ประธานาธิบดียูกันดา ลงนามในกฎหมายต่อต้าน LGBTQ+ พร้อมโทษประหารกับพฤติกรรมรักร่วมเพศ ถูกประณามว่าเป็น ‘ใบอนุญาตสำหรับความเกลียดชังและการลดทอนความเป็นมนุษย์’
กลายเป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์กันสนั่นทั่วโลก เมื่อ “โยเวรี มูเซเวนี” (Yoweri Museveni) ประธานาธิบดีของยูกันดา ได้ลงนามในกฎหมายต่อต้าน LGBTQ+ ซึ่งถูกประณามว่าเป็น ‘ใบอนุญาตสำหรับความเกลียดชังและการลดทอนความเป็นมนุษย์’ นับเป็นสิ่งที่โหดร้ายที่สุดในโลก ทั้งยังมีการอนุญาตให้มีโทษประหารชีวิตสำหรับพฤติกรรมรักร่วมเพศ
การลงนามดังกล่าวเรียกเสียงประณามจากชาวยูกันดาจำนวนมากในทันที รวมถึงความไม่พอใจจากนานาชาติอย่างกว้างขวาง รัฐบาลสหราชอาณาจักรกล่าวว่า รู้สึกตกใจกับร่างกฎหมายที่ “เลือกปฏิบัติ กีดกัน และแบ่งแยกอย่างลึกซึ้ง” ซึ่งระบุว่าการกระทำนี้จะ “ทำลายชื่อเสียงระดับนานาชาติของยูกันดา”
ประธานาธิบดี ‘โจ ไบเดน’ จากสหรัฐฯ ประณามการกระทำดังกล่าวว่า “น่าละอาย” และ “เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนสากลอย่างน่าเศร้า” เขากล่าวเสริมว่า วอชิงตันกำลังพิจารณา “คว่ำบาตรและจำกัดการเดินทางเข้าสหรัฐฯ ต่อบุคคลใดก็ตามที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง” ซึ่งข้อเสนอแนะนี้อาจทำให้เจ้าหน้าที่ยูกันดาได้รับผลกระทบ
แอนิต้า แอเน่ต์ อะมอง (Anita Annet Among) ประธานรัฐสภายูกันดา ออกแถลงการณ์บนสื่อสังคมออนไลน์ยืนยันว่า ประธานาธิบดีได้เซ็นรับรองกฎหมายต่อต้านการรักร่วมเพศแล้ว
ในกฎหมายกำหนดให้มี โทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิตสำหรับผู้ที่มีพฤติกรรมรักร่วมเพศ โทษจำคุก 20 ปีสำหรับการส่งเสริมหรือสนับสนุนต่อ ‘กิจกรรมของคนรักร่วมเพศ’ และรวมไปถึงผู้ที่สนับสนุนให้พฤติกรรม‘รักร่วมเพศ’ รุนแรงขึ้น โทษจำคุก 14 ปี
“การตัดสินใจของประธานาธิบดี ‘มูเซเวนี’ ในการลงนามกฎหมายต่อต้านการรักร่วมเพศปี 2023 เป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง” สตีเวน คาบูยี (Steven Kabuye) นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนในกัมปาลากล่าว “การกระทำนี้ละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานและเป็นแบบอย่างที่เป็นอันตรายสำหรับการเลือกปฏิบัติ แบ่งแยกและการประหัตประหารต่อกลุ่ม LGBTQ+ ในยูกันดา
“อย่างที่เราได้เห็นในอดีต กฎหมายดังกล่าวสามารถนำไปสู่ความรุนแรงที่เพิ่มขึ้น การคุกคาม และการทำให้กลุ่มคนกลายเป็นกลุ่มชายขอบ ดังนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราจะต้องยืนหยัดร่วมกันด้วยความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับกลุ่ม LGBTQ+ ในยูกันดาและทั่วโลก และต่อสู้กับความเกลียดชัง”
ที่มา : the guardian

