ ถ้าให้คุณหมอทำต่ออาจจะได้ข้อมูลเพิ่มเติม แล้วทำไมถึงมีผลรายงานออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว กรณีที่ยังไม่สามารถสรุปผลได้ก็สามารถใช้หลายคำที่หลีกเลี่ยง อาทิ ผลยังไม่แน่ชัด ยังไม่สามารถให้คำตอบได้ ควรใช้คำแบบนี้มากกว่าที่จะสรุปผลว่าคนไข้เป็นโรคอะไร อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ทางครอบครัวต้องการเพียงแค่ผลรายงานชิ้นส่วนอวัยวะว่ามีอะไรบ้าง และทำอะไรไปแล้วบ้าง ทั้งนี้ ต้องชี้แจงว่าตนและทางครอบครัวไม่ได้มาเร่งเพราะเข้าใจว่าเสร็จแล้วเนื่องจากผลชันสูตรออกมาเป็นรายงานแล้วจึงมาขอรับอวัยวะคืน

นายพิเชษฐเปิดเผยว่า ขอบคุณพล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ได้พูดว่า ให้เอาตัวคนผิดมาลงโทษให้ได้ ส่วนพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรมว.กลาโหม พูดว่าเป็นโรคฮีตสโตรกมั่ง เป็นทหารต้องอดทนมั่ง และผบ.ทสส.ได้ออกมาพูดว่าแถลงข่าวก็ดี คือท่านพูดได้อย่างไร ไม่เห็นคุณค่าของลูกตนเลยเหรอ ลำพังลูกเสียชีวิตครอบครัวก็เสียใจพอแล้ว ต้องให้แม่มายืนร้องไห้ทุกวันๆ ต่อหน้านักข่าว

พ่อโอดให้เห็นหัวอกพ่อด้วย

นายพิเชษฐกล่าวต่อว่า ท่านลองดูสภาพครอบครัวตนสิครับ ไหนจะผอ.โรงพยาบาลเตรียมทหารที่ออกมาพูดว่ามีการสื่อสารผิดพลาดมั่ง และพูดว่า ไม่รู้ว่าจะไปผ่ารอบสอง ลักษณะการพูดแบบนี้มันคืออะไร ให้ทางโรงเรียนเขาตอบ หัวอกคนเป็นพ่อถ้าลูกคุณตาย คุณจะเสียใจหรือไม่ แค่มาเรียนเป็นนักเรียนเตรียมทหาร มากิน มานอน มาออกกำลัง ถึงขนาดจะต้องเสียชีวิตเลยหรือ ก็อยากฝากถึงผู้ใหญ่ในประเทศที่บอกว่าลูกตนไม่อยากเรียนมั่ง อะไรมั่ง มีโรคประจำตัว ต่างๆ นานา

“ผมก็เคยโดน ผมรู้สึกน้อยใจ ท่านพล.อ.ประวิตรไม่น่าจะให้ข่าวในลักษณะแบบนั้นเลย และยังตีราคาลูกผมต่ำไปนิดนึง เหมือนไม่มีราคา ไม่ให้เกียรติต่อครอบครัวผมเลย” นายพิเชษฐกล่าว

นายพิเชษฐกล่าวด้วยว่า อย่างหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน หรือหัวใจวาย ก็ยังไม่มีใครให้คำตอบได้ว่าเกิดจากอะไร ก็ได้ยินแต่คำตอบแบบเดิมๆ จากที่ไหนก็ดี และสิ่งที่ไม่พอใจคือคุณเก็บอวัยวะลูกของตนโดยที่ไม่บอก ถ้าเผาไปแล้วคุณจะให้รู้สึกอย่างไร เผาลูกไปทั้งที่อวัยวะไม่ครบ

นิติวิทยารับมอบอวัยวะแล้ว

เวลา 13.00 น. ที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ นายพิเชษฐพร้อมครอบครัว และพนักงานสอบสวนเจ้าของคดี ได้นำอวัยวะของนายภคพงศ์จำนวน 2 กล่องมาส่ง โดยมีนายสมณ์ พรหมรส ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และทางทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญคอยรับเรื่องพร้อมอธิบายขั้นตอนของการตรวจอีกครั้ง

นายสมณ์กล่าวว่า วันนี้ขั้นตอนแรกได้ตรวจแล้วว่าอวัยวะที่ส่งมาได้มีอะไรบ้าง พบว่ามี หัวใจ สมอง ตับ ม้าม กระเพาะ ปอด และอีกหลายอย่างให้แพทย์ตรวจสภาพอวัยวะว่าสมบูรณ์ครบถ้วนหรือไม่ ขั้นตอนที่ 2 ตรวจชิ้นเนื้อบางส่วนของอวัยวะว่าดีเอ็นเอตรงกับน้องเมยหรือไม่ และขั้นตอนที่ 3 จัดตั้งทีมผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วย

จัดหมอ 3 ร.พ.ร่วมชันสูตร

นายสมณ์กล่าวอีกว่า เบื้องต้นมีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการตรวจอวัยวะ 3 ท่าน แต่ ตอนนี้เพื่อความมั่นใจและถูกต้องมีการเพิ่มทีมแพทย์ที่มีผู้เชี่ยวชาญภายนอกทางด้านพยาธิสมอง พยาธิหัวใจ และทางด้าน นิติเวช มาช่วยด้วย รวมกัน 3 สถาบัน ได้แก่ โรงพยาบาลรามาธิบดี, โรงพยาบาลศิริราช และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ รวมแล้วมีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด 6 คน ร่วมกันตรวจชันสูตรเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิต

นายสมณ์กล่าวต่อว่า หลังจากนี้จะติดต่อผู้เชี่ยวชาญ จากนั้นจะเริ่มดำเนินการทันที ตามมาตรฐานของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์จะชันสูตรและหาสาเหตุการเสียชีวิต โดยใช้เวลาภายใน 7 วัน ซึ่งญาติบอกว่าไม่รีบร้อน แต่ต้องการทราบสาเหตุที่ชัดเจนและถูกต้องที่สุด คาดว่าภายในระยะเวลา 7 วันจะรายงานผลให้กับร้อยเวรและญาติ ส่วนกรณีซี่โครงหัก รอยช้ำนั้นยังไม่ได้รับรายงานจากโรงพยาบาลพระมงกุฎฯ

นายพิเชษฐกล่าวว่า วันนี้ได้นำชิ้นเนื้อมาให้ทางทีมแพทย์สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ตรวจอีกครั้งเพื่อความมั่นใจในการเสียชีวิตของลูกชาย ส่วนรายละเอียดอื่นต้องรอให้ทีมแพทย์ตรวจก่อนจึงจะให้ข้อมูลได้ ซึ่งในวันนี้คงพูดอะไรไม่ได้มากเพราะผลการตรวจยังไม่ออกมา ต้องให้เวลาทางทีมผู้ตรวจทำงานอย่างเต็มที่ ขอบคุณสื่อทุกแขนง

กองทัพสอบไลน์หลุด-เหตุตาย

วันเดียวกัน พล.ท.ณตฐพล บุญงาม โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย กล่าวถึงกรณีที่พล.อ.ธารไชยยันต์ ศรีสุวรรณ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) สั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง กรณีข้อความในโลก โซเชี่ยล กรณีนตท.ภคพงศ์ระบุในไลน์โดนรุ่นพี่ซ่อมว่า ในเบื้องต้นพล.ต.กนกพงษ์ จันทร์นวล ผู้บัญชาการโรงเรียนเตรียมทหาร ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนถึงสาเหตุการเสียชีวิตไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นประเด็นการตรวจสอบข้อมูลถึงการซ่อมน้องเมยของรุ่นพี่ หรือข้อมูลการตรวจของทางการแพทย์ เพื่อนำข้อมูลทั้งหมดรายงานต่อผู้บังคับบัญชาในภาพรวมไปแล้ว

พล.ท.ณตฐพลกล่าวอีกว่า ในวันนี้พล.อ. ธารไชยยันต์มีคำสั่งแต่งตั้งให้ พล.อ.อ.ชวรัตน์ มารุ่งเรือง รองเสนาธิการทหาร เป็นประธานคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงในการเสียชีวิตของนตท.ภคพงศ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมกำชับให้ตรวจสอบถึงความคืบหน้าต่างๆ ในภาพรวม โดยคณะกรรมการประกอบด้วย เจ้าหน้าที่จากกรมกำลังพลทหาร คณะแพทย์จากสำนักงานแพทย์ โดยเริ่มลงไปรับทราบข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของนตท.ภคพงศ์ ตั้งแต่วันที่เกิดเหตุจนกระทั่งวันเสียชีวิต รวมถึงคลิปต่างๆ ที่เผยแพร่จากเพื่อน หรือทางญาติ นอกจากนี้จะตรวจสอบถึงข้อมูลทางการแพทย์อย่างละเอียดอีกครั้ง นอกจากนี้จะตรวจสอบถึงเรื่องการซ่อมของรุ่นพี่ด้วยว่าทำเกินกว่าเหตุหรือไม่ เพราะมีระเบียบปฏิบัติห้ามทำอะไรที่เกินกว่าเหตุอยู่แล้ว ซึ่งใครทำผิดก็จะต้องรับโทษตามระเบียบ เพราะทางโรงเรียนเตรียมทหารเรามีระเบียบที่เคร่งครัดถึงการซ่อมรุ่นน้องของรุ่นพี่

เร่งนัดญาติมาทำความเข้าใจ

พล.ท.ณตฐพลยังกล่าวถึงกรณีที่ทาง ครอบครัวนตท.ภคพงศ์ ติดต่อขอพบพล.อ.ธารไชยยันต์ เพื่อสอบถามสาเหตุการเสียชีวิตว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับการประสานจากครอบครัว แต่ที่ผ่านมาทางกองทัพไทยและสมาคมโรงเรียนเตรียมทหารมีความพยายามที่จะติดต่อทางญาติมาโดยตลอด เพื่อขอทำความเข้าใจและพูดคุยร่วมกัน ทั้งนี้หากมีการประสานเข้ามาที่ตนก็จะรายงานให้กับผบ.ทสส. ได้รับทราบต่อไป

พล.อ.ธารไชยยันต์ ศรีสุวรรณ ผบ.ทสส. ระบุว่า ทางสมาคมผู้ปกครอง โรงเรียนเตรียมทหาร ได้ประสานไปยังครอบครัวของนตท.ภคพงศ์แล้ว แต่ยังไม่มีการตอบรับจากครอบครัว ว่าจะเข้าพบเมื่อใด แต่โดยกำหนดการทางกองบัญชาการกองทัพไทย เชิญมาพบวันที่ 24 พ.ย. หากคืบหน้าอย่างไรจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง

“ตู่”ป้องป้อม-ไม่ได้ตั้งใจ

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์หลังพล.อ.ธารไชยยันต์เข้าพบว่า ผบ.ทสส.มาเพื่อเชิญไปงานมงคลสมรสของลูก ส่วนเรื่องการเสียชีวิตนายภัคพงค์ ผบ.ทสส.แจ้งว่าวันนี้จะเชิญครอบครัวมาพูดคุยเพื่อหาทางออกและทำความเข้าใจกัน

เมื่อถามว่ารู้สึกอย่างไรกับประโยคที่ระบุว่าถ้าไม่อยากเจอหนักแบบนี้ก็ไม่ต้องมาเรียนเตรียมทหาร พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “คุณจะว่ารองนายกรัฐมนตรีใช่ไหม ท่านก็บอกแล้วว่าไม่ได้ตั้งใจตอบแบบนั้น บางทีสื่อก็ถามให้อารมณ์เสีย ท่านไม่ได้ตั้งใจตอบแบบนั้น ผมก็ผ่านมาหมดแล้ว”

อุ้มระบบซ่อม-มีบรรทัดฐาน

ผู้สื่อข่าวถามถึงการปรับระเบียบเรื่องซ่อมธำรงวินัย พล.อ.ประยุทธ์ได้เดินเข้ามาหาคนที่ถาม พร้อมย้อนถามว่า ว่าไง มันเป็นอย่างไรเหรอ เมื่อถามต่อว่า บางทีรุ่นพี่ก็ซ่อมหนักไปและอยู่นอกสายตาผู้ใหญ่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เขามีบรรทัดฐานอยู่ บางคนเขาก็ผ่านกันมาแล้ว ฉะนั้นเขารู้ว่าอะไรเป็นอะไร ถ้าเราไปแก้ปัญหาผิดวิธีก็ไม่ได้ ก็จะเสียหายกันหมด วันนี้ต้องมองว่าเราทำอย่างไรกับเรื่องเหล่านี้ คนรุ่นใหม่ควรที่จะต้องเป็นอย่างไร โอเคทุกอย่างเจริญมามากแล้ว แต่ลองไปดู ต่างประเทศว่าเขามีหลักสูตรแบบนี้ เขามีธำรงวินัยแบบนี้ไหม เขามีทั้งหมด ส่วนจะมีหรือไม่มีต่อไปก็เป็นเรื่องของกองทัพ

“ถ้าฝึกแบบธรรมดาก็จะได้คนธรรมดาออกมา ไม่มีความอดทน ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ต้องไม่ทำให้เกิดความสูญเสียมันคนละเรื่องกัน” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

อังคณาแนะพูดความจริงกับญาติ

วันเดียวกัน นางอังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) กล่าวถึงการเสียชีวิตของนายภคพงศ์ว่า การที่ญาติยังมีความข้องใจเกี่ยวกับสาเหตุการเสียชีวิต ก็เป็นสิทธิของญาติที่จะผ่าศพพิสูจน์อีกกี่ครั้งก็ได้ เหมือนกับกรณีของนายห้างทอง ธรรมวัฒนะ ที่ผ่าพิสูจน์หลายครั้ง ส่วนญาติผู้เสียหายหากรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม สามารถร้องต่อกสม.ได้ กสม.จะเข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งจะตรวจสอบได้ว่ามีการละเมิดหรือไม่ แต่ก็ยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะผู้ที่เห็นเหตุการณ์ คือนักเรียนนายร้อยด้วยกัน ซึ่งอยู่ที่ว่าจะพูดหรือไม่ เพราะอาจจะอ้างเรื่องวินัย พูดไม่ได้ เป็นความลับราชการ ก็ยากจะหาหลักฐาน นอกจากหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ว่าเกิดจากสาเหตุอะไร

“จริงๆ เรื่องนี้ถ้าหากเจ้าหน้าที่ระดับสูงคิดว่า เป็นเรื่องที่ควรจะเยียวยาครอบครัวเขาก็ควรบอกความจริงกับเขาดีกว่า” นางอังคณากล่าว

ชี้ระบบซ่อมเข้าข่ายละเมิด

เมื่อถามว่ากรณีดังกล่าวถือว่าเข้าข่ายละเมิดหรือไม่ นางอังคณากล่าวว่า ต้องสรุปชัดเจนก่อนว่านายภคพงศ์ตายเพราะอะไร หากเสียชีวิตโดยไม่ได้มีใครไปทุบทำร้ายเขา แต่เสียชีวิตเพราะถูกบังคับให้กระทำอย่างใดอย่างหนึ่งจนร่างกายรับไม่ไหว ก็ต้องถือว่าเขาเสียชีวิตโดยการที่มีคนซึ่งมีอำนาจบังคับให้เขาต้องทำแบบนั้น ซึ่งคนที่มีอำนาจคนนั้นก็ต้องรับผิดชอบ

นางอังคณากล่าวอีกว่า ส่วนที่ทหารอ้างว่าเรื่องธำรงวินัยเป็นเรื่องปกติที่จะฝึกวินัย ความอดทนของนักเรียนใหม่ ก็เห็นว่า ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านทรมานแล้วทั้งปี”50 และปี”52 ซึ่งประเทศก็มีภาระผูกพันที่ต้องทำตามอนุสัญญานี้ และอนุสัญญาต่อต้านทรมานของสหประชาชาติก็ระบุไว้ว่า ไม่ว่าสถานการณ์ใด รวมถึงสภาวะสงคราม การทรมานไม่สามารถเอามาใช้เป็นเหตุผลที่จะกระทำกับบุคคลอย่างไรก็ไม่ได้ อีกทั้งปัจจุบันมีร่างกฎหมายทรมานสูญหายที่ขณะนี้อยู่ในชั้นการแก้ไขของกระทรวงยุติธรรม หลังจากที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติให้นำกลับไปปรับปรุงเนื้อหา โดยตามร่างกฎหมายนี้การทรมานทำไม่ได้ไม่ว่าในสถานการณ์ใดๆ และการทรมานตามนิยามไม่ได้หมายถึงการทรมานด้านร่างกายอย่างเดียว แต่หมายรวมถึงการทรมานด้านจิตใจ การบังคับขู่เข็ญด้วย

ย้ำทรมานเป็นอาชญากรรม

“ฉะนั้นการธำรงวินัย เช่นการชกท้อง หรือบังคับให้ทำอะไรหนักๆ เกินกว่าร่างกายจะรับไหว มันก็เข้าข่ายเป็นการทรมานอยู่แล้ว ซึ่งก็ทำไม่ได้ ก็เป็นคำถามที่ท้าทายทางทหารเหมือนกันว่า ต่อไปเรามีกฎหมายต่อต้านการทรมานแล้ว เรายังบอกว่าธำรงวินัยเป็นวัฒนธรรมของโรงเรียนที่จะต้องรักษาไว้ให้ยังคงอยู่อีกหรือ เพราะถ้ากฎหมายทรมานสูญหายมีผลบังคับใช้ วิธีการที่เป็นการบังคับจิตใจหรือทำให้เกิดความทุกข์ทรมานร่างกาย จิตใจ ผิดกฎหมายหมดเลย เพราะถือว่าเป็นอาชญากรรม”นางอังคณากล่าว

นางอังคณากล่าวอีกว่า การจะทำให้คนรู้รักษาวินัย มีวิธีการการอื่นๆ อีกมากมาย และประเพณีวัฒนธรรมอะไรที่ไม่ดี ไม่ถูกต้องก็ควรจะปรับปรุง ซึ่งรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเอาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็น บทเรียน หากรัฐบาลจะประกาศเอาเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นวาระแห่งชาติ ก็ควรจะปฏิรูประบบนี้เสีย ไม่เช่นนั้นก็จะไปเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้นอีกกับลูกของประชาชนคนอื่นๆ

ด้านนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย กล่าวว่า กรณีนายภคพงศ์เสียชีวิต ทางสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทยจะไปยื่นคำร้องต่อกสม.ในวันศุกร์ที่ 24 พ.ย. ให้ใช้อำนาจตามกฎหมายในการตรวจสอบการกระทำและปัญหาดังกล่าวที่เกิดขึ้นทั้งระบบ เพื่อนำความจริงมาชี้แจงต่อสาธารณะโดยเร็วที่สุด

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน