แม้วันนี้ สถานการณ์โควิด-19 จะดูเหมือนสงบ การแพร่ระบาดลดน้อยลง ผู้คนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่ในความเป็นจริงแล้ว โควิด-19 ยังอยู่กับคนไทย ไวรัสมีการกลายพันธุ์เพื่อหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันได้มากขึ้น จากตัวเลขรายงานสถานการณ์โควิด-19 ของกรมควบคุมโรค ระบุว่า ระหว่าง 29 ต.ค.- 4 พ.ย. 66 มีผู้ป่วยใหม่รักษาในโรงพยาบาล 304 ราย ป่วยสะสมตั้งแต่ต้นปี 34,511 ราย ขณะที่ผู้ป่วยหนักปอดอักเสบพบรายงาน 63 ราย ผู้ป่วยใส่ท่อช่วยหายใจ 43 ราย ผู้เสียชีวิต 1 ราย ต่อสัปดาห์ และเสียชีวิตสะสมตั้งแต่ต้นปี 2566 อยู่ที่ 819 ราย
เมื่อย้อนกลับไปช่วงที่เชื้อไวรัสที่รุนแรงนี้ อุบัติขึ้นเป็นครั้งแรก มีการแพร่ระบาดอย่างหนักและความรุนแรงของโรคที่ส่วนหนึ่งเกิดจากอาการแทรกซ้อน ส่งผลให้ผู้คนทั่วโลกล้มป่วยและเสียชีวิตจำนวนมหาศาลด้วยเป็นไวรัสกลายพันธุ์ การรักษาด้วยยาที่มีเพียงไม่กี่ชนิดในห้วงเวลานั้นยังไม่แน่ชัดถึงประสิทธิผลว่าจะสามารถลดปริมาณไวรัสโดยตรงได้หรือไม่
เป็นที่มาของโครงการ “การศึกษาวิจัยทางคลินิกแบบการศึกษาระยะที่ 2 ในหลายศูนย์วิจัยเพื่อค้นหายาที่ใช้ในการ รักษาโควิด-19: การศึกษาเพื่อประเมินประสิทธิภาพของยาในการเปลี่ยนแปลงปริมาณไวรัสในคนไข้ที่ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่อาการไม่รุนแรง เป็นการศึกษาในรูปที่สามารถปรับรูปแบบและขั้นตอนในการดำเนินการวิจัยแบบเป็นระบบในระหว่างการทำการวิจัย” โดยคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล และหน่วยวิจัยโรคเขตร้อนมหิดล–อ๊อกซฟอร์ด (Mahidol-Oxford Tropical Medicine Research Unit) หรือ MORU

รศ.นพ.วีระพงษ์ ภูมิรัตนประพิณ คณบดีคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายถึงโครงการดังกล่าว เรียกย่อๆ ว่า “PLATCOV” เป็นการวิจัยเปรียบเทียบประสิทธิภาพยารักษาโควิด-19 หลายชนิดในโครงการเดียวกัน และ MORU เป็นหน่วยงานที่เกิดจากความร่วมมือระหว่าง ม.มหิดล กับ ม.อ๊อกซฟอร์ด เพื่อส่งเสริมงานวิจัยและดูแลผู้ป่วยโรคเขตร้อน โดยมีการทำงานร่วมกันมาเป็นเวลากว่า 40 ปี
“ผู้ป่วยโควิด-19 ในระยะแรกๆ หลายรายมีอาการค่อนข้างรุนแรง มีปอดอักเสบ และอัตราการเสียชีวิตสูงขึ้น ยาที่นำมารักษาเป็นยาต้านไวรัสที่ใช้ในวงการวิจัย เช่น ฟาวิพิราเวียร์ โมลนูพิราเวียร์ แพกซ์โลวิด ไอเวอร์เมคติน ฯลฯ แต่ยังไม่มีการศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพระหว่างยาแต่ละชนิด โครงการ PLATCOV จึงได้เกิดขึ้นเมื่อปลายปี 2564 เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของยาชนิดต่างๆ ในการทำการศึกษาวิจัยเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการกำจัดเชื้อไวรัสซึ่งมีความสำคัญต่อการรักษาโควิด-19 จุดประสงค์ต้องการให้คนไทย และประเทศอื่นๆ ที่มีรายได้ปานกลางสามารถเข้าถึงตัวยาได้ และมีประสิทธิภาพในการรักษามากขึ้น”

PLATCOV ได้ศึกษาวิจัยใน 4 ประเทศ ได้แก่ ไทย บราซิล ปากีสถาน และลาว ปัจจุบันยังดำเนินการศึกษาอยู่ โดยรับอาสาสมัครผู้ป่วยโควิด-19 ที่ไม่มีอาการรุนแรงและอยู่ในระยะแรกเริ่มที่เพิ่งมีอาการมาไม่เกิน 4 วัน โดยใช้วิธีวัดปริมาณเชื้อไวรัสด้วยการป้ายเก็บเชื้อในลำคอเพื่อส่งตรวจทุกๆวันเป็นเวลา 7 วัน เพื่อส่งตรวจโดยใช้เทคนิคเฉพาะที่มีความไวและความแม่นยำสูง ด้วยการตรวจโดยวิธี RT-PCR พร้อมกับการให้ยารักษาเป็นเวลา 5 วัน เพื่อแสดงให้เห็นว่าเมื่อได้รับยาแล้วสามารถลดปริมาณไวรัสได้เร็วและมากขนาดไหน ยิ่งคนที่มีภูมิคุ้มกันดีแล้ว ได้รับยาก็จะกำจัดเชื้อได้เร็วขึ้น ส่งผลให้ช่วยลดความรุนแรงของโรค และลดการเกิดภาวะแทรกซ้อน
คณะผู้วิจัยหลัก PLATCOV ประกอบด้วยนักวิชาการและนักวิจัย นำโดย Dr.William Schilling, Prof. Sir. Nick White, รศ.นพ.วีระพงษ์ ภูมิรัตนประพิณ พร้อมด้วยนักวิจัยจากคณะเวชศาสตร์เขตร้อน และ MORU ได้รายงานผลจากการศึกษาวิจัยในช่วง 6 มิถุนายน 2565 ถึง 23 กุมภาพันธ์ 2566 และตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ The Lancet Infectious Diseases เรื่องการเปรียบเทียบ ระหว่างกลุ่มคนไข้ที่ได้รับยาโมลนูพิราเวียร์ 65 คน กับได้รับยาแพกซ์โลวิด 59 คน และกลุ่มไม่รับยาจำนวน 85 คน พบว่า ค่าเฉลี่ยของการลดปริมาณไวรัสของยาโมลนูพิราเวียร์เร็วกว่ากลุ่มไม่รับยาที่ 37% ขณะที่ยาแพกซ์โลวิดลดปริมาณไวรัสได้เร็วกว่ากลุ่มไม่รับยาที่ 84%

หนึ่งในคณะทำงานวิจัย ผศ.พญ.พจนีย์ จิตตะมาลา ได้เสริมถึงความสำคัญของโครงการ PLATCOV ว่าการศึกษานี้ ได้แสดงให้เห็นว่าวิธีการทดสอบที่พัฒนาและออกแบบโดยทีมวิจัยเพื่อใช้ในการทดสอบประสิทธิภาพของยานี้มีความเที่ยงตรงและสามารถแสดงให้เห็นผลลัพธ์ของการให้ยาในการลดปริมาณของไวรัสในลำคอผู้ป่วยได้ดี วิธีนี้ยังเป็นการทดสอบประสิทธิภาพของยาที่ได้ผลลัพธ์เชิงประสิทธิภาพของยาได้ชัดเจนและรวดเร็ว
“เราต้องการให้คำตอบสาธารณชนว่า ยาแต่ละชนิดมีประสิทธิภาพอย่างไร ก่อนจะนำมาใช้กับคนไทยทั้งประเทศ ซึ่ง ผลลัพธ์โดยรวมระหว่างแพกซ์โลวิดกับโมลนูพิราเวียร์เช่นเดียวกับรายงานเอกสารอีกหลายแห่ง เป็นไปในทิศทางเดียวกันบ้าง ก็มีการทดสอบในเชิงอาการทางคลินิกร่วมด้วย เห็นผลชัดเจนว่าประสิทธิภาพในเชิงการลดไวรัสของแพกซ์โลวิดมากกว่า โมลนูพิราเวียร์เกือบเท่าตัว”

จากผลการศึกษาวิจัยยาแพกซ์โลวิดในโครงการ PLATCOV ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร The Lancet Infectious Diseases ซึ่งเป็นวารสารการแพทย์ที่มีชื่อเสียงระดับสากล ส่งผลให้เกิดเป็นองค์ความรู้ทางการแพทย์เผยแพร่ ไปทั่วโลก หน่วยงานหรือองค์กรต่างๆ สามารถนำไปต่อยอดทำประโยชน์ได้อีกมาก
นอกเหนือจากโครงการ PLATCOV แล้ว รศ.นพ.วีระพงษ์ ยังเผยถึงเป้าหมายของคณะเวชศาสตร์เขตร้อน และ MORU ในการต่อยอดขยายขอบเขต งานวิจัยโรคเขตร้อน โดยเฉพาะโรคมาลาเรียที่ยังทำอยู่ในหลายสาขา เช่น ด้านระบาดวิทยา การใช้ยาทางคลินิก การใช้ยาป้องกัน รวมถึงความร่วมมือในการผลิตวัคซีนเพื่อป้องกันมาลาเรียชนิดไวแวกซ์ ซึ่งเป็นโครงการแรกในเอเชีย โดยจะทำเป็นแพลตฟอร์ม mRNA ป้องกันมาลาเรียครบวงจร รวมถึงกำจัดให้หมดไปจากประเทศไทย
โควิด-19 จากต้นกำเนิดอู่ฮั่น ไวรัสโควิด-19 ได้กลายพันธุ์มาสู่สายพันธุ์อัลฟ่า เดลต้า โอไมครอน และสายพันธุ์ในปัจจุบัน การติดตามการกลายพันธุ์ ของไวรัสและพัฒนาวัคซีนอย่างต่อเนื่องจึงเป็นเรื่องสำคัญ คณะเวชศาสตร์เขตร้อน และ MORU ยังได้ทำโครงการ Genome Sequencing ถอดรหัสพันธุกรรมเพื่อเฝ้าระวังการกลายพันธุ์ โดยมีสถาบันร่วมการศึกษาจากคณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
รศ.นพ.วีระพงษ์ กล่าวว่า Research Culture หรือวัฒนธรรมการทำงานวิจัย ถือเป็นจุดแข็งของ คณะเวชศาสตร์เขตร้อน จากการก่อตั้งมากว่า 63 ปี มีการถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องการวิจัยของคณาจารย์จากรุ่นสู่รุ่น ผสานกับมีโครงสร้างงานวิจัยที่เข้มแข็ง ส่งผลให้ทุกผลงานวิจัยสร้างประโยชน์ในระดับทั้งในประเทศและระดับสากล
“คณะเวชศาสตร์เขตร้อนเป็นส่วนหนึ่งของ ม.มหิดล ได้ตอบสนองนโยบายการเป็นปัญญาของแผ่นดิน ภายใต้ พันธกิจการดูแลเรื่องการเรียนการสอน ไม่ว่าจะเป็นปริญญาโท ปริญญาเอก และประกาศนียบัตรโรคเขตร้อน ภายในคณะฯประกอบด้วย 11 ภาควิชา 5 ศูนย์ความเป็นเลิศ และโรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อนที่ช่วยเสริมด้านองค์ประกอบงานวิจัยโรคเขตร้อน โดยมี MORU เป็นองค์กรวิจัยหนึ่งที่ทำงานร่วมกันและมีความเข้มแข็ง มีการทำงานวิจัยเรื่องการแพทย์หลายงานที่ทำและยังต้องทำอย่างต่อเนื่อง”
โควิด-19 อาจจะเปลี่ยนจากโรคระบาดใหญ่มาสู่โรคประจำถิ่น แต่เรายังต้องป้องกันและดูแลตัวเอง โดยเฉพาะ กลุ่มเสี่ยง 608 หรือใครที่ฉีดวัคซีนไม่ครบตามกำหนด ควรต้องระมัดระวัง สวมหน้ากากอนามัยเมื่อเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่ม หมั่นล้างมือด้วยน้ำและสบู่หรือเจลแอลกอฮอลล์ หากมีอาการสงสัยหรือมีอาการระบบทางเดินหายใจ เช่น มีไข้ ไอ มีน้ำมูก เจ็บคอ มีเสมหะ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ให้ตรวจหาเชื้อด้วย ATK ทันที และถ้าอาการรุนแรง เช่น มีไข้สูง หอบเหนื่อย หายใจลำบาก ให้รีบไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาทันที