“ปู”ลั่นสู้คดีข้าว ทุกช่องตามกฎหมาย แจงน้ำตาคลอไม่ได้รับความเป็นธรรม ห่วงต่อไปรัฐบาลดูแลประชาชน-ชาวนายากขึ้น “บิ๊กตู่”เปรยปลัดคลังงานหนัก ปลอบขรก.ต้องมีเปลืองตัวบ้าง ลั่นไม่ได้หวงจงรักภักดีไว้คนเดียว ถ้าพบทุจริต ขอให้ เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม พีระศักดิ์ชี้จริยธรรมสนช. ครอบคลุมไปถึง”ลูก-เมีย” แนะสนช.ใหม่กำกับดูแลคนใกล้ชิดให้ดี ผู้ว่าฯกทม. คนใหม่แต่งตั้งทีมแล้ว “รอยล”นั่งที่ปรึกษา

มวลชนให้กำลังใจ”ปู”ขึ้นศาล

เมื่อวันที่ 21 ต.ค. ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมทีมทนาย เดินทางมาศาลฎีกาฯ เพื่อขึ้นสืบพยานฝ่ายจำเลยนัดที่ 5 ในคดีโครงการรับจำนำข้าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย โดยมีแกนนำพรรคเพื่อไทย และ อดีตส.ส.พรรคเพื่อไทย อาทิ พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรค นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรค นายชูศักดิ์ ศิรินิล หัวหน้าฝ่ายกฎหมายพรรค น.ส.อนุตมา อมรวิวัฒน์ รักษาการรองเลขาธิการพรรค น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวานิช อดีตส.ส.กทม. ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช อดีตส.ส.ขอนแก่น ร่วมให้กำลังใจ ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยจากกองบังคับการตำรวจนครบาล 2 จำนวน 1 กองร้อย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนี้ ทันทีที่น.ส. ยิ่งลักษณ์มาถึง กลุ่มมวลชนไม่ได้ตะโกนส่งเสียงโห่ร้องให้กำลังใจเหมือนทุกครั้ง มีเพียงการชูข้อความบนกระดาษให้กำลังใจน.ส. ยิ่งลักษณ์เท่านั้น

ยันร้องค้านคำสั่งทางปกครอง

น.ส.ยิ่งลักษณ์ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าศาล กรณีกระทรวงการคลังส่งคำสั่งทางปกครองเรียกค่าเสียหายในคดีโครงการรับจำนำข้าวกว่า 35,000 ล้านบาทว่า ได้รับหนังสือทางปกครองเมื่อ 2 วันที่ผ่านมาแล้ว ซึ่งการออกคำสั่ง ดังกล่าวไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรมกับตนมาก เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องนโยบายและยังไม่เคยมีใครถูกกระทำในเวลาอันเร่งรีบเช่นนี้มาก่อน

เมื่อถามว่าในคำสั่งทางปกครองมีกรอบเวลาให้ร้องคัดค้านต่อศาลปกครอง น.ส. ยิ่งลักษณ์กล่าวว่าตนยืนยันจะใช้สิทธิทุกช่องทางตามกฎหมายที่มีในการต่อสู้ครั้งนี้ และ ขอปฏิเสธข้อกล่าวหาต่างๆ รวมถึงการใช้คำสั่งที่ไม่ถูกต้องและเป็นธรรม และจะเปิดแถลงการณ์ในเวลาอันควร เพราะช่วงนี้คนไทยทั้งประเทศกำลังโศกเศร้า เราคงไม่พูดอะไรมากในตอนนี้

น้ำตาคลอ-ไม่เป็นธรรม

เมื่อถามว่าการใช้มาตรา 44 คุ้มครองเจ้าหน้าที่ในการทำงาน มองว่าไม่เป็นธรรมกับตัวเองหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือและน้ำตาคลอเบ้าว่า “ยืนยันว่ากระบวน การตั้งแต่เริ่มต้นก็ไม่เป็นธรรมอยู่แล้ว ซึ่งดิฉันได้ร้องขอ ใครเป็นอย่างดิฉันคงรู้ว่ามันไม่ได้รับความเป็นธรรมแค่ไหน อีกทั้งการดำเนินคดีนี้จะทำให้การบริหารนโยบายเพื่อชาวนาเป็นไปอย่างยากลำบาก ซึ่งน่าเป็นห่วง การคิดถึงเรื่องกำไรขาดทุนนั้น รัฐบาลต่อไปคงจะดูแลประชาชนและชาวนาได้ยากขึ้น และมาตรการต่างๆ คงจะไม่สามารถมีได้อีกต่อจากนี้”

นายสมคิด เชื้อคง อดีตส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การออกคำสั่งทางปกครองของกระทรวงการคลังนั้น ตนเห็นว่าทำไม่ได้ แต่ก็ทำไปแล้ว ซึ่งน.ส.ยิ่งลักษณ์คงยื่นทุเลาคำสั่งหรือยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด และต่อไปนี้รัฐบาลไหนจะกล้าทำนโยบายช่วยพี่น้องชาวนา ส่วนเรื่องให้ชดใช้ค่าเสียหายก็น่าแปลก คดีน.ส.ยิ่งลักษณ์อยู่ในศาลฎีกาฯ ยังไม่ทราบผลจะออกมาอย่างไร แต่ก็เรียกค่าเสียหายแล้ว ซึ่งถูกต้องแล้วที่น.ส.ยิ่งลักษณ์จะเรียกร้องหาความยุติธรรม

วิษณุรับ”ปู”มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่ง

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวถึงกรณีส่งหนังสือทางปกครองถึงน.ส.ยิ่งลักษณ์ เพื่อเรียกค่าเสียหายในโครงการจำนำข้าวมูลค่า 3.5 หมื่นล้านบาท ว่า ไม่ทราบ ผู้เกี่ยวข้องยังไม่มีการแจ้งความคืบหน้ามายังตน ส่วนที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้รับหนังสือแล้ว ถือว่าหมดหน้าที่ของรัฐบาลแล้วหรือไม่นั้น ที่จริงจะตอบว่าใช่ก็ได้ เพราะรัฐบาลไม่มีอะไร แต่น.ส.ยิ่งลักษณ์มีสิทธิ์ ขอให้รัฐบาลทำอะไรบางอย่างตามสิทธิ์ ตามกฎหมาย เช่น อุทธรณ์หรือขอทุเลาคำสั่ง ดังนั้นจะว่าพ้นหน้าที่ของรัฐบาลคงไม่ใช่

นายวิษณุกล่าวถึงการปฏิบัติหน้าที่ของพล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯกทม. ที่ได้รับแต่งตั้งด้วยคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 64/2559 ตามอำนาจมาตรา 44 ว่า จะปฏิบัติหน้าที่ไปจนกว่าจะมีคำสั่งเลือกตั้งใหม่ เหมือนกันในท้องถิ่นอื่นๆ ทั้ง อบต. อบจ. หรือจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง โดยภารกิจผู้ว่าฯกทม. ขณะนี้มีจำนวนมาก ทั้งการเตรียมงานพระราชพิธีพระบรมศพ การแก้ปัญหาจราจร การบรรเทาสาธารณภัย แก้ปัญหาน้ำท่วม และต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง ทั้งยังมีหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยในกทม. รวมถึงพิจารณางบประมาณและแต่งตั้งข้าราชการของ กทม. ที่ชะงักไปในช่วงก่อนหน้านี้

อัศวินตั้ง 4 รองผู้ว่าฯกทม.แล้ว

ที่ศาลาว่าการกทม. พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯกทม. กล่าวภายหลังหารือร่วมกับพล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน นางวรรณวิไล พรหมลักขโณ นายจักกพันธุ์ ผิวงาม นาย ทวีศักดิ์ เลิศประพันธ์ รองผู้ว่าฯกทม. และนายธรรมรัตน์ หวั่งหลี นานกว่า 1 ชั่วโมง 30 นาทีว่า ได้ลงนามในคำสั่งกรุงเทพมหานคร ที่ 3178/2559 เรื่องแต่งตั้งรองผู้ว่าฯกทม. อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 49(3) และมาตรา 55 แห่งพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพ มหานคร พ.ศ.2528 ประกอบกับตามข้อ 2 ของคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 64/2559 เรื่องการให้ผู้ว่าฯกทม. พ้นจากตำแหน่งและการแต่งตั้งผู้ว่าฯกทม. โดยความเห็นชอบของนายกฯ จึงแต่งตั้งรองผู้ว่าฯกทม. ตามลำดับ ดังนี้ 1.พล.ต.ท.อำนวย 2.นายจักกพันธุ์ 3.นางวรรณวิไล และ 4.นายทวีศักดิ์ ส่วนการแบ่งงานจะเริ่มในวันที่ 24 ต.ค. นี้ แต่วันนี้ได้มอบให้รองผู้ว่าฯกทม.ทั้ง 4 คน ไปหารือเตรียมความพร้อมการจัดงานพระราชพิธีพระบรมศพ นอกจากนั้นยังแต่งตั้งคณะที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิของผู้ว่าฯ กทม. 3 ราย ได้แก่ 1.นายรอยล จิตรดอน 2.นาย ประภัสสร์ วังศกาญจน์ และ 3.นายธีระชน มโนมัยพิบูลย์ โดยคณะที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ จะทำหน้าที่ให้คำปรึกษา ให้ความเห็นและ ข้อเสนอแนะต่อผู้ว่าฯ กทม. ทั้งนี้ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 21 ต.ค.เป็นต้นไป

นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีตส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงการแต่งตั้งทีมงานที่ปรึกษาของผู้ว่าฯกทม.ว่า อยากฝากถึงพล.ต.อ.อัศวินให้คำนึงถึงการแต่งตั้งคณะทำงาน หรือทีมที่ปรึกษาว่าควรจะตรวจสอบประวัติ และคัดเลือกบุคคลที่มีความซื่อสัตย์ สุจริต มีประสบการณ์เข้ามาทำงาน ถ้าจะตั้งอดีตข้าราชการกทม.ก็ควรตรวจสอบโดยหาข้อมูลจากข้าราชการกทม.ในปัจจุบัน เพราะบางคนเคยมีประวัติและมีเรื่องถูกร้องเรียนว่ามีส่วนในการทุจริตเรียกรับผลประโยชน์สมัยที่ยังรับราชการ จึงขอเรียกร้องให้คัดคนดีเข้าสู่อำนาจเพื่อสนองนโยบายรัฐบาลที่แต่งตั้ง ผู้บริหารชุดนี้เข้ามาทำงานแทนชุดเดิม

“บิ๊กตู่”มอบนโยบายทำงบฯ

ที่ชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กล่าวระหว่างเป็นประธานในพิธีเปิดประชุมสัมมนา และมอบนโยบายจัดทำงบประมาณในลักษณะบูรณาการเชิงยุทธศาสตร์ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2561 ตอนหนึ่งว่า การทำงานไม่ได้อยู่ที่นายกฯ หรือใครคนใดคนหนึ่ง แต่อยู่ที่ทุกคน ทั้งข้าราชการ ภาครัฐและประชาชน ต้องร่วมมือและเดินไปในทิศทางเดียวกัน การทำงานในวันนี้ต้องเอาอนาคตเป็นตัวกำหนด แม้จะมีแผนแต่ไม่มีวิธีปฏิบัติก็ไม่มีความหมาย จะกลายเป็นปัญหาเหมือนในอดีต วันนี้ประเทศอยู่ระหว่าง 2 ทางแยก คือจะล้มเหลวต่อไปหรือไม่ หรือจะมีอนาคตที่รุ่งโรจน์ ขึ้นอยู่กับช่วงเวลานี้ จึงจำเป็นต้องมาพูดคุยกันเพื่อกำหนดทิศทางเดินหน้าประเทศ

p0103221059p1

“รัฐบาลนี้เข้ามาทำงานในแบบของเราแต่ก็กลายเป็นการเมือง แต่เป็นการเมืองในแบบของเรา เราจำเป็นต้องมีประชาธิปไตยในแบบของเราที่ไม่มีความขัดแย้ง มีความสมดุลกับต่างประเทศ ทั้งหมดต้องสร้างความเข้าใจ และรักษาสิ่งที่เราต้องการไว้ให้ได้มากที่สุด เราเป็นประเทศที่มีความภาคภูมิใจมาตลอด เป็นประเทศที่มีอิสรเสรี แม้บางครั้งจะมากไป แต่ต้องค่อยๆ แก้เพราะไม่มีใครผิดหรือถูก เว้นแต่กฎหมายจะชี้ชัดออกมา ผมต้องการให้ประเทศมีทิศทาง มีธรรมาภิบาล มีการตรวจสอบถ่วงดุล โปร่งใสและมีประสิทธิภาพในการใช้จ่ายงบประมาณ แม้รัฐบาลจะทำให้ไม่ได้ทั้งหมดแต่จะทำให้ได้มากที่สุด มีความเชื่อมโยงถึงอนาคต ไม่ใช่ปล่อยให้ขาดวิ่น หรือขึ้นอยู่กับว่าใครจะมาเป็นรัฐบาล เพราะถ้าปล่อยไว้ ปัญหาก็จะเป็นเช่นนี้ตลอด” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

ลั่นไม่ได้หวงจงรักภักดีคนเดียว

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า วันนี้ต่างประเทศมองดูว่าประเทศไทยจะเดินไปอย่างไร และไทยจะขัดแย้งกับประชาธิปไตยสากล ไม่ได้ เพราะเราเป็นประเทศประชาธิปไตย ต้องทำให้ประชาธิปไตยของไทยเข้มแข็งทั้งในแบบสากลและแบบของไทย อย่างที่ประเทศ ไทยต้องการโดยไม่มีความขัดแย้ง ปัญหา ต่างๆ จะเกิดขึ้นอีกไม่ได้นับแต่นี้เป็นต้นไป เพราะทุกคนคงไม่อยากและไม่ยอมให้เกิด ขึ้นอีก

“รัฐบาลนี้อยู่เพราะไม่ต้องการให้เกิดปัญหาเหมือนเดิม ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับ ความไม่ไว้วางใจว่าจะมีทุจริตคอร์รัปชั่น เอื้อประโยชน์ เพราะถ้าเจอปัญหาดังกล่าวขอให้มีการสอบสวนเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวด้วยว่า ตนไม่ได้หวงความจงรักภักดีไว้คนเดียว คนไทยทุกคนต้องเป็นอย่างตน เอาในส่วนที่ดี สิ่งที่ไม่ดีอย่าเอาเป็นตัวอย่างเพราะตนไม่ดีสุดยอดอยู่แล้ว สิ่งสำคัญถ้าเราคิดว่าประชาชนคือศูนย์กลาง ทุกอย่างจะทำได้หมด การจะทำอะไรก็ตาม ใช้อำนาจและกฎหมายอย่างเดียวไม่ได้ ต้องคิดว่าจะช่วยกันอย่างไร ดังนั้น ปลัด อธิบดีทุกกระทรวงต้องมีวิสัยทัศน์กรอบการทำงาน นำนโยบายกรอบใหญ่ไปคิดเพิ่ม รัฐบาลต่อๆ ไปต้องมีหน้าที่อำนวยความสะดวก กำหนดนโยบาย สร้างความร่วมมือ ขจัดอุปสรรคต่างๆ หน้าที่รัฐบาลมีแค่นั้น ส่วนเอกชนมีหน้าที่นำสิ่งที่รัฐบาลเปิดไว้แล้วไปเดินคู่ขนาน ไม่ใช่อะไรก็รัฐบาล หากไม่ทำก็จบหมด อยากให้คิด วันหน้าทั้งรัฐบาล พรรคการเมือง ข้าราชการ ประชาชนต้องเดินไปด้วยกัน

ชี้เป็นขรก.ก็ต้องมีเปลืองตัวบ้าง

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า จากนี้ไปทุกรัฐบาลต้องเป็นรัฐบาล 4.0 เชื่อมแผนแม่บทเดิมและใหม่ เน้นการทำให้เกิดรายได้ อาชีพ และต้องสร้างคน เราผ่านวันเวลามาร่วมกัน เป็นความชอบร่วมกัน โทษใครไม่ได้ เพราะเรามีประชาธิปไตยแบบนี้ ที่ผ่านมาเลือกเขามาแล้วเขาทำได้แบบนี้แล้วเราก็เลือกเขาไปเรื่อยๆ มันจะเป็นแบบนี้หรือเปล่า ตนไม่รู้ อย่าหาว่าตนไปว่านักการเมือง ตนไม่อยากพูดเรื่องการเมือง ปลัดกระทรวงการคลังงานหนักไปหรือเปล่า ขาหักไปแล้ว หรือถูกใคร ลอบตี แน่นอนมันต้องมีคนเจ็บตัว มันต้องมีคนเปลืองตัวบ้าง ถูกด่า ถูกว่า ข้าราชการหลายคนหลายหน่วยไม่ค่อยมีกำลังใจ ตนก็ให้ กำลังใจ บอกให้ใจเย็น ดูแลกัน แต่อย่าให้มันเกิดขึ้นอีก เห็นใจ ก็ต้องดูแลจะทำอย่างไร ซึ่งยังไม่รู้ว่ากฎหมายจะว่าอย่างไร

“วันนี้สื่ออย่าเขียนเรื่องการเมือง เพราะ วันนี้ไม่มีเรื่องการเมือง เขียนเฉพาะเรื่องที่รัฐบาลทำงานแนวทางพระราชดำริ ให้เข้ากับสถานการณ์ อย่าเพิ่งรบกันเลย ขอเวลาก่อน ขอทำความสงบ รัฐมนตรีต้องช่วยกัน อย่าเป็นอื่น อย่าชอบไม่ชอบใคร อย่าเกลียดคนนั้น คนนี้ พอได้แล้ว ถ้าจะเกลียดให้เกลียดตัวเอง จะได้ไม่เดือดร้อนคนอื่น” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

“ศอตช.”ถกรับทราบคำสั่ง”คสช.”

ที่กระทรวงยุติธรรม พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ในฐานะประธานศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ(ศอตช.) เป็นประธานประชุม ศอตช. มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุม เช่น นายประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ(ป.ป.ท.) นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) ใช้เวลาประชุมประมาณ 1 ชั่วโมง

พล.อ.ไพบูลย์กล่าวภายหลังการประชุมว่า มีหลายเรื่องที่แจ้งให้ที่ประชุมทราบเกี่ยวกับคำสั่งคสช.ซึ่งมอบให้ศอตช.ดูแล ทั้งการตรวจสอบข้าราชการที่ทำความผิด ซึ่งมีการเพิ่มเติมมาให้ศอตช.ดูแล เช่น การค้ามนุษย์และการพนัน นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้ศอตช.ดูแลเรื่องกฎหมายลูกในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งเราจะตั้งคณะทำงานมาดูแล โดยเป็นกฎหมายบางส่วนเท่านั้น อาจจะเป็นพ.ร.บ.เกี่ยวกับการสร้างการรับรู้ การสร้างกลไก

ร่วมปปช.วางยุทธศาสตร์แก้โกง

พล.อ.ไพบูลย์กล่าวต่อว่า อีกเรื่องคือ ป.ป.ช.ได้เสนอยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ซึ่งครม.มีมติให้ศอตช.ประสานกับป.ป.ช. ดังนั้น ศอตช.จะตั้งคณะทำงานขึ้นมาประสาน กับป.ป.ช.เกี่ยวกับการจัดกลไกดังกล่าว ทั้งนี้ ตนยังเร่งรัดเกี่ยวกับมาตรา 44 ในการดำเนินการกับข้าราชการที่เกี่ยวพันกับการทุจริต โดยให้ป.ป.ช. ป.ป.ท. และ สตง. เร่งรัดการตอบภายใน 30 วัน ซึ่งต่อไปจะให้เป็นหลักเกณฑ์โดยเมื่อกระทรวง ทบวง กรม สอบขั้นต้นมาถึงศอตช.แล้วจะขัดแย้งหรือไม่ขัดแย้งก็ตาม ต้องตอบให้เสร็จภายใน 30 วัน เพราะมีข้อมูลพื้นฐานที่ทำให้โยกย้ายข้าราชการออกอยู่แล้ว ถ้าประเด็นที่เกิดข้อขัดแย้งไม่ตรงกัน หรือความเห็นไม่ตรงกันกับกระทรวง ก็จะมีตามคำสั่งคสช.ที่ให้หัวหน้าคสช.ได้เสนอความเห็นชอบ

พล.อ.ไพบูลย์กล่าวด้วยว่า จากนี้ ศอตช.จะประชุมบ่อยขึ้น ให้หน่วยที่เกี่ยวข้องได้คิดรูปแบบและวิธีทำงานให้มากขึ้น เพราะรัฐบาลนี้เหลือเวลาอีก 1 ปีก่อนส่งมอบงานให้กับรัฐบาลต่อไป

สนช.นัดลุยถอน 2 ส.ส.เพื่อไทย

ที่รัฐสภา นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีคำสั่งนัดประชุมสนช.ในวันที่ 27-28 ต.ค.นี้ โดยมีวาระพิจารณาคือวันที่ 27 ต.ค. พิจารณาให้ความเห็นชอบเพื่อให้ร่างพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อ การร้ายและการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพ ทำลายล้างสูง เป็นกฎหมาย ภายหลังคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว มีสาระสำคัญ คือควบคุมการสนับสนุนทางการเงินแก่การแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง และกำหนดโทษแก่ผู้จัดหา รวบรวม หรือดำเนินการทางการเงินหรือทรัพย์สิน เพื่อการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 2-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 4 หมื่นบาทถึง 2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นายพรเพชรกล่าวว่า วันที่ 28 ต.ค.พิจารณาเพื่อดำเนินกระบวนการถอดถอนนายนริศร ทองธิราช อดีตส.ส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย เมื่อครั้งเป็นส.ส.ออกจากตำแหน่ง กรณีใช้บัตรลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ลงคะแนนแทนบุคคลอื่น และถอดถอนนายอุดมเดช รัตนเสถียร อดีตส.ส.นนทบุรี เมื่อครั้งเป็นส.ส. ออกจากตำแหน่ง กรณีสลับสับเปลี่ยนร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับที่มาของส.ว.ที่เสนอต่อประธานรัฐสภา ตามมาตรา 6 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ประกอบมาตรา 64 แห่งพ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 โดยพิจารณากระบวนการซักถามของ กมธ.ซักถามของสนช.

ชี้จริยธรรมสนช.คลุมยันลูก-เมีย

วันเดียวกัน สนช.สัมมนาเพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ ให้แก่สมาชิก สนช.ที่ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเพิ่มเติม 33 คน โดยนายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธาน สนช.คนที่ 2 กล่าวปาฐกถาหัวข้อ “จริยธรรมของสนช.” ตอนหนึ่งว่า สนช.ไม่มีพรรค ไม่มีฝ่ายค้านหรือรัฐบาล แต่ทุกคนเป็นกลุ่มเดียวกันที่เข้ามาทำหน้าที่เป็น 1 ในแม่น้ำ 5 สาย ซึ่งรับผิดชอบงานด้านนิติบัญญัติ ขอให้ทุกคนไม่ต้องหนักใจ แม้ สนช.ชุดนี้จะมีทหาร ตำรวจ เข้ามาทำงานเกินร้อยคน แต่การทำงานที่ผ่านมาเดินหน้าด้วยดี ไม่ต้องเป็นนักกฎหมาย แต่ทุกคนมีความรับผิดชอบ ถูกหล่อหลอมด้วยระเบียบวินัย

นายพีระศักดิ์กล่าวว่า เรื่องจริยธรรมยังครอบคลุมถึงบุตร คู่สมรส และผู้ใกล้ชิด ดังนั้น สนช.ใหม่ทุกคนจะต้องกำกับดูแลบุคคลเหล่านั้นไม่ให้คบหาสมาคมกับผู้มีความประพฤติไม่ดี และอย่าให้เกิดเรื่องใน ยุคนี้ ส่วนเรื่องที่เคยเกิดขึ้นก่อนเข้ามารับตำแหน่ง สนช.เราจะไม่แตะ แต่จะดูเฉพาะเรื่องที่เกิดขึ้นขณะดำรงตำแหน่ง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน