วันที่ 29 ธ.ค. รายการดีเบตทางช่อง 3 จะพาไปเจาะลึกเบื้องหลัง 3 ทนายดัง ที่ตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา มักจะเห็นทั้ง 3 ท่านนี้ตามสื่อต่างๆ โดยได้พาผู้เสียหายแต่ละคดีไปร้องตามหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอความเป็นธรรมและเร่งรัดการทำคดี ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าการใช้พื้นที่สื่อทำให้หลายคดีถูกจับตามอง และสามารถปิดคดีได้อย่างรวดเร็ว

ภาษิต อภิญญาวาท ผู้ดำเนินรายการ คุยกับ นายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ประธานเครือข่ายต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ,นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม และนายเกิดผล แก้วเกิด ทนายความอิสระ

ทนายสงกานต์ เผยว่า คาแรคเตอร์ของตนที่ต้องเสียงดัง โผงผาง เพราะเป็นอรรถรสในการคุย เพื่อที่จะอธิบายให้หลายๆ คนเข้าใจว่าเรื่องใดเป็นความผิด และเรื่องใดไม่ผิด ส่วนแหวนหลายวงที่นิ้วนั้นมีพระธุดงค์รูปหนึ่งให้มา เพราะตอนนั้นทำคดีหมอเสน่ห์ และมีเหตุการณ์แปลกๆ เกิดขึ้นกับตน จึงนำมาใส่ติดตัวไว้ เป็นความเชื่อของตน

ที่ผ่านมาตนช่วยเหลือคนอื่นในเรื่องของคดีความนั้น เป็นเพราะว่า แต่ละคดีที่เข้าไปช่วยมักจะมีคำถามว่าถูกจ้างมาหรือป่าว ซึ่งตนอยากจะบอกว่าตนต้องการช่วยจริงๆ ไม่หวังสิ่งตอบแทน

ด้านทนายรณณรงค์ ระบุว่า ที่ต้องใส่เสื้อเชิ้ตสีชมพู สูทสีขาว เพราะตนรู้สึกไว้ใส่แล้วเท่ดี เดินไปไหนก็โดดเด่นมีคนจำได้และสังเกตเห็น อีกทั้งยังเป็นสีที่ถูกโฉลกกับตนด้วย

ส่วนคดีที่ผ่านมาตนก็เคยเจอเหตุการณ์แปลกๆ เหมือนกัน คือคดีน้องพลอย ที่หายตัวไป 3 ปี จนมาพบถูกฆ่าอำพรางเป็นศพ โดยในช่วงที่หาศพไม่เจอนั้นมีอยู่หนึ่งวันตนตื่นขึ้นมาเห็นเงาผู้หยิงนั่งร้องไห้อยู่ที่ปลายเตียง ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นน้องพลอย ขณะนั้นด้วยความกลัวตนก็พูดไปว่า “อะไรนักหนา ก็พยายามช่วยแล้ว” หลังจากเหตุการณ์นั้นตนจึงพยายามเดินหน้าเร่งทำคดีอย่างเต็มที่

ส่วนผลกระทบที่ผ่านมาหลังทำคดีต่างๆ นั้น ก็มีเข้ามาเป็นจำนวนมาก ทั้งคำถามที่มาถามว่าทำไมต้องไปช่วยคนต่างด้าว ทำไมถึงไม่ช่วยคนไทย ซึ่งเราก็ต้องพยามทำใจ และก้าวข้ามคำพูดเหล่านี้ไป

ก่อนหน้านี้ญาติของตนเคยถูกแทงตาย แต่ไม่สามารถทำอะไรคนร้ายได้เลย พอมาถึงวันนึงตนจึงเข้าใจว่า โอกาสที่เรามี สามารถแบ่งปันให้คนอื่นได้ เราเลยอยากทำทุกอย่างให้มันผ่านให้หมด ถ้าวันนึงเราไม่เคยมีโอกาส แล้วเราได้รับมัน เราจะเข้าใจคุณค่าของมันมาก

ส่วนทนายเกิดผล ที่ปกติแล้วคาแรคเตอร์จะเรียบร้อยที่สุด แต่เมื่อไม่นานมานี้กลับมีการโพสต์ภาพตัวเองมองบน พร้อมข้อความที่ค่อนข้างเกรี้ยวกราดนั้น ทนายเผยว่า เรื่องการติติงกันในแวดวงทนายความด้วยกันไม่ใช่เรื่องแปลก ซึ่งถ้าเราเห็นว่าไม่ถูกต้อง จะเป็นตำรวจ หรือเป็นข้าราชการเราก็มีสิทธิ์ที่จะตำหนิได้ และวันนั้นมีทนายท่านหนึ่งออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อเชิงตั้งคำถามว่าให้ลองไปดูประวัติของผู้เสียหายดู ซึ่งตนมองว่าไม่สมควรพูด และตนก็มองรูปคดีว่าลูกความของเขาถือปืนเข้าไปในบ้านคนอื่น ซึ่งไม่มีสิทธิ์ทำแบบนี้อยู่แล้วเพราะเขาไม่ใช่เจ้าหน้าที่

ส่วนกรณีที่เป็นประเด็นกับทนายรณณรงค์นั้น ยืนยันว่าไม่ได้ทะเลาะกัน เป็นเพียงแค่มุมมองทางกฎหมายเพียงเท่านั้น จริงๆ แล้วเรื่องของความเห็นกับทนายรณณรงค์เกิดขึ้นบ่อย ก่อนหน้านี้ก็มีการตำหนิและท้วงติงกัน แต่เราท้วงกันเฉพาะในเรื่องข้อกฎหมาย

ทนายเกิดผล ยังเล่าอีกว่า ตนไม่มีทีมงานเป็นคนรับเรื่องร้องทุกข์เองทั้งหมด โชคดีที่ภรรยาเป็นทนายความเหมือนกันจึงเข้าใจในเรื่องของการทำงาน ซึ่งภรรยาตนได้บอกกับตนว่าห้ามปิดโทรศัพท์มือถือ เผื่อว่าใครมีปัญหาในยามวิการ เขาจะได้รับความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

ในส่วนของตนที่ช่วยเหลือคนนั้น เกิดจากความสงสารและความเมตตา คือเรารู้ว่าเขาคงไม่มีหนทางแล้ว เขาถึงมาหาเรา ตนเคยกลัวว่าถ้าตนช่วยได้ แต่ตนไม่ช่วย วันหนึ่งถ้าเกิดอะไรขึ้นกับเขา แล้วเราจะมานั่งเสียใจว่าทำไมเราถึงไม่ช่วยเขาในตอนนั้น ตนจึงไม่อยากทิ้งโอกาสที่จะสามารถช่วยเขาได้

ทนายทั้ง 3 คนยังบอกอีกว่า สิ่งที่พวกตนทำก็เพื่อทนายความทั้งประเทศ เพราะยังมีทนายอีกหลายคนที่ช่วยเหลือประชาชน แต่ไม่ได้มีโอกาสได้ออกสื่อแบบนี้

รายการดีเบต โต้เหตุผล ค้นความจริง ตอน ทนายหน้าจอ และติดตามประเด็นอื่นได้ทุกวัน จันทร์-ศุกร์ เวลา 16.40 – 17.00 น. ได้ทางช่อง 33 และ ช่อง 3HD

และ

http://tv.bectero.com/debate/156320/%E0%B8%97%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%AD-29-%E0%B8%98-%E0%B8%84-60

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน