เปิดใจ หนุ่มนักปีนเขา เก็บเกี่ยวประสบการณ์ 10 ปี ขอพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ เตรียมเดินทางไปในเดือนเม.ย.นี้ เชื่อมั่นพลังแห่งศรัทธา จะทำได้
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 13 ม.ค.67 นายสิริพงศ์ สุพรรณพงศ์ หรือ เมฆ นักปีนเขา เปิดใจกับข่าวสดออนไลน์ หลังจากเก็บเกี่ยวประสบการณ์ปีนเขามากกว่า 10 ปี เพื่อทำตามความฝันพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ ภูเขาที่สูงที่สุดในโลก ในประเทศเนปาล
นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ตอนแรกตนไม่ได้ตั้งใจจะไปปีนเขาเอเวอเรสต์ แต่ก่อนหน้านี้ลองปีนเขาหลายรูปในประเทศไทยและรู้สึกว่าได้พลังกลับมา ทำให้รู้สึกมีพลังในการใช้ชีวิต ตนจึงคิดว่าถ้าหากมีอะไรบางอย่างที่ทำให้เรามีพลังมากกว่านี้มันก็คงจะดี
ถ้าหากเราลองทำในสิ่งที่ยากมากๆและเราประสบความสำเร็จ มันก็น่าจะได้พลังมากกว่านี้ จึงเริ่มหาข้อมูลว่า จะต้องปีนเขาที่ไหนที่ยากที่สุด คำตอบก็คือเขาเอเวอเรสต์ ซึ่งเป็นภูเขาที่ยากที่สุดในโลกใบนี้ เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก กว่า 8,848 เมตร จากระดับน้ำทะเล
ตอนแรกความฝันนี้มันดูไกลตัว เพราะเราเป็นเพียงแค่พนักงานออฟฟิศ และไม่มีสปอนเซอร์อะไร แต่ตนก็อยากลองดูสักตั้ง จึงเริ่มศึกษาหาข้อมูลและซ้อมปีนมาเรื่อยๆ และเมื่อ 7 ปีที่แล้ว เราไปเอเวอเรสต์เบสแคมป์ เพราะต้องการไปให้รู้ว่ามันคืออะไร เนื่องจากเราไม่รู้จักหิมะ ไม่รู้จักความหนาวติดลบ
หรือการเคลื่อนที่สูงในภาวะออกซิเจนต่ำ เราจึงต้องไปทดสอบร่างกายก่อนว่าเราไหวแค่ไหน ซึ่งเราก็สามารถทำสำเร็จ แต่ค่อนข้างทุลักทุเลมาก และหลังจากที่กลับมาก็พยายามเก็บเกี่ยวประสบการณ์ปีนเขาและเตรียมพร้อมร่างกายของตัวเองให้ได้มากที่สุด
นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า จนกระทั่งตัดสินใจไปปีนเขาเอเวอเรสต์อีกครั้ง ในช่วงเดือนพฤษภาคม ปีที่ผ่านมา (2566) ก็เจอกับประสบการณ์มากมาย ซึ่งก่อนที่เราจะขึ้นเขาเอเวอเรสต์ได้นั้น จะต้องมีทีมนำเส้นที่จะไปเปิดเส้นทางใหม่สำหรับการปีนเขา ซึ่งทีมที่ไปเปิดเส้นทางให้ตนนั้น ขึ้นไปทั้งหมด 9 คน แต่ลงกลับมาได้เพียง 8 คนเท่านั้น เพราะมี 1 คนที่เสียชีวิตระหว่างทาง เนื่องจากว่าหิมะถล่ม
@cansmile ขอบคุณภาพจากสำนักข่าว NST นะครับ #trekking #เดินป่า #nepal #climbing #hiking #เนปาล #ปีนเขา #everest #ebc #frostbite
ซึ่งตอนที่ตนกำลังปีนเขาก็เจอเหตุการณ์นี้เหมือนกัน จังหวะนั้นได้ยินเหมือนเสียงฟ้าถล่มก้องไปทั้งภูเขา ซึ่งทีมเปิดเส้นทางเริ่มรู้แล้วว่าน่าจะเกิดเหตุการณ์ผิดปกติ จึงส่งสัญญาณให้ทุกคน เหตุการณ์เกิดขึ้นไม่ถึง 5 วินาที หิมะก็ถล่มลงมา ตนไม่สามารถขยับตัวได้ เพราะเชือกมันล็อคอยู่กับเอว ทำได้เพียงเอามือกันหัวไม่ให้ได้รับบาดเจ็บ
เส้นทางที่ตนขึ้นจากเบสแคมป์ ไปยังแคมป์ที่ 1 เป็นที่ที่น้ำแข็งมาทับถมกันเป็นเวลานาน มันจะมีความเปราะ มีหลุม มีเหวเต็มไปหมด ซึ่งเราจะต้องเริ่มปีนผาที่เต็มไปด้วยหิมะ และจะต้องข้ามผ่านบันไดที่พาดอยู่ระหว่างเหวทั้ง 2 ฝั่ง ซึ่งถือว่าเป็นอันตรายมาก ตนขึ้นไปตอนเที่ยงคืน ไปถึงแคมป์ที่ 1 ประมาณ 6 โมงเช้า ซึ่งในช่วงเวลานั้นเราไม่ได้รู้สึกถอดใจ แต่ว่ามีบางครั้งที่มันเหนื่อยมาก เพราะออกซิเจนเรามีเพียงแค่ 40 เท่านั้น
“ตลอดเส้นทางที่เราปีนเขาก็เจอหลายรูปแบบ เพื่อนร่วมทางแพ้ความสูง ก็จะพูดจาไม่รู้เรื่อง เดินเซ และบางคนโดนหิมะกัดนิ้ว จนจำเป็นต้องตัดนิ้วทิ้ง มีขาหัก แขนหัก ที่หนักที่สุดก็คือ เจอคนที่เสียชีวิตด้วย แต่เราก็เลือกที่จะทำตามเป้าหมายให้สำเร็จ เพราะเรารู้ว่าสิ่งนี้มันจะสามารถสร้างสิ่งสิ่งดีๆ ให้กับชีวิตเรา
บางทีอาจคิดว่าการไปปีนเขาเอเวอเรสต์ จะต้องใช้เงินที่เยอะมาก ใช้เวลาฝึกฝน แต่สิ่งที่เราลงทุนไปมันสามารถสร้างพลังกลับมาให้ตัวเรา เราจะมีพลังไปหาสิ่งที่เสียไปก่อนหน้านี้ได้หมดเลย และอาจจะได้มากกว่าเดิมด้วย” นายสิริพงศ์ กล่าว
นายสิริพงศ์ กล่าวว่า การไปเอเวอเรสต์คือพลังมหาศาลของตน ทุกเช้าที่ตื่นมา เรามีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ มันก็ทำให้เรามีพลังในการใช้ชีวิต แม้ว่าจะเจอปัญหามากมาย แต่เราสามารถข้ามผ่านไปได้อย่างสบายๆ เพราะเรามีเป้าหมายที่ใหญ่ที่สุดที่จะต้องทำ ทั้งนี้ก่อนที่จะไปขึ้นเขาเอเวอเรสต์ ก็จะต้องเตรียมความพร้อมก่อน นั่นก็คือทำประกันชีวิตเอาไว้ เผื่อว่าเกิดประสบอุบัติเหตุหรือเหตุไม่คาดฝัน คนอยู่จะได้ไม่เดือดร้อน
แต่อย่างไรก็ตาม ในวันที่ตนไปสภาพอากาศเลวร้ายมาก จึงสามารถปีนขึ้นไปได้เพียงแค่แคมป์ 2 เท่านั้น เพราะจากการประเมินแล้วมีเพื่อนร่วมทางที่เดินขึ้นไปเป็นชาวต่างชาติสามารถพิชิตเขาเอเวอเรสต์ได้สำเร็จ แต่นิ้วของเขาถูกหิมะกัด จนจำเป็นต้องตัดนิ้วเกือบทั้งหมด ซึ่งตนประเมินแล้วมันไม่คุ้มกัน เพราะนิ้วยังสามารถที่จะทำอย่างอื่นได้เยอะ
ตนจึงตัดสินใจหยุดแค่นี้ และเตรียมที่จะไปพิชิตอีกครั้ง ในเดือนเมษายนที่จะถึงนี้ เพราะถ้าหากว่าตนไม่กลับไป เราจะติดนิสัยเป็นคนทำไม่สำเร็จ ก็จะทิ้งมันไป ทั้งที่เราพยายามมันมาเยอะแล้ว ก็ต้องปรับปรุงแก้ไขและทำมันให้ได้
“เชื่อว่าถ้าหากทุกคนมีความฝัน ทุกคนจะมีเลือดนักสู้อยู่ในตัว ก็อยากให้ทุกคนสู้ บางอย่างมันไม่สามารถประสบความสำเร็จเพียงแค่หนึ่งถึงสองวัน บางคนอาจจะใช้เวลาเป็นเดือนหรือเป็นปี ถ้าหากเรารักในสิ่งนี้ เราจะไม่รู้สึกเลยว่าเรามีความทุกข์ที่จะทำมัน แต่มันจะเป็นความรู้สึกที่เราเหนื่อยแค่ไหนเราก็ต้องทำมันให้สำเร็จ ทุกเช้าจะทำให้เรามีพลังในการใช้ชีวิต อย่าเพิ่งท้ออย่าเพิ่งถอยอด ทนและสู้ ไม่ว่าจะเจอปัญหาอะไร เชื่อว่าพลังแห่งความศรัทธา สักวันนึงเราจะทำได้” นายสิริพงศ์ กล่าว




