เอาผิด 7 ข้อหาหนัก หนุ่มนักกล้ามขี่บิ๊กไบก์ด่าตร.กลางแยกศาลาแดงสารภาพทำงานอยู่ย่านสีลม คืนก่อนเกิดเหตุดื่มเหล้าเบียร์หนักจนเมาขาดสติ ก่อนโมโหตร.เรียกตรวจใบขับขี่ จึงพูดและใช้ท่าทางไม่เหมาะสม โดยยอมรับความผิดทั้ง 7 ข้อหา ด้านรองผบ.ตร.เผยถือเป็นคดีตัวอย่าง ยกย่องตร.ทำงานอย่างใจเย็น-สุภาพ แม้จะโดนด่าอย่างหยาบคาย

จากกรณีมีคลิปแชร์ในโลกออนไลน์ เป็นภาพหนุ่มกล้ามใหญ่ขี่บิ๊กไบก์มาพร้อมหญิงสาว โดยไม่ใส่หมวกกันน็อก ก่อนโดนตำรวจ สน.ทุ่งมหาเมฆ บริเวณป้อมสี่แยกศาลาแดง ย่านลุมพินี กทม. เรียกตรวจและดำเนินคดี แต่จังหวะนั้นหนุ่มคนดังกล่าวได้ต่อว่าและท้าทายตำรวจอย่างรุนแรง สุดท้ายโดนให้ตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ พบสูงถึง 213 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ทราบชื่อคือนายเมฆินทร์ อายุวัฒนมงคล อายุ 34 ปี อดีตนักกีฬา เพาะกาย ก่อนถูกคุมตัวดำเนินคดี เหตุเกิด วันที่ 29 พ.ย.ที่ผ่านมา

สำหรับความคืบหน้า เมื่อวันที่ 30 พ.ย. ที่สน.ทุ่งมหาเมฆ พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รรท.รองผบ.ตร และโฆษกตร. พ.ต.อ.อัครวุฒ ธานีรัตน์ ผกก.สน.ทุ่งมหาเมฆ และนพ.แท้จริง ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ เดินทางมาให้กำลังใจ ด.ต.ปวิช บุญมาสูงทรง ผบ.หมู่จร.สน.ทุ่งมหาเมฆ ที่ประสบเหตุ พร้อมแจ้งข้อหาเพิ่มกับนายเมฆินทร์ รวม 7 ข้อหา คือ ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ขับรถในขณะเมาสุรา ไม่สวมหมวกนิรภัย ไม่จัดให้ผู้ซ้อนท้ายสวมหมวกนิรภัย เปลี่ยนแปลงปิดบังป้ายทะเบียน ทำให้เกิดเสียงโดยไม่มีเหตุอันควร และบุกรุกเข้าไปในห้องควบคุมสัญญาณไฟจราจร เป็นพื้นที่ห้าม ซึ่งไม่ใช่สถานที่บริการประชาชน

พล.ต.อ.วิระชัยเปิดเผยว่า จากเหตุการณ์นี้จึงเดินทางมาให้กำลังใจด.ต.ปวิช ที่ปฏิบัติงานด้วยความใจเย็น สุภาพและอดทนต่อคำพูดเหยียดหยาม ไม่ใช้ความรุนแรง นอกจากนี้ภายในคลิปยังใช้วิทยุเรียกสายตรวจเข้ามา ระงับเหตุ จึงไม่มีเหตุบานปลาย ตามหลักยุทธวิธีอย่างถูกต้อง คดีนี้ถือเป็นตัวอย่างที่ตำรวจแจ้งข้อหาหนัก รวมทั้งการบุกรุกเข้าไปในป้อมจราจร เพราะเป็นพื้นที่หวงห้าม เนื่องจากอาจเกิดอันตรายและส่งผลกระทบต่อสัญญาณไฟจราจร อาจให้เกิดอุบัติเหตุกับผู้ขับขี่รถบนถนนได้

พล.ต.อ.วิระชัยกล่าวอีกว่า นอกจากนี้หากบุกรุกเข้ามาในป้อมจราจร โดยมีอาวุธ ตำรวจสามารถใช้อาวุธปืนประจำกาย ป้องกันตัวตามเหตุอันสมควรได้ ส่วนช่วงท้ายคลิป นายเมฆินทร์โทรศัพท์อ้างชื่อ “เกียรติ” ตรวจสอบแล้วว่าไม่ใช่ตำรวจ แต่เป็นบุคคลที่นายเมฆินทร์เคารพนับถือเป็นพี่ชาย รวมทั้งช่วยพูดคุยให้ยอมเป่าวัดแอลกอฮอล์ โดยจากการตรวจหาสารเสพติดไม่พบ และไม่เคยมีประวัติอาชญากรรม

ด้านนายเมฆินทร์ให้การว่า ทำงานอยู่ย่านสีลม หลังเลิกงานจึงดื่มสุราและเบียร์ แล้วไปต่อที่บ้านคนรู้จัก จนถึงเวลาประมาณ 6 โมงเช้า จึงขี่บิ๊กไบก์ออกมากระทั่งเกิดเหตุ ยอมรับว่าเมามากจนขาดสติ และมีอารมณ์โมโหที่ ถูกเรียกใบขับขี่ จึงพูดจาและใช้ท่าทาง ไม่เหมาะสมออกไป โดยขอยอมรับทั้ง 7 ข้อหา และอยากเตือนคนอื่นว่าไม่ควรดื่มสุราจนขาดสติและเมาไม่ขับ

ด.ต.ปวิชเปิดเผยว่า ขณะนั้นกำลังปฏิบัติหน้าที่อำนวยการจราจรในชั่วโมงเร่งด่วนที่มีรถติดขัด กระทั่งรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวขี่มาจอดหน้าป้อม ซึ่งไม่สวมหมวกนิรภัยทั้งคนขี่และคนซ้อน จึงออกมานอกป้อมขอใบขับขี่อย่างสุภาพ แต่ผู้ขับขี่ตอบโต้กลับมาด้วยถ้อยคำหยาบคาย จังหวะนั้นเป็นสลับสัญญาณไฟจราจรจึงกลับเข้าในป้อม ซึ่งพบว่าชายดังกล่าวมีอาการเมาสุราและแสดงท่าที จึงวิทยุเรียกสายตรวจมา คลิปดังกล่าวตนเป็นผู้ถ่ายเอง เพื่อเป็นหลักฐาน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นนายเมฆินทร์ได้ยกมือไหว้ขอโทษด.ต.ปวิช ก่อนเจ้าหน้าที่จะควบคุมตัวนายเมฆินทร์ส่งฟ้องศาลแขวงปทุมวันทันที

วันเดียวกัน ตำรวจคุมตัวนายเมฆินทร์มาส่งฟ้องต่อศาลแขวงปทุมวัน โดยศาลพิเคราะห์ข้อเท็จจริงตามฟ้อง ประกอบคำรับสารภาพของจำเลยแล้ว จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 43(2), 122 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 148 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 160 ตรี, ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136, 370 และ พ.ร.บ.รถยนต์ฯ มาตรา 5(4), 11, 60 ซึ่งการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป

จึงพิพากษาให้จำคุก 2 เดือน ปรับ 6,000 บาท ฐานขับรถขณะเมาสุรา จำคุก 2 เดือน ปรับ 2,000 บาท ฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานฯ ปรับ 400 บาท ฐานไม่สวมหมวกนิรภัยขณะขับขี่ฯ ปรับ 800 บาท ฐานขี่รถจักรยานยนต์ขณะผู้โดยสารไม่สวมหมวกนิรภัย ปรับ 2,000 บาท ฐานไม่แสดงแผ่นป้ายทะเบียนให้ครบถ้วน และปรับ 800 บาท ฐานทำให้เกิดเสียงดังฯ รวมโทษจำคุกจำเลยทั้งสิ้น 4 เดือน และปรับรวม 12,000 บาท

โดยจำเลยให้การรับสารภาพมีเหตุลดโทษให้กึ่งหนึ่ง จึงจำคุกจำเลย 2 เดือน และปรับ 6,000 บาท เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แล้วจำเลยไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษ 2 ปี โดยให้คุมประพฤติจำเลยด้วย ให้จำเลยเข้ารายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ในเวลา 1 ปี และให้จำเลยทำงานบริการสังคมตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ภายในกำหนด 1 ปี รวมทั้งให้พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยด้วยมีกำหนด 6 เดือน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน