ทัวร์ลงยับ! ‘นท พนายางกูร’ เล่า สนใจศาสตร์แห่งจิตวิญญาณ เคยทำพิธีกรรม ‘อายาวัสกา’ ดื่มน้ำรากไม้ เหมือนทดลองตาย โซเชียลถก นับเป็นสารเสพติดไหม?

กลายเป็นดราม่าร้อนแรงถกสนั่นในโลกโซเชียลขณะนี้ เมื่อศิลปินหญิงสายติสท์อย่างสาว นท พนายางกูร หรือที่รู้จักกันในชื่อ นท เดอะสตาร์ ได้ออกมาเล่าประสบการณ์ชีวิตผ่านรายการ ป๋าเต็ดทอล์ก เผยการเยียวยาตนเอง ผ่านการทดลองเรียนรู้ศาสตร์ต่าง ๆ อาทิ จิตวิญญาณ, จักระมนุษย์, ศาสตร์การบำบัดด้วยเสียง ฯลฯ

อ่านข่าวเพิ่มเติม : นท พนายางกูร คัมแบ๊กในรอบ 10 ปี พร้อมเปิดตัวคู่ชีวิตที่เป็นแรงซัพพอร์ตใหญ่

ภาพประกอบ จาก YouTube รายการ ป๋าเต็ดทอล์ก

พร้อมกันนี้ นท ยังเล่าว่าครั้งหนึ่งในชีวิต เธอเคยร่วมทำพิธีกรรม ‘อายาวัสกา’ (ayahuasca) โดยเธอเล่าว่า ‘อายาวัสกา’ (ayahuasca) คือ พิธีกรรมที่จะต้องดื่มน้ำสมุนไพรชนิดหนึ่ง ที่ถูกสกัดจากรากไม้ที่มาจากแอฟริกาใต้

และอ้างว่า เมื่อดื่มน้ำสมุนไพรนี้เข้าไป จะทำให้สมองหลั่งสารที่เรียกว่า DMT ซึ่งสารนี้จะมีการหลั่งในสมองมนุษย์แค่ 2 ครั้งเท่านั้นในชีวิต คือ ตอนที่เกิด และตอนที่ตาย เสมือนเป็นการทดลองตาย นำไปสู่การรู้แจ้งเห็นจริง

ภาพประกอบ จาก YouTube รายการ ป๋าเต็ดทอล์ก

นท เล่าต่ออีกว่า ขณะที่ทำพิธีกรรม เธอรู้สึกถึงความตายจริง ๆ เหมือนกำลังหายใจเฮือกสุดท้าย และได้รู้สึกถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับสรรพสิ่ง เราคือธรรมชาติ

ทั้งนี้ เธอย้ำว่า การทำพิธีกรรมนี้ จะต้องมีผู้นำจิตวิญญาณที่เชี่ยวชาญมาก เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน หากสนใจทำ ต้องศึกษาอย่างดี และทดลองทำกับผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น และควรทำในที่ปลอดภัย ใกล้ธรรมชาติ ที่สำคัญควรมีแพทย์ในระหว่างทำพิธีกรรม

พร้อมเตือนว่า พิธีกรรมนี้ไม่เหมาะกับทุกคน ไม่ควรทำไปเพราะความสนุก

ภาพประกอบ จาก YouTube รายการ ป๋าเต็ดทอล์ก

เมื่อคลิปวิดีโอดังกล่าวเผยแพร่ออกไป ก็สร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในโลกโซเชียล มีชาวเน็ตเข้ามาแสดงความคิดเห็นจำนวนมากว่า ‘พิธีกรรม’ ดังกล่าว รวมไปถึงการอ้างถึง ‘น้ำสมุนไพร’ ‘กระบวนการกระตุ้นการหลั่งสารในสมอง’ ที่เธออ้างถึงนั้น เป็นสิ่งที่ถูกกฎหมายในประเทศไทยหรือไม่

ความคิดเห็นจากโลกโซเชียล อาทิ

  • คนรวยทำ = therapy คนจนเรียกหลอนยา จบ!!!
  • ทางรายการไม่ได้สแกนเลยหรอคะว่าเรื่องที่ทางแขกรับเชิญพูดและทำเป็นเรื่องผิดกฎหมาย และความจริงถ้าลบคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษออก มันคือการพี้ยาหม้อนี่เอง อยากให้ทีมงานพิจารณาด้วยค่ะ
  • DMT ผิดกฏหมายที่ไทยไม่ใช่เหรอ เราสามารถทำคอนเทนต์ประสบการณ์ทดลองสารออกฤทธิ์/ยากล่อมประสาท ที่ผิดกฎหมาย ออกสื่อแบบนี้ได้เลยเหรอ

ภาพประกอบ คอมเมนต์ จาก YouTube รายการ ป๋าเต็ดทอล์ก

ความคิดเห็นจากโลกโซเชียล อาทิ

  • Shaman เรียกดูดีมากอ่ะ แปลไทยก็หมอผี
  • เข้าใจว่ามันต่างวัฒนธรรมกัน แต่ควรขึ้นคำเตือนหน่อยนะว่าสารนี้มันผิดกฏหมายในประเทศไทย และเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ควรได้รับคำแนะนำ
  • เล่าด้วยความภาคภูมิใจ wow just wow
  • รายการสัมภาษณ์แรกในไทยที่พูดถึง DMT แบบ educate สุดยอดมากครับ
  • หลอนยา แต่บอกบำบัด คนรวยอ่ะเนาะ
  • DMT ถือว่าเป็นการกินยาหลอนประสาทไหมนะ

ไม่เพียงแค่คอมเมนต์ใต้คลิปในยูทูบเท่านั้น ประเด็นนี้ยังสร้างการถกเถียงในแพลตฟอร์มทวิตเตอร์ หรือ เอ็กซ์ (X) อีกด้วย ซึ่งตั้งข้อสังเกตในลักษณะเดียวกัน คือ การทำพิธีกรรมและสารดังกล่าวเป็นสิ่งผิดกฎหมายในประเทศไทยหรือไม่ และวิจารณ์ไปถึงรายการว่า ควรมีการขึ้นคำเตือนแนะนำที่เหมาะสม เพื่อป้องกันเยาวชนเลียนแบบ

ภาพประกอบ คอมเมนต์ จาก YouTube รายการ ป๋าเต็ดทอล์ก

สำหรับ สาร DMT ที่มีการอ้า่งถึงในคลิปวิดีโอดังกล่าว ทาง กองควบคุมวัตถุเสพติด ได้ให้ข้อมูลไว้ว่า วัตถุออกฤทธิ์ แบ่งเป็น 4 ประเภท คือ

  • วัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 1 เป็นสารที่มีศักยภาพในการก่อให้เกิดการใช้ยาในทางที่ผิด มีความเสี่ยงอันตรายต่อสุขภาพสูง และ ไม่มีการใช้ทางการแพทย์ ส่วนใหญ่มีฤทธิ์หลอนประสาท ได้แก่ Mescaline, Psilocybin, DMT, DET, Cathinone เป็นต้น กฎหมายจึงห้ามเด็ดขาดไม่ให้ผู้ใดมีไว้ในครอบครอง
  • วัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 เป็นสารที่มีศักยภาพในการก่อให้เกิดการใช้ในทางที่ผิดสูง มีอันตรายต่อสุขภาพมากหากใช้ไม่เหมาะสมหรือไม่อยู่ภายใต้การดูแลของผู้ประกอบวิชาชีพ แต่มีประโยชน์ทางการแพทย์ ได้แก่ Phentermine, Midazolam, Zolpidem, Methylphenidate, Ketamine, Pseudoephedrine เป็นต้น กฎหมายห้ามมิให้ผู้ใด ผลิต ขาย นำเข้า หรือส่งออก ซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ยกเว้นกระทรวงสาธารณสุข หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากกระทรวงสาธารณสุข
  • วัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 3 เป็นยามีประโยชน์ทางการแพทย์ แต่ที่มีศักยภาพในการก่อให้เกิดการใช้ในทางที่ผิดปานกลาง เช่น Amobarbital, Pentobarbital, Pentazocine เป็นต้น
  • วัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 4 เป็นยาที่มีประโยชน์ทางการแพทย์ และศักยภาพในการก่อให้เกิดการนำไปใช้ในทางที่ผิดต่ำ เช่น Diazepam, Lorazepam, Clorazepate, Chlordiazepoxide เป็นต้น

กฎหมาย ห้ามมิให้บุคคลใด ผลิต ขาย นำเข้า หรือส่งออก ซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 3 หรือ 4 หรือนำผ่านวัตถุออกฤทธิ์ทุกประเภท เว้นแต่ได้รับอนุญาต ทั้งนี้ ไม่ใช้บังคับแก่

  • ผู้ประกอบผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ผู้ประกอบวิชาชีพทันตกรรม ผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ชั้นหนึ่ง ผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม หรือ ผู้ประกอบวิชาชีพทางการแพทย์หรือสาธารณสุขอื่น ที่มีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 3 หรือ 4 ไว้ในครอบครองในปริมาณที่กฎหมายกำหนด เช่น Amobarbital ครอบครองได้ไม่เกิน 10 กรัม Diazepam ครอบครองได้ไม่เกิน 10 กรัม Lorazepam ครอบครองได้ไม่เกิน 2 กรัม เป็นต้น
  • การผลิต ขาย นำเข้าหรือส่งออก โดยกระทรวง ทบวง กรม หรือสภากาชาดไทย
  • การมีไว้ในครอบครองหรือใช้ประโยชน์ซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 3 หรือ 4 ตามหน้าที่ของกระทรวง ทบวง กรม หรือสภากาชาดไทย หรือหน่วยงานอื่นของรัฐตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขประกาศกำหนด

ภาพประกอบ จาก YouTube รายการ ป๋าเต็ดทอล์ก

ที่มา : กองควบคุมวัตถุเสพติด

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน