สาวตกใจ ขับรถบนทางด่วน จู่ๆชายแปลกหน้ายืนขวางหน้ารถ แถมทุบกระจก จะเปิดประตู ตะโกนขอไปด้วย ตำรวจเร่งเช็กวงจรล่าตัว
วันที่ 11 มี.ค. 67 น.ส.ปานหทัย บูรณประเสริฐกุล ผู้เสียหาย เปิดใจกับ ‘ข่าวสดออนไลน์’ หลังเจอชายแปลกหน้า ยืนขวางหน้ารถกลางทางด่วน และพยายามที่จะเปิดประตูรถเข้ามาด้านใน จึงนำเรื่องนี้มาเตือนภัยสำหรับทุกคน
น.ส.ปานหทัย กล่าวว่า วันนั้นตนเลิกงานช่วงเวลาประมาณบ่ายโมง กำลังจะเดินทางกลับที่พัก ย่านห้วยขวาง โดยใช้ทางด่วน พระราม 3 เป็นเส้นทางกลับบ้านประจำ ระหว่างที่ขับรถผ่านเข้าช่อง Easy pass
จู่ ๆ มีรถทางเลนขวาลักษณะขับเหมือนจะเปลี่ยนเลน ทำให้ตนจะต้องชะลอและเปิดไฟฉุกเฉิน เพราะกลัวว่าจะมีรถตามหลังมา เป็นจังหวะเดียวกับที่มีผู้ชายเดินมาขวางที่หน้ารถ
ผู้ชายคนนั้นก็เดินมาที่ประตูรถฝั่งผู้โดยสารด้านหน้า และพยายามเปิดประตู แต่เปิดไม่ออกเพราะประตูถูกล็อกอยู่ เขาพยายามดึงแรงขึ้น
แล้วก็เอามือตีกระจกรถ พร้อมตะโกนว่า “ไปลงด้วยได้มั้ย ผมขอลงหน่อย ผมขอไปลงข้างหน้าหน่อยดิ” แล้วผู้ชายคนนั้นก็เอาหมวกกันน็อกฟาดที่กระจกฝั่งผู้โดยสารด้านหลัง
ตอนนั้นตนรู้สึกตกใจมาก ทำอะไรไม่ถูก ทั้งช็อกและงง แต่ตั้งสติได้ก็ขับรถออกมาจากตรงนั้นทันทีโดยที่ไม่ได้ลดกระจกลงเพื่อที่จะถามความต้องการของชายคนนั้น เพราะดูแล้วลักษณะค่อนข้างไม่น่าไว้ใจ และดูอารมณ์ฉุนเฉียว เห็นได้จากที่ชายคนนั้นใช้หมวกกันน็อกฟาดเข้ามาที่กระจกรถของตน
เหตุการณ์นี้อยากให้เป็นอุทาหรณ์เตือนผู้ใช้รถใช้ถนน โดยเฉพาะผู้หญิงที่ต้องขับรถไปไหนมาไหนคนเดียวเพียงลำพัง ว่าทุกครั้งจะต้องล็อกรถทันทีที่ขึ้นรถ และตรวจเช็กกล้องหน้ารถหากมีติดตั้งไว้ให้ใช้งานได้อยู่ตลอดเวลา
เพราะจากเหตุการณ์เหตุการณ์ครั้งนี้หากตนไม่มีภาพหลักฐานจากกล้องหน้ารถ คิดว่าเวลาไปแจ้งความ เรื่องราวของตนอาจจะไม่มีน้ำหนักและไม่มีหลักฐานเอาผิดชายคนนั้นได้
เหตุการณ์นี้ถือว่าตัวเองโชคดีมาก ๆ ที่ปกติแล้วนิสัยเป็นคนที่เวลาขึ้นรถและจะกดล็อกรถทันที เนื่องจากรถเป็นรถรุ่นเก่าไม่ได้มีระบบล็อกอัตโนมัติ หากวันนั้นลืมล็อกรถก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอันตรายอะไรขึ้นกับตัวเอง
น.ส.ปานหทัย กล่าวอีกว่า ตอนที่โทรหาเจ้าหน้าที่ของทางด่วนที่เบอร์ 1543 เพื่อแจ้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ฟังทางเจ้าหน้าที่ได้แนะนำให้ตนไปแจ้งความที่ สน. ทางด่วน 1
แต่ตัวเองได้สอบถามกับญาติที่เป็นตำรวจได้รับคำแนะนำว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นลักษณะการทำลายทรัพย์สินให้ได้รับความเสียหาย จะต้องไปแจ้งกับตำรวจทางภาคพื้นดิน
ซึ่งบริเวณนั้นอยู่ในเขตพื้นที่รับผิดชอบของ สน.ทุ่งมหาเมฆ โดย สน.ทางด่วน 1 จะดูแลรับผิดชอบในเรื่องที่เกี่ยวกับอุบัติเหตุทางการจราจรบนทางด่วนเท่านั้น ซึ่งก็เป็นความรู้ใหม่สำหรับตนมาก
สำหรับความคืบหน้าทางคดีขณะนี้ น.ส.ปานหทัย กล่าวว่า เบื้องต้นตำรวจ สน.ทุ่งมหาเมฆ ได้ประสานกับ สน.ทางด่วน 1 เพื่อติดตามไล่กล้องวงจรปิด ทราบว่าชายคนดังกล่าวนี้ได้โบกเรียกแท็กซี่ไปส่งย่านรามคำแหง แต่ยังไม่ทราบจุดหมายปลายทางที่ชัดเจน
หลังจากนี้ น.ส.ปานหทัย จะรอทางตำรวจติดต่อมาหากสามารถติดตามตัวชายดังกล่าวได้ โดยจะติดต่อตัวเองเพื่อให้ไปชี้ตัว