เตือนพฤติกรรม การใช้น้ำปลา หลายคนอาจเข้าใจผิด ส่งผลเสียต่อสุขภาพ เสี่ยงทำร้ายตับ-ไต ควรเลี่ยงก่อนสาย

‘น้ำปลา’ เป็นส่วนประกอบหลักในการทำอาหารของทุกบ้าน แต่การใช้น้ำปลาผิดวิธี หรือพฤติกรรมการใช้น้ำปลาอย่างไม่ถูกต้อง อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ควรหลีกเลี่ยง ไม่งั้นอาจสายเกินไป

ตามที่บทความหนังสือพิมพ์ Literature and Arts Times ระบุว่า พฤติกรรมในการใช้น้ำปลาที่หลายคนอาจเข้าใจผิด เสี่ยงทำร้ายตับและไต

โดยผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการอาหาร เผยว่า การเติมน้ำปลาลงในอาหารที่กำลังเดือด เป็นวิธีการปรุงอาหารที่ผิด การเติมน้ำปลาขณะน้ำเดือด จะทำให้กรดอะมิโนในเครื่องเทศชนิดนี้หายไป ไม่ใช่แค่สูญเสียคุณค่าทางโภชนาการเท่านั้น แต่ยังทำให้เสียรสชาติไปเลย

ภาพประกอบ

โดยวิธีที่ดีที่สุด คือ ปรุงรสน้ำปลาหลังจากปิดเตา เพื่อไม่ให้กระทบต่อสุขภาพหรือรสชาติของอาหาร

ขณะเดียวกัน ตามคำแนะนำของนักโภชนาการ ระบุว่า เด็กอายุต่ำกว่า 1 ขวบ ไม่ควรรับประทานน้ำปลา เนื่องจากไตของพวกเขายังไม่ค่อยสมบูรณ์ นอกจากนี้ไม่ควรใช้ส่วนผสมของสารปรุงแต่งรสใดๆ เนื่องจากการทานเค็มจะส่งผลเสียต่อตับและไตอีกด้วย

การใช้น้ำปลาในอาหารมากเกินไปจนเป็นนิสัย จะส่งผลเสียต่อตับและไต และจะทำให้ตับ-ไตทำงานหนักมากขึ้น ควรทานแต่พอประมาณซึ่งจะดีต่อสุขภาพ

ภาพประกอบ

ไม่ควรตักน้ำปลาพริกโดยไม่มีช้อนกลาง เมื่อหากมีใครคนหนึ่งในบ้านติดเชื้อแบคทีเรีย Helicobacter pylori (HP) คนอื่นๆ ที่ตักน้ำปลาถ้วยนี้ก็จะติดเชื้อไปด้วย ควรแบ่งน้ำปลาพริกกันคนละชาม

ด้านองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้จำแนกแบคทีเรีย HP เป็นกลุ่ม I ของปัจจัยที่ก่อให้เกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญยังเตือนผู้ที่ไม่ควรทานน้ำปลา ได้แก่ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคไตเรื้อรัง โรคความดันโลหิตสูง โรคข้อเข่าเสื่อม โรคหัวใจและหลอดเลือด เนื่องจากหากทานน้ำปลาในปริมาณมากเกินไป อาจเผชิญกับความเสี่ยงหรืออาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอันตรายได้ ควรทานตามที่คำแนะนำของแพทย์แนะนำ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน