2 พรรคใหญ่”เพื่อไทย -ปชป.”แบะท่าจับมือ ตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้ง หนุนนายกฯ มาจากส.ส. สกัด”คนนอก” เซ็ตซีโร่ระบบคสช. “พิชัย”เย้ยปรับครม. 18 ตำแหน่งสะท้อนบริหารล้มเหลว “ธีระชัย”อัดนโยบายเศรษฐกิจไม่กระจาย- ไม่พอเพียง “ธีรยุทธ”ซ้ำดันเกษตร 4.0 หวัง ผลการเมือง อดีตส.ส.โวยไข่ประยุทธ์ฟองละ 7 บาท “สุวิทย์”ลั่นเดินหน้าไทยแลนด์ 4.0 เต็มสูบ “สนธิรัตน์”ปากหวาน โชคดีได้”ชุติมา” ลูกหม้อพาณิชย์ร่วมงาน สนช.ปัดสองมาตรฐาน ต่ออายุ 5 ตุลาการศาลรธน. “บิ๊กตู่”นำทีมครม.สัญจรปัตตานี-สงขลาวันนี้ ตั้งวอร์รูมสกัดม็อบค้านสร้างโรงไฟฟ้าเทพา-ท่าเรือน้ำลึกสงขลา

“บิ๊กตู่”ถกครม.สัญจรปักษ์ใต้

เมื่อวันที่ 26 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นำทีมคณะรัฐมนตรี(ครม.) รวม 15 คน ลงพื้นที่และประชุมนอกสถานที่อย่างเป็นทางการ ครั้งที่ 3/2560 ที่จ.ปัตตานีและสงขลา ระหว่างวันที่ 27-28 พ.ย. โดยมีรัฐมนตรี ลา 4 คน ส่วนรัฐมนตรีใหม่จะไม่ได้เข้าร่วมประชุม ในส่วนของรัฐมนตรีเก่าที่ปรับเปลี่ยนตำแหน่งนั้น ยังคงเข้าร่วมประชุมครม.สัญจรในฐานะรัฐมนตรีเดิมไปก่อน เพราะยังไม่ได้เข้าเฝ้าฯ เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณตน

โดยวันที่ 27 พ.ย. เดินทางไปจ.ปัตตานี พบปะประชาชน พร้อมติดตามความก้าวหน้าของโครงการ “สามเหลี่ยม มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” พบปะรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชน กลุ่มผู้นำท้องถิ่น ภาคเอกชนในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ ช่วงเย็นร่วมประชุมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ห้องประชุมสมิหลา โรงแรมบีพี สมิหลา บีช จ.สงขลา

ส่วนวันที่ 28 พ.ย. พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธานประชุมครม.สัญจร ที่ห้องประชุม ศรีวิศวะ อาคารคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย จ.สงขลา ช่วงบ่ายพบปะประชาชนและมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติให้แก่ผู้ว่าราช การจังหวัด 7 จังหวัด (ตรัง นครศรีธรรมราช นราธิวาส พังงา พัทลุง ระนอง สุราษฎร์ธานี) ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีศรีวิชัย ก่อนกลับกรุงเทพฯในตอนเย็น

รองปลัดสปน.จัดทีมสกัดม็อบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 26 พ.ย. นายสมพาศ นิลพันธ์ รองปลัดประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) ได้เข้าร่วมประชุมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง หน่วยงานด้านความมั่นคง จ.ปัตตานีและสงขลา ที่ศาลากลางจังหวัดสงขลา เพื่อเตรียมความพร้อมในการรับเรื่องราวร้องทุกข์ของประชาชน และกลุ่มมวลชนที่จะมายื่นเรื่องต่อนายกฯ ในการประชุมครม.สัญจร

นายสมพาศกล่าวว่า สถานการณ์ของจ.ปัตตานี ยังไม่มีชาวบ้านกลุ่มใดที่จะมายื่นเรื่องร้องเรียนแต่ที่น่าหนักใจคือที่จ.สงขลา ซึ่งมีกลุ่มผู้คัดค้านโรงไฟฟ้าเทพาและกลุ่มผู้คัดค้านท่าเรือน้ำลึกสงขลา ที่เตรียมยื่นเรื่องร้องเรียนถึง นายกฯ จึงประสานงานให้กลุ่มชาวบ้านดังกล่าวเข้าพักที่อบต.เขาลูกช้าง จากนั้นให้ตั้งส่ง ตัวแทน มายื่นเรื่องที่สี่แยกพระพุทธ อ.เทพา จ.สงขลา โดยจะมีตนและรองผู้ว่าราชการจังหวัดไปรับหนังสือด้วยตัวเอง

ขณะเดียวกัน ตนได้นำเจ้าหน้าที่ศูนย์บริการประชาชน ทำเนียบรัฐบาล ตรวจสอบความพร้อมของสถานที่ในการรับเรื่องราวร้องทุกข์ของประชาชน ที่จะเดินทางมายื่นเรื่องราวร้องทุกข์ต่อนายกฯ 2 จุด คือบริเวณตลาดกลางปศุสัตว์จังหวัดชายแดนใต้ และบริเวณวิทยาลัยเทคนิคกาญจนาภิเษก ต.บางเขา อ.หนองจิก จ.ปัตตานี

ม็อบโรงไฟฟ้ามุ่งหน้าพบนายกฯ

นายวีรนันทน์ เพ็งจันทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี กล่าวว่า ทางจังหวัดได้จัดเตรียมสถานที่ การอำนวยความสะดวกเรื่องเส้นทางการเดินทาง รวมถึงมาตรการดูแลความปลอดภัยอย่างเต็มที่แต่อาจจะมีปัญหาบ้างในเรื่องพื้นที่สภาพชื้นแฉะเนื่องจากมี ฝนตกในช่วงนี้ สำหรับโครงการที่จะเสนอให้ นายกฯสนับสนุนเป็นพิเศษ มี 2 โครงการ คือ โครงการก่อสร้างถนนทางเลียบ 4 ช่องจราจร ระยะทาง 14 กิโลเมตร จากบ้านมะพร้าว ต้นเดียว อ.หนองจิก-อ.ยะหริ่ง ซึ่งจะช่วยร่นระยะทาง 4 กิโลเมตร สำหรับผู้เดินทางจาก นราธิวาส-ปัตตานี-สงขลา เพื่อช่วยลดอุบัติเหตุและพัฒนาพื้นที่เมือง 2.โครงการขยายท่าเทียบเรือประมง ระยะที่ 2 เพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเนื่องด้านการประมงและอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล

วันเดียวกัน เครือข่ายคนสงขลา-ปัตตานี คัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินเดินทางเป็นวันที่ 3 มุ่งหน้า จ.สงขลา เพื่อไปยื่นหนังสือให้ นายกฯหยุดโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา เมื่อ เครือข่ายเดินมาถึงบ้านสวนกง อ.จะนะ ชาวชุมชนบ้านสวนกงมายืนรอรับ ซึ่งพื้นถนนมีน้ำท่วม จากฝนที่ตกลงมาอย่างหนักตลอดเส้นทางและอ่านแถลงการณ์โดยนายรุ่งเรือง ระหมันยะ เครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น ขอให้ชาวบ้านร่วมเดินไปกับพี่น้องเทพา เพื่อให้รัฐบาลหยุดโครงการพัฒนาที่ทำลายชุมชน

18 รมต.ใหม่ถวายสัตย์ 30 พ.ย.

รายงานข่าวเปิดเผยว่า สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้ทำหนังสือแจ้งรัฐมนตรีที่ได้รับการแต่งตั้งใหม่ 18 คนว่า สมเด็จพระเจ้า อยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รัฐมนตรีที่แต่งตั้งใหม่ตามที่มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 24 พ.ย. เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ในวันพฤหัสบดีที่ 30 พ.ย. เวลา 18.00 น. ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน

ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์จะนำรัฐมนตรี เข้าเฝ้าฯ และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีขอให้รัฐมนตรีใหม่ไปถึงทำเนียบรัฐบาลก่อนเวลา 16.30 น. สำหรับการเดินทางไปเข้าเฝ้าฯ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้จัดรถยนต์โดยสารตู้เพื่อให้รัฐมนตรีเดินทางเป็นคณะ โดยรถจะออกจากทำเนียบรัฐบาล บริเวณหน้าตึกสันติไมตรี เวลา 17.00 น. และเดินทางกลับพร้อมเพรียงกันเมื่อเสร็จพิธี โดยรัฐมนตรีใหม่แต่งกายเครื่องแบบปกติขาว และติดเครื่องหมายแสดงสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี

“สุวิทย์”ลุยไทยแลนด์ 4.0 เต็มสูบ

นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ ซึ่งปรับจาก รมต.ประจำสำนักนายกฯ มาเป็น รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า ได้ให้เจ้าหน้าที่เก็บของออกจากห้องทำงานในตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาลแล้ว เบื้องต้นมีการนัด ครม.ชุดใหม่ เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณตนก่อนปฏิบัติหน้าที่ในช่วงเย็นวันที่ 30 พ.ย. จากนั้นตนจะเข้าทำงานในกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ วันที่ 1 ธ.ค.

ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ต้องการขับเคลื่อนนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ให้เป็นรูปธรรม โดยในอนาคตประเทศไทยจะต้องขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม รองรับแผนพัฒนาเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซีไอ) พร้อมขับเคลื่อนงานด้านอื่นๆ ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และก้าวสู่การพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ (ไบโออีโคโนมี) ยิ่งภาคเกษตรของไทยจะพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ต้องมีงานวิจัยเข้ามาเสริม

นอกจากนี้ ตนยังมีแนวคิดพัฒนาศักยภาพของเอสเอ็มอีและสตาร์ตอัพไทยด้วยวิทยา ศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน เพราะจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องการขับเคลื่อนนโยบาย 4.0 เต็มสูบ เนื่องจากเห็นว่าถ้าไม่เดินหน้าอย่างจริงจัง ทุกอย่างจะเป็นเพียงแนวคิดที่ไม่ไปสู่การปฏิบัติ ในเมื่อรัฐบาลวางนโยบายเตรียมคนไทยสู่ศตวรรษที่ 21 ก็ต้องนำเทคโนโลยีมาเสริมสร้างศักยภาพ พร้อมสนับสนุนการเรียนด้านวิทยาศาสตร์ให้มากขึ้น

“สนธิรัตน์”สานต่องานพาณิชย์

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวถึงการได้รับตำแหน่งใหม่ที่ขยับจากการเป็นรมช.พาณิชย์ ว่า ตนขอขอบคุณพล.อ. ประยุทธ์ และนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่ให้โอกาสตนได้ทำงานมากขึ้น และนับจากนี้จะต้องเร่งทำงานตามนโยบายของรัฐบาล ในเวลา 1 ปีที่เหลือนับจากนี้ เพื่อให้งานต่างๆ สัมฤทธิผลมากที่สุด ตามที่ นายกฯ กำชับมาตลอด สำหรับนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ยังเหมือนเดิม และสานต่อแนวทางที่นายสมคิดเคยให้ไว้

ส่วนการที่น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร อดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์ อดีต รมช.เกษตร และสหกรณ์ ได้มาเป็น รมช.พาณิชย์นั้น นายสนธิรัตน์กล่าวว่า ถือเป็นโชคดีที่ได้น.ส.ชุติมาซึ่งเป็นคนเก่งและเป็นลูกหม้อของกระทรวงมาเป็น รมช.พาณิชย์ จึงเชื่อว่าจะช่วยทำให้การทำงานยิ่งดีมากขึ้น

“บิ๊กฉัตร”ขอบคุณทีมงานก.เกษตรฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวครั้งแรกหลังถูกปรับจากรมว.เกษตรและสหกรณ์ มาเป็นรองนายกรัฐมนตรี ว่า จาก 22 ส.ค.2558 ถึง 23 พ.ย.2560 ทุกๆ วันของตนและทีมงาน คิดและทำเสมอ คือการขจัดความทุกข์ยากของพี่น้องเกษตรกร และยกระดับการทำการเกษตร ผมได้ทำงานร่วมกับทุกท่าน เพื่อค้นหาปัญหาที่แท้จริง แก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างยั่งยืน และกำหนดแนวทางการบูรณาการร่วมกัน พวกเราทุกคนทำงานหนักมาก แต่ไม่เคยมีใครย่อท้อ เกิดผลงานที่จับต้องได้มากมาย ทุกครั้งที่ผมลงพื้นที่ ผมมีความสุขที่ได้เห็นการพัฒนา และเห็นความสุขของชาวเกษตรกร

“ผมขอขอบคุณทุกคนที่ได้ร่วมแรงร่วมใจกันทำงานมาด้วยดีตลอดระยะเวลา 2 ปี 3 เดือน 1 วันที่ผ่านมา ทุกท่านได้ปฏิบัติงานอย่างมุ่งมั่น ตั้งใจ เพื่อขับเคลื่อนงานตามนโยบาย ผมมีความสุขที่ได้ทำหน้าที่ร่วมกับทุกท่านในทุกระดับ การทำงานเพื่อประเทศชาติและเกษตรกรเป็น ที่ตั้ง อาจมีความตึงเครียดในบางโอกาส ซึ่งผมตระหนักและรับทราบดี แต่การสั่งการและนโยบายต่างๆ ก็เพียงเพื่อมุ่งหวังให้เกษตรกรมีชีวิตที่ดีขึ้น สิ่งใดที่ผมได้ทำให้ท่านไม่พอใจ ผมขออภัย และยินดีที่จะสนับสนุนภารกิจกระทรวงเกษตรฯ ในทุกโอกาส ขอขอบคุณทุกคนอีกครั้งจากใจจริงในมิตรไมตรีที่อบอุ่นตลอดเวลาที่ผมได้ปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่กระทรวงเกษตรฯ ขอให้ทุกคนมีกำลังใจกำลังกายที่สมบูรณ์พร้อมเป็นที่พึ่งของเกษตรกรต่อไป” พล.อ.ฉัตรชัยกล่าว

“องอาจ”จี้รบ.แก้ปัญหาปากท้อง

ด้านนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ว่า อยากฝากให้ครม.ชุดใหม่เร่งแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชน ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ถึงแม้รัฐบาลจะโฆษณาประชาสัมพันธ์ว่า ปัจจัยทางเศรษฐกิจหลายตัวดีขึ้นต่อเนื่อง ทั้งการส่งออกฟื้นตัวและขยายตัวในสินค้าหลายประเภท การลงทุนเอกชนเริ่มขยับ การท่องเที่ยวขยายตัว การบริโภคในประเทศกระจายตัวมากขึ้น จีดีพีขยายตัว แต่ถ้ารัฐบาลไปสัมผัสกับประชาชนคนทั่วไปที่หาเช้ากินค่ำจะทราบความจริงว่าชีวิตความเป็นอยู่ของคนทั่วไปสวนทางกับตัวเลขทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลโฆษณาว่าดีขึ้น

“คนของรัฐบาลลงไปเดินตลาดดูทั้งตลาดทั่วไป และตลาดนัดตามชุมชนหมู่บ้านต่างๆ จะพบว่าสินค้าที่เป็นอาหารการกินของชาวบ้านขายได้น้อยลงกว่าที่ควรจะเป็น รัฐบาลจึงควรเร่งแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชนให้ได้ผลโดยเร็ว รวมทั้งแก้ปัญหาราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ โดยอาจใช้นโยบายการประกันรายได้มาปรับใช้ ถ้าสามารถทำให้ราคาพืชผลเกษตรดีขึ้น จะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้นด้วย จึงหวังว่าครม.ชุดใหม่ จะทุ่มเทเวลา ความรู้ ความสามารถ เพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่อย่างแท้จริงมากกว่าที่จะทำเพื่อตนเองและพวกพ้อง หรือทำเพื่อต่อท่ออำนาจเท่านั้น” นายองอาจกล่าว

เพื่อไทยยื่นโจทย์เร่งด่วน 8 ข้อ

นายนพดล ปัทมะ แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ไม่ขอวิจารณ์ตัวบุคคล ว่าเหมาะสมกับตำแหน่งหรือไม่ เพราะอาจไม่เป็นธรรมกับคนที่ยังไม่ทำงาน แต่เนื่องจากนโยบายและองคาพยพในรัฐบาลยังคงเดิม การจะคาดหวังว่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฝ่ามือคงยาก นอกจากนั้นรัฐบาลต้องทำงานแข่งกับเวลาที่เหลืออยู่ประมาณ 1 ปีก่อนจะมีการเลือกตั้ง ซึ่งคงไม่สามารถทำทุกอย่างได้ แต่อย่างน้อยควรแก้ปัญหาเร่งด่วนต่อไปนี้ให้สำเร็จ เช่น 1.ปัญหา เศรษฐกิจปากท้องที่กระทบคนวงกว้าง 2.ปัญหา พืชผลการเกษตรตกต่ำ เช่น ข้าว ปาล์ม ยาง 3.การสร้างความปรองดองสมานฉันท์ 4.ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน การเปิดพื้นที่เสรีภาพ การให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมือง

5.การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมและเสมอภาค 6.ปัญหาการทำลายทรัพยากร ธรรมชาติและตัดไม้ทำลายป่า 7.ปัญหาการเกิดอุบัติเหตุทางถนนตายติดลำดับโลกสูญเสียนับแสนล้านต่อปี 8.ปัญหาคุณภาพการศึกษาที่ยังรั้งท้ายเพื่อนบ้าน และเด็กส่วนใหญ่ยังสื่อสารภาษาอังกฤษไม่ได้

“รัฐบาลนี้มีปัจจัยเอื้อกว่ารัฐบาลจากการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นอำนาจตามมาตรา 44 ที่โยกย้ายข้าราชการจัดคนหรือตั้งหน่วยงานตามที่ต้องการ ไม่มีฝ่ายค้านหรือพรรค การเมืองขัดขวางทั้งในและนอกสภา ไม่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ มีเสถียรภาพทางการเมือง ไม่มีม็อบการเมือง ดังนั้นในการประเมินว่ารัฐบาลทำงานสำเร็จหรือไม่ ต้องพิจารณาปัจจัยเหล่านี้ด้วย” นายนพดลกล่าว

“อนุทิน”ให้กำลังใจครม.ใหม่

ที่ศูนย์ประชุมวายุภักษ์ โรงแรมเซ็นทารา ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวว่า คิดว่า โฉมหน้าครม.ชุดใหม่ดูดีในส่วนของทีมเศรษฐกิจค่อนข้างจะเป็นทีมเดียวกัน ส่วนงานด้านสังคมเห็นว่าเป็นการเลือกใช้คนที่เหมาะสม ขอส่งกำลังใจให้ทุกท่านได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ และอำนวยพรให้ประสบความสำเร็จในการบริหารราชการแผ่นดิน เพราะปีหน้าจะเป็นปีสำคัญปีหนึ่งของประวัติ ศาสตร์การเมืองไทย ภารกิจและเป้าหมายของคสช. และรัฐบาลมีความตั้งใจที่จะนำประเทศไปสู่การเลือกตั้งทั่วไป ต้องมีการวางแผนที่ดี ถือเป็นภารกิจที่ท้าทาย และต้องการความสามัคคีในการที่จะทำให้บรรลุเป้าหมาย

นายอนุทินกล่าวว่า ในฐานะที่ตนเป็นหัวหน้าพรรคการเมือง หากมีสิ่งใดที่จะประสานงานกันได้ให้เกิดประโยชน์ ขอให้มีความไว้วางใจซึ่งกันและกัน และขอให้เชื่อมั่นว่าไม่ว่าอยู่พรรคไหนก็มีความประสงค์ที่จะให้บ้านเมืองนี้เจริญก้าวหน้าไปให้มากที่สุด

“นิกร”มั่นใจเลือกตั้งพ.ย.61

ด้านนายนิกร จำนง ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวในการบรรยาย “การเมืองไทยกับที่ปรึกษาธุรกิจ” จัดโดยหลักสูตรวิชาชีพที่ปรึกษาธุรกิจ (วปธ.) รุ่น 10 และสมาคมเครือข่ายที่ปรึกษาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ว่า จากรัฐธรรมนูญปี 2560 เชื่อว่าจะทำให้เมืองไทยเกิดการเลือกตั้งในช่วงเดือนพ.ย.2561 เพราะตามหลักการทำงานทุกรัฐบาลจะต้องมีการดำเนินการ 2 เรื่อง คือ

1.จัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งจะประกาศใช้ในวันที่ 1 ต.ค.ของทุกปี และ 2.ต้องดำเนินการเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายคนของตัวเองให้เสร็จสิ้นก่อน จึงเชื่อว่าการเลือกตั้งจะไม่เกินไปจากเดือนพ.ย. เพราะยิ่งก้าวข้ามไปนาน รัฐบาล และคสช. ก็ต้องตอบคำถามให้ได้ จึงขอยืนยันว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในวันอาทิตย์ซึ่งเป็นสัปดาห์ที่ 3 ของเดือน พ.ย.2561

เสวนาศก.ดิ่ง-“พิชัย” ซัดล้มเหลว

เมื่อเวลา 10.00 น.คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 ร่วมกับเครือข่ายองค์กรภาคประชาชน จัดงานมหกรรมโต๊ะกลม (ครั้งที่ 2) “บ้านเมืองมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร” หัวข้อ “เศรษฐกิจไทยตกต่ำถึงจุดนี้ได้อย่างไร” ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศ ไทย โดยมีนายเกียรติ สิทธีอมร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตประธานผู้แทนการค้าไทย นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน และนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีต รมว.คลัง ร่วมเสวนา

นายพิชัยกล่าวว่า ปัญหาที่ประเทศเราเผชิญทุกวันนี้เพราะหลักคิดของผู้นำด้านเศรษฐกิจผิดเพี้ยนไป ครั้งนี้มีการปรับ ครม.ใหม่แล้ว 18 ตำแหน่ง ชัดเจนว่ารัฐบาลยอมรับในความล้มเหลวในการบริหาร ผลงานย่ำแย่ หรือไม่ ปัญหาหลักๆ ที่ต้องปรับคือเศรษฐกิจ แต่รัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจกลับปรับน้อยลง และนโยบายก็ไม่เปลี่ยน จึงอยากถามว่าจะแก้ปัญหาได้หรือไม่

ที่ผ่านมาบอกการท่องเที่ยวดี การส่งออกดี แต่รัฐบาลกลับปรับรัฐมนตรีทั้ง 2 กระทรวงนี้ออก แสดงว่ารัฐบาลยอมรับว่าไม่ใช่ฝีมือตัวเอง ขณะที่รัฐมนตรีในส่วนของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจ ก็ได้ดิบได้ดี ส่วนการออกบัตรคนจน 11 ล้านคน แล้วบอกว่าในปีหน้าจะไม่มีแล้ว คุณจะเสกคนจนหายไปได้อย่างไร จะทำอย่างไร อยากให้รัฐบาลบอกรายละเอียดให้ชัดเจน

“ธีระชัย”ชี้ไม่กระจาย-ไม่เพียงพอ

ด้านนายธีระชัยกล่าวว่า 3 ปีเศรษฐกิจรัฐบาล คสช.แบ่งออกได้เป็น 2 ไม่ 1 มุ่ง ในส่วน 2 ไม่คือ 1.ไม่กระจาย เวลานี้รัฐบาลพยายามออกมาโฆษณาว่าเศรษฐกิจฟื้นแล้ว แต่ทำไมประชาชนจับต้องไม่ได้ การกระจุกตัวผลประโยชน์อยู่ที่ระดับบน กระจายตัวระดับล่างน้อย รัฐบาลที่ผ่านมาจะเข้าไปแทรกแซงพืชผลการเกษตรที่ราคาตกต่ำ แต่รัฐบาลนี้ไม่มีอะไรเลย เกษตรกรรายได้น้อยลง และ คสช.ไม่มีกลยุทธ์ที่ทำให้ห่วงโซ่รากหญ้ากลับเข้ามาในระบบ แม้จะเน้นการลงทุนจากต่างชาติก็ไม่มีโครงการขับเคลื่อน หรือแม้แต่นโยบายบัตรคนจน ช็อปช่วยชาติ ก็เป็นการประหยัดเงินให้กับผู้เสียภาษี ผู้มีรายได้สูง แต่รัฐบาลต้องหารายได้อื่นมาชดเชยคือภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่คนที่จ่ายมากคือคนจน

2.ไม่พอเพียง แม้ คสช.จะประกาศว่าใช้เศรษฐกิจพอเพียง แต่ดูแล้วเป็นการโฆษณาเสียมากกว่า เป็นลักษณะสังคมสังเคราะห์มากกว่าเน้นกระตุ้นบริการ ไม่มีกลไกให้ประชาชนเรียนรู้การพึ่งพาตนเองตามศาสตร์พระราชา ซึ่งศาสตร์พระราชาต้องให้เบ็ดกับประชาชน แต่ คสช.กลับให้เบ็ดกับนายทุน ส่วนประชาชนให้แค่ปลาซิวปลาสร้อย และมียาเสพติดอยู่ด้วย

ปูดบัตรคนจนให้ชิงโชค-แจกซิม

นายธีระชัยกล่าวว่า ส่วน 1 มุ่งเป็นการมุ่งประโยชน์ทางการเมืองมากเกินไป เช่น ตัวเลขบัตรคนจน 11.4 ล้านคน แต่ตัวเลขของทีดีอาร์บอกว่าประเทศไทยมีคนจน 4-5 ล้านคน ถือเป็นความพยายามหาฐานเสียงเพื่อสนับสนุน คสช.ในการเลือกตั้งหรือไม่ ยังปรากฏว่าจะมีการแจกสิทธิ์จับสลากชิงโชคให้กับคนที่ถือบัตรคนจนด้วย และจะมีการแจกซิมมือถือพร้อมค่าใช้จ่ายรายเดือน นโยบายนี้กำลังเปลี่ยนพฤติกรรมของคน 11.4 ล้านคนหรือ 30 เปอร์เซ็นต์ของแรงงานที่ช่วยเหลือตัวเองได้ ให้เปลี่ยนไปเป็นคนง่อยเปลี้ยเสียขา รอกิจกรรมสังคมสงเคราะห์จากรัฐบาล

“ส่วนเรื่องทุจริตเชิงนโยบาย ช่วงเวลาที่ประชาชนต้องเฝ้าระวังมากที่สุด คือรัฐบาลทหาร ที่ไม่มีฝ่ายสภา ไม่มีฝ่ายค้านตรวจสอบ รัฐบาลทหารอาจเชิญนายทุน นักธุรกิจ เข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนนโยบาย โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี สามารถเดินเกมให้มีการออกกฎหมาย ออกกติกาเอื้อประโยชน์ให้กับนายทุนระดับชาติได้ ถ้าทำให้มีการเปิดช่องได้ก็จะมีการหาเงินทอนเกิดขึ้น และเป็นเงินทอนจากโครงการขนาดใหญ่ ถึงจะมากพอในการนำไปจัดตั้งพรรค ยิ่งโครงการสุดท้ายของรัฐบาลประชาชนต้องเฝ้าระวังการทุจริตเชิงนโยบาย” นายธีระชัยกล่าว

“เกียรติ”โวยไข่ประยุทธ์ฟองละ 7 บ.

นายเกียรติกล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกดีขึ้น ภูมิภาคดีขึ้น แต่ไทยยังรั้งท้ายจีดีพี โตเพียง 3 เปอร์เซ็นต์กว่า สะท้อนนโยบายในการดำเนินการเอื้อให้กับกลุ่มไหน ภาคส่งออกโตขึ้น 10 เปอร์เซ็นต์ แต่โตเพราะตลาดโลก ไม่ใช่โตเพราะฝีมือ เนื่องจากตลาดใหม่ไม่ปรากฏเพิ่มขึ้น ส่วนสินค้าการเกษตรวันนี้ทุกตัวราคาตกหมด แต่ไข่ประยุทธ์ เบอร์ศูนย์ กลับสูงขึ้นฟองละ 7 บาท แต่ราคาประกาศของกระทรวงพาณิชย์ ไข่เบอร์ศูนย์ ราคา 3 บาท 70 สตางค์ ทั้งหมดกำไรอยู่ระหว่างทาง ทำไมรัฐบาลไม่เข้าไปจัดการ ไม่ต้องโทษว่ามีการ เอาเปรียบกัน ตรงนี้ถ้าตั้งใจแก้ก็แก้ไม่ยาก

ขอฝากคำถาม 9 ข้อไปยังรัฐบาล คือ 1.นโยบายเกษตรจะเอาอย่างไร ในเมื่อนโยบายจำนำ หรือประกันรายได้ก็ไม่เอา 2.โครงการธงฟ้า ผู้ประกอบการรายใหญ่ได้ประโยชน์สูงสุด โดยรัฐเข้าไปเป็นคนอุดหนุน ซึ่งไม่เห็นตัวเลขว่าธงฟ้าช่วยคนจนได้เท่าไหร่ ดูเหมือนนโยบายจะดี แต่ของขึ้นราคา เช่น น้ำปลาราคา 28 บาท ธงฟ้าขาย 35 บาท น้ำอัดลมราคา 40 บาท ธงฟ้าขาย 45 บาท และไม่ยอมออกใบเสร็จโดยเฉพาะสินค้าที่ต้องใช้บัตรคนจนซื้อราคาแพง จึงขอให้ทบทวนว่าไปเบียดร้านค้าอื่นหรือไม่

ฝาก 9 คำถามให้รัฐบาลตอบ

นายเกียรติกล่าวว่า 3.บัตรคนจน ซึ่งมีข้าราชการได้รับบัตรคนจนด้วย และระวังข้อมูลบัตรคนจนหายไป คน 11.4 ล้านคน จะหมดสิทธิ์กู้ 4.นโยบายประชารัฐ ที่กรรมการ 70 เปอร์เซ็นต์เป็นภาคเอกชน เป็นการปล่อยให้ขาใหญ่เอาเปรียบประชาชน 5.หนี้นอกระบบ ไม่ตอบโจทย์ เพราะเป็นการขึ้นทะเบียนใหม่ โดยไม่จัดการกับหนี้ที่มีอยู่ คนที่มีหนี้นอกระบบมีอยู่ 1.2 ล้านคนจากตัวเลขที่ขึ้นทะเบียน 11 ล้านคน ทั้งที่ความจริงมีเกือบ 30 เปอร์เซ็นต์ ประมาณ 17 ล้านคน

6.พ่อค้า แม่ค้า ทุกท้องถิ่นโดนเบียดด้วยเพราะร้านค้าธงฟ้า และ กทม.ก็จัดระเบียบไม่ให้ค้าขายในบางพื้นที่ แต่ไม่บอกว่าให้ไปค้าขายที่ไหน 7.นโยบายการเงินของประเทศจะเอาอย่างไร ส่วนต่างดอกเบี้ย 7-8 เปอร์ เซ็นต์ 8.นโยบายพลังงาน ไม่กำกับดูแล เอื้อบริษัทใหญ่ และ 9.สิ่งที่ยังไม่ได้ทำ และจำเป็นต้องทำ คือมาตรฐานกำกับดูแลสินค้านำเข้า

“สิ่งเหล่านี้ทำให้ความเชื่อมั่นลดลงเพราะฝีมือของรัฐบาลเอง วลีที่บอกว่าปีหน้าไม่มีคนจน ก็จะกลับมาหลอน ดังนั้น ปรับ ครม.กี่ครั้งก็ไม่ช่วย ถ้าไม่ปรับนโยบาย คนอื่นเตือนไม่ค่อยฟัง เพราะมีอคติกับคนเตือน ซึ่งคนหวังดีไม่ใช่มีแต่นายกฯ คนเดียว คนที่เป็นห่วงบ้านเมืองมีเยอะ ดังนั้น ไม่ต้องโกรธไม่ต้องหงุดหงิด เพราะตัวเลขที่เอามาเป็นของรัฐบาลทั้งสิ้น และเศรษฐกิจตกต่ำเป็นเพราะฝีมือรัฐบาลเอง” นายเกียรติกล่าว

พท.-ปชป.เล็งผนึกต้านสืบอำนาจ

ต่อมาเวลา 13.45 น. เป็นการเสวนาโต๊ะกลมสาธารณะ หัวข้อ “ปรองดอง แบบคสช.เมื่อไรจะเจออุโมงค์” โดยมีนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยแห่งชาติ (นปช.) เข้าร่วมเสวนา

นายจาตุรนต์กล่าวว่า เรื่องการสร้างความปรองดอง ถือเป็นเรื่องที่ คสช.ล้มเหลวที่สุด ที่ผ่านมาไม่เคยมีการพูดกันอย่างใช้เหตุใช้ผล และไม่มีกรรมการที่เป็นอิสระและเป็นกลางมาศึกษาปัญหา สุดท้ายข้อเสนอต่างๆ ก็หายไปกับสายลม สังคมไทยก็จะอยู่ในสภาพที่มีความวุ่นวาย จะกลายเป็นสภาพว่าจำเป็นต้อง มีคสช.ต่อไป

เมื่อเป็นอย่างนี้ก็ต้องคลายปมด้วยการให้มีการเลือกตั้ง ส่วนพรรคการเมืองหากจะเป็นรัฐบาลได้ และมีนายกฯมาจากส.ส. 2 พรรคใหญ่ต้องจับมือกัน เว้นแต่พรรคหนึ่งได้ 100 เสียง แล้วไปจับกับพรรคอื่นซึ่งก็ยาก ฉะนั้น 2 พรรคใหญ่จับมือกัน เกิดขึ้นได้ แต่จะจับมือกันได้หรือไม่ ตนพูดมาตลอดว่าไม่ควรปิดโอกาสระหว่างความร่วมมือของ 2 พรรคใหญ่ หากไม่อยากให้พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ หรือคสช.สืบทอดอำนาจ 10 ปี 20 ปี พรรคการเมืองต้องร่วมมือกันจัดตั้งรัฐบาล หากปิดโอกาสก็ไม่มีประโยชน์

“นิพิฏฐ์”เชื่อสว.ไม่อยู่ข้างปชช.

ด้านนายนิพิฏฐ์กล่าวว่า ตนพูดมาตลอดว่าเมื่อวินาทีแรกของการยึดอำนาจเกิดขึ้น วินาทีที่สอง ต้องทำเรื่องปรองดอง การปรองดองไม่ควรเกิดในวินาทีที่ 3 ของการยึดอำนาจ เพราะการยึดอำนาจเกิดจากกความขัดแย้ง ดังนั้นผู้ยึดอำนาจต้องทำให้ความปรองดองเกิดขึ้นให้ได้ แต่การบ้านของผู้ยึดอำนาจเปลี่ยนไปเรื่อยๆ และมาทำเรื่องปรองดองในวินาทีสุดท้ายก่อนหมดอำนาจ วันนี้เราอยู่ในอุโมงค์ แต่เราไม่เห็นแสงสว่างเลย เราก็เดินไปแบบมืดๆ เราหวังที่จะให้คสช.ให้แสงสว่างเดินไปสู่ปลายอุโมงค์คงจะอยาก

สิ่งที่ยากที่สุดในอนาคต คือความขัดแย้งจะเกิดขึ้นจริง หลังจากการเลือกตั้ง เพราะไม่มีทางที่จะตั้งรัฐบาลได้เลย ต้องดูส.ว.ด้วยว่าจะไปฝั่งไหน ถ้าส.ว.ไม่ยืนอยู่ข้างประชาชน รัฐบาลก็ไม่เกิด แต่ถ้าตั้งรัฐบาลได้ในอนาคตก็เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ไม่มีทางตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากได้เลย ถ้าโชคดีพรรคเพื่อไทยรวมเสียงกับพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งก็ต้องดูในอนาคต แต่มีความยาก สมมติเราเลือกตั้งเสร็จแล้ว แต่ตั้งรัฐบาลไม่ได้ ผ่านมา 1 เดือน 2 เดือนแล้วก็ตั้งรัฐบาลไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญค้ำอยู่ เมื่อตั้งรัฐบาลไม่ได้ ก็ให้ทหารอยู่ต่อก็แล้วกัน ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่เราต้องทบทวน

ต้องเซ็ตซีโร่ระบบคสช.

“วันนี้เราคุยกันด้วยเลือดด้วยชีวิตพอหรือยัง ถ้าพอแล้วก็ต้องคุยกันด้วยสันติวิธี ถ้าไม่คิดก็ไม่มีทางที่จะล้มระบบที่ไม่พึงปรารถนาออกไปได้ และไม่มีข้อเท็จจริงใดเลยที่จะเอาระบบทหารออกจากการเมืองได้ นอกจากพรรค การเมืองจับมือจัดตั้งรัฐบาลเอง และความ ขัดแย้งจะเกิดขึ้นหรือไม่ขึ้นอยู่ที่ส.ว.250 เสียง ว่าอยู่ข้างรัฐบาลที่ประชาชนเลือกหรือไม่ หรือไปสนับสนุนคนที่ประชาชนไม่ได้เลือกมา” นายนิพิฏฐ์กล่าว

ส่วนโอกาสที่พรรคการเมืองจะจับมือกันเป็นไปได้หรือไม่นั้น นายนิพิฏฐ์กล่าวว่า การเมืองต้องมีความหวัง แม้ว่าโอกาสจะริบหรี่ ถ้าเราจะเซ็ตซีโร่ระบบคสช. และทหารถึงเวลานั้นก็ไม่มีทางออกอะไร ทุกอย่างก็เกิดขึ้นได้ ความคิดสุดขั้วของแต่ละฝ่ายต้องออกไปก่อน มีคนพูดว่าต้องสู้ให้ตายกันไปข้างหนึ่ง แต่ถ้ายอมรับความจริงว่าซ้ายมือก็คนไทย ขวามือก็คนไทย ข้างหน้า ข้างหลังก็คนไทย แล้วจะสู้ให้ตายไปข้างหนึ่งหรือ การที่พูดอย่างนี้ตนคิดว่าคนเหล่านี้ควรจะออกจากการเมืองไป ถึงแม้โอกาสความขัดแย้งรอบสองเกิดขึ้นได้ แต่ความขัดแย้งค่อนข้างจะตกผลึก เกิดมีคนถ่ายรูปตนกับนายณัฐวุฒิ เผยแพร่ออกไป ก็เจ๊งเลย ตนเข้าพรรคไม่ได้แน่ ซึ่งปัญหาไม่ได้อยู่ที่เรา แต่อยู่ที่กองเชียร์

ปรองดองบนซากปรักหักพังยาก

นายณัฐวุฒิกล่าวว่า แรกๆ เราก็เฝ้ามองอยู่บ้างว่า หลังจาก คสช.เข้ามาแล้วจะมาทำอะไรบ้าง แต่ดูไปก็ชัดเจนว่าไม่เหลืออะไรให้มองหา และไม่เห็นอะไรให้ตั้งความหวัง ซึ่งไม่ได้ปรามาส แต่เป็นข้อเท็จจริง ล่าสุดมีการเดินหน้าเรื่องการปรองดองอีก นึกว่าคราวนี้น่าจะเห็นอะไรเป็นชิ้นเป็นอันบ้าง แต่เห็นแค่ร่างสัญญาประชาคม ซึ่งโผล่มาแวบเดียว แต่สรุปได้ทันทีว่าไม่มีอะไรเป็นรูปธรรม และขณะนี้ไม่นึกว่าผู้นำจะลุกขึ้นมาทำเรื่องปรองดองอีก เพราะมันมาไกลแล้วก็รู้สึกเหน็ดเหนื่อย ไม่มีอะไรก้าวหน้าขึ้นเลย ในทางกลับกันสิ่งที่ผู้มีอำนาจสื่อสารมาถึงฝ่ายการเมือง ก็ไม่มีพัฒนาการของคำว่าปรองดอง

“การปรองดองจะเกิดขึ้นได้สังคมต้องมีความเป็นประชาธิปไตยก่อน แต่วันนี้กฎหมายรัฐธรรมนูญไม่เอื้อ และมีการพูดว่าหลังกฎหมายลูก 4 ฉบับ ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งเสร็จ จะไปสู่กลไกการเลือกตั้ง ตนมองว่าอย่าเพิ่งไปมองไกลขนาดนั้น ขณะนี้จากการที่กฎหมายลูกพรรคการเมืองมีผลใช้บังคับแต่ยังไม่มีการปลดล็อกให้พรรค การเมืองทำกิจกรรม เราอยู่ในสถานการณ์นี้ ดังนั้นจะมาถามหาความปรองดองบนซากปรักหักพังก็คงถามหาได้ยากเกินจริง” นายณัฐวุฒิกล่าว

“ธีรยุทธ”ติงเกษตร 4.0-อวิชชา

เมื่อเวลา 13.30 น. ที่สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย มูลนิธิ หมอเสม พริ้งพวงแก้ว ร่วมกับเครือข่ายวัฒนธรรมข้าวใหม่ จัดเวทีสาธารณะนโยบายหลักของชาติด้านเกษตรกรรม “มองการณ์ไกลประเทศไทย ทิศทางเกษตรกรรมที่ยั่งยืน”

นายธีรยุทธ บุญมี อาจารย์ประจำวิทยาลัยสหวิทยากร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ ผู้ประสานงานเครือข่ายวัฒนธรรมข้าวใหม่ ปาฐกถาว่า บ้านเราเป็นเกษตร 1.0 สมัยเริ่มต้น ร.5 เปิดประตูค้าขายกับประเทศตะวันตก ขณะนั้นเศรษฐกิจดี มีการขายข้าว ดีบุก ยางพารา จนถึงพ.ศ.2500 เราพัฒนาเศรษฐกิจเป็นอุตสาหกรรม เข้าสู่เกษตร 2.0 หลังเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ การแก้ปัญหากลายเป็นเรื่องประชานิยม รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ใช้เงินแจกจ่ายคนในชนบท มากกว่าการพัฒนาเทคโนโลยี ความรู้ และพัฒนาคน แต่น่าแปลกใจที่หลังเปลี่ยนรัฐบาลมาถึงรัฐบาล คสช.กลับดำเนินนโยบายลักษณะดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง

พอเกิดรัฐบาล คสช.มีความฝันอยากให้เป็นเกษตร 4.0 อยากให้เกิดสมาร์ต ฟาร์มมิ่ง เป็นเรื่องดี แต่ต้องดู ถ้า 4.0 เป็นแบบวิชา คือเราเข้าใจมัน เข้าใจโลก เข้าใจตัวเรา หรือ 4.0 แบบอวิชชา ที่ไม่ได้เข้าใจเทคโนโลยี พื้นฐานมาจากไหน แต่มาโฆษณาเพื่อหวังผลสำเร็จทางการเมือง ที่น่ากลัวคือการหวังซื้อของจากต่างประเทศ หวังเงินทอน ส่วนแบ่ง ซื้อแพงมหาศาล และข้าม 3.0 กระโดดไป 4.0 อีกทั้งคุณภาพการศึกษาบ้านเรายังอ่อนมากทั้งภาษา คณิตศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ เช่นเดียวกับเรื่องเศรษฐกิจพิเศษก็เป็นแบบอวิชชา ที่หวังทุนต่างประเทศมาลง ไม่คำนึงถึงสิ่งต่างๆ คสช.ควรดูว่าได้ดำเนินการอย่างรอบคอบเพียงพอหรือไม่ อย่าไปหวังผลสำเร็จง่ายๆ

สนช.ปัด 2 มาตรฐานปมศาลรธน.

น.พ.เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิป สนช.) กล่าวถึงกรณีหลายฝ่ายวิจารณ์กรณีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ผ่านร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ…. ให้ตุลาการ 4 คนอยู่ในตำแหน่งจนครบวาระ ไม่นำคุณสมบัติของรัฐธรรมนูญปี 2560 มาใช้ ส่วนตุลาการ 5 คนที่พ้นตำแหน่งแล้ว แต่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อตามคำสั่ง คสช. ให้อยู่ปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดแรกว่า ในรัฐธรรมนูญมาตรา 273 เขียนให้อำนาจเอาไว้ให้ สนช.เป็นผู้ชี้ขาด มีทั้งการรีเซ็ต เซ็ตซีโร่ หรืออยู่ต่อ ก็แล้วแต่สนช. มติดังกล่าวจึงไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ถือเป็นมติที่สภาต้องรับผิดชอบร่วมกัน

ส่วนที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) บอกมีความเห็นแย้งหลายคน จนอาจหารือตั้งกรรมาธิการ (กมธ.) ร่วม 3 ฝ่ายนั้น ก็ต้องส่งเรื่องมาที่ประธาน สนช. ไม่มีใครขัดอะไร ส่วนกรณีมีคนบอกว่า สนช.สองมาตรฐาน ก็ไม่จริง มติที่ออกมา กมธ.เขาคงพิจารณาจากบทบาท หน้าที่ ขององค์กรอิสระที่มีเงื่อนไขความจำเป็นคนละอย่างไม่ได้เป็นตรายาง หรือสองมาตรฐานตามข้อกล่าวหา ยืนยันว่าแค่ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 273 ที่เขียนให้ สนช.ไว้เท่านั้น

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน