หนุ่มทำรถบัสรับนักท่องเที่ยว โดนแท็กซี่ป้ายดำรุม 7 ต่อ 1 ตื้บคาข้าวสาร โวยตร.ทำคดีไม่คืบ ทำเป็นเป็นคดีทะเลาะวิวาท วอนขอความเป็นธรรม
จากกรณีหนุ่มทำบริษัทรถบัสรับส่งนักท่องเที่ยวไปสนามบิน ถูกกลุ่มคนขับแท็กซี่ป้ายดำรุมทำร้ายร่างกาย หลังมีปากเสียงแย่งลูกค้าต่างชาติกัน ฝั่งผู้เสียหายเผยรถแท็กซี่ป้ายดำจอดผิดกฎหมาย แถมคิดราคาเหมา
เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 7 มี.ค.68 คุณเอ อายุ 28 ปี หนุ่มทำบริษัทรถบัสรับส่งนักท่องเที่ยวไปกลับสนามบินสุวรรณภูมิและข้าวสาร ซึ่งเป็นผู้เสียหายถูกกลุ่มแท็กซี่ทำร้ายร่างกาย เปิดใจกับ ‘ข่าวสดออนไลน์‘ ระบุว่า ปกติทำธุรกิจเป็นรถบัส ส่งนักท่องเที่ยวไปกลับสนามบิน จะเรียกลูกค้าโดยการชูป้ายเขียนว่าแอร์พอร์ตบัส
คุณเอ กล่าวว่า เมื่อเวลาประมาณ 18.00 น. วันที่ 3 มี.ค.ที่ผ่านมา ตนเดินผ่านบริเวณหน้าโรงแรมแห่งหนึ่ง โดยโชว์ป้ายเรียกลูกค้าตามปกติ ซึ่งถนนแห่งนี้จะมีวินแท็กซี่มาจอดรอลูกค้า เพราะมีการจ่ายเงินให้กับเจ้าหน้าที่ ต่อมามีลูกค้าชาวต่างชาติ 2 คนกำลังยืนคุยกับคนขับแท็กซี่อยู่ แต่พอลูกค้าเห็นป้ายรถบัสของตน ก็เปลี่ยนใจเดินตามมากับรถบัส เพราะรถแท็กซี่ตรงนี้จะคิดเงินเป็นแบบเหมาจ่าย ไม่ได้คิดราคาตามมิเตอร์ หลังจากลูกค้าเดินตามตนมา ด้านแท็กซี่ก็ไม่โอเค พร้อมบอกว่า “จะแย่งลูกค้ากันอย่างนี้ไม่ได้” และด่าว่ามาแย่งลูกค้า ก่อนจะผลักและต่อย เอาหัวกระแทกรถบัส ด้านนักท่องเที่ยวที่อยู่ในเหตุการณ์ก็ช็อกกันมาก ก่อนจะตามขึ้นรถบัสของตนไป จากนั้นมีตำรวจที่เดินผ่านแถวนี้มาช่วยห้ามไว้ จนเรื่องสงบลง
ต่อมาเวลาประมาณ 12.00 น. วันที่ 4 มี.ค.ที่ผ่านมา ตนต้องมาเดินมาหาลูกค้าที่บริเวณตรงนี้อีก เนื่องจากรถบัสจะมาทุกชั่วโมง ตนก็เจอกลุ่มคนขับแท็กซี่อีกครั้งแล้วมีปากเสียงกัน จากนั้นกลุ่มคนขับแท็กซี่ก็เข้ามารุมทำร้ายซ้ำ ด้วยการจับกระแทกกับพื้นจนชนร้านบริเวณนั้น พร้อมรุมทำร้ายและกระทืบซ้ำ ซึ่งไม่ใช่แค่คนเดียว แต่เป็นกลุ่มวินแท็กซี่บริเวณนั้นมากันทั้งหมดประมาณ 5-7 คน จนมีชาวบ้าน ร้านค้าแถวนี้มาช่วยห้ามไว้ อีกทั้งยังมีคนขับรถบัสที่เห็นเหตุการณ์ดังกล่าวด้วย
โดยบริษัทเพิ่งมาเปิดออฟฟิศที่นี่ได้เมื่อเดือนก.ค.67 หรือประมาณ 7 เดือน ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีปัญหาอะไรแบบนี้มาก่อนเลย ปกติตนจะต้องเดินเรียกลูกค้าตรงนี้ทุกวัน ก็จะเห็นว่ามีกลุ่มแท็กซี่มาจอดบริเวณตรงนี้ตลอด แต่ไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัว รวมถึงไม่ได้คุ้นหน้าคนขับแท็กซี่ที่มาทำร้ายร่างกายด้วย บางครั้งที่ลูกค้ารถบัสของตนตกรถบัสหรือรถบัสมาไม่ทัน แต่ลูกค้าซื้อตั๋วไว้ก่อนแล้ว บางทีตนก็ส่งให้ขึ้นแท็กซี่เหมือนกัน แต่แท็กซี่กลุ่มที่มาทำร้ายตนนั้น เป็นกลุ่มที่ไม่ได้คุ้นเคย
ล่าสุดได้ไปแจ้งความ แต่มองว่าตำรวจน่าจะไม่ให้ความร่วมมืออะไรมาก เนื่องจากตรงนี้ที่พวกวินแท็กซี่จอดรถกันได้ อาจมีการจ่ายเงินให้กับเจ้าหน้าที่หรือไม่ ขนาดรถบัสของตนก็ยังเคยโดนเก็บ ถ้าไม่จ่ายเขาก็จะออกใบสั่ง ทั้งที่จริงๆ แล้วตรงนี้ห้ามจอดหมดเลย พอเจอเหตุการณ์แบบนี้ ตำรวจก็เหมือนจะไม่ค่อยช่วยอะไรเลย ตนก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร จากที่เคยสอบถามคนที่เคยขับแท็กซี่แถวนี้ เขาบอกว่าแท็กซี่แถวนี้จะมีเจ้าถิ่นอยู่แล้ว ถ้าเป็นแท็กซี่ธรรมดาจะมารับลูกค้าตรงนี้ไม่ได้
ในมุมมองของตนมองว่า กลุ่มแท็กซี่เหล่านี้คงคิดว่าเขามีเจ้าหน้าที่หรือใครปกป้องอยู่หรือไม่ จะทำอะไรก็ได้ตรงนี้ ตนมองว่าสำหรับเรื่องเล็กๆ แค่นี้ แค่การแย่งลูกค้าคนสองคน ไม่ควรมาทำร้ายร่างกายกันรุนแรงขนาดนี้ อีกทั้งก็เป็นสิทธิของลูกค้าอยู่แล้ว ที่ลูกค้าจะเลือกขึ้นรถอะไรก็ตาม ยืนยันว่าไม่ได้มีการแย่งลูกค้าแน่นอน
“รถบัสของผมมีเป็นรอบๆ มีผู้โดยสารไปรอบนึงหลายคน คิดค่าตั๋วคนละ 180 บาท ไม่ได้คิดราคาลูกค้าแบบเหมาจ่าย หรือจะคิดราคาแบบโกงลูกค้า ลูกค้าก็เลยเลือกที่จะไปกับรถบัสของผมมากกว่า แต่แท็กซี่แถวนี้มักจะชอบคิดราคาเหมาจ่ายประมาณ 500-1,000 บาท บางทีก็จอดรอตรงนี้ทั้งวัน ทำให้บางทีไม่ได้ลูกค้าเลยจนตอนเย็น ผมมองว่าถ้าฝั่งแท็กซี่ไม่ได้ทำผิดอะไร ลูกค้าก็อยากไปกับเขาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว การที่กลุ่มแท็กซี่ทำแบบนี้ ยิ่งทำให้ชื่อเสียงของประเทศไทยเสื่อมเสีย”
ตนมองว่ารถบัสของตนกับกลุ่มแท็กซี่ มีกลุ่มลูกค้าและตลาดแยกกันอยู่แล้ว เพราะรถบัสมาเป็นรอบๆ ชั่วโมงละคัน กลุ่มแท็กซี่มีเวลาทั้งชั่วโมงในการรับผู้โดยสาร ถ้าเขาอยากจะทำมาหากินแบบสุจริตจริงๆ กดมิเตอร์คิดราคาตามปกติ ก็ไม่ต้องแย่งลูกค้าหรืออะไรกันเลย
“อยากให้ตำรวจมาช่วยดำเนินการ ไม่ให้กลุ่มรถแท็กซี่มาจอดเกะกะกันแบบนี้ ทำให้ถนนตรงนี้สามารถเดินทางกันสะดวกมากกว่านี้ เพราะตรงนี้ก็เป็นบริเวณกลางเมือง เป็นหน้าตาของประเทศไทยด้วย การที่ตำรวจพยายามทำเรื่องของผมให้เป็นคดีทะเลาะวิวาท ทั้งที่รถแท็กซี่มาจอดกันแบบผิดกฎหมายและตัวผมเองโดนรุมทำร้ายร่างกาย ตำรวจไม่ควรจะให้ปล่อยให้เขามาจอดและทำมาหากินกันแบบนี้ แล้วยังมาทำร้ายร่างกายคนอื่นอีก ส่วนเรื่องทำร้ายร่างกายไม่ติดใจอะไร ถ้าตำรวจทำการดำเนินคดีต่อไป”