ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดชี้! เหล่าวัยรุ่นชาว “GEN-Z ไม่ได้ขี้เกียจ” แค่เชี่ยวชาญ ‘ด้านการบริหารความพยายาม’ อย่างมีเหตุผล

เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2568 รายงานจากสื่อต่างประเทศระบุว่า ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด มหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศอังกฤษ และขึ้นชื่อว่าเป็นสถานศึกษาชั้นนำระดับโลกที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน เผยว่า “GEN-Z ไม่ได้ขี้เกียจ” พวกเขาเป็นเพียงผู้เชี่ยวชาญ ‘ด้านการจัดการความพยายาม’ อย่างสมเหตุสมผล’

Generation Z คือ กลุ่มคนที่ระหว่างปีโ พ.ศ. 2541-2565 เติบโตมาพร้อมกับสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายที่ใช้ในชีวิตประจำวัน จึงก่อให้เกิดทักษะในการเรียนรู้ และปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว จากการที่กลุ่มคนเหล่านี้มีความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีตั้งแต่เติบโตขึ้นมา จึงมีความสามารถในการใช้อุปกรณ์ดิจิทัลต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดีในยุคสมัยนี้

แคเทรียน เดอโวลเดอร์ (Katrien Devolder) ศาสตราจารย์ด้านจริยธรรมประยุกต์ จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด เธอได้ทำการวิจัยเรื่อง “ความเกียจคร้าน” โดยศาสตราจารย์ท่านนี้ เธอได้ตั้งข้อสังเกตว่าผู้สูงอายุจำนวนมากในปัจจุบัน พวกเขาเหล่านั้นมีนิสัยที่เรียกได้ว่า “บ้างาน” หรือทุ่มเทให้กับการทำงานอย่างหนัก ในขณะที่อีกด้านหนึ่ง กลุ่มคน GEN-Z พวกเขามักเลือกที่จะใช้กลยุทธ์การทุ่มเทในการทำงานในอีกรูปแบบหนึ่งแทน

ศาสตราจารย์ แคเทรียน เดอโวลเดอร์ @Oxford University

ผู้วิจัยเชื่อว่า “คนทำงานรุ่นเก่า อาจได้ประโยชน์จากการทำตามแนวทางของคน GEN-Z โดยการกำหนดขอบเขตในการทำงานที่มีความชัดเจนมากขึ้น”

ศาสตราจารย์แคเทรียน เดอโวลเดอร์ ได้แสดงความคิดเห็นว่า “เยาวชนในปัจจุบัน ‘อยู่ท่ามกลางวัฒนธรรมที่คาดหวังความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง’ และด้วยเหตุนี้ การรับรู้ที่ว่าคน GEN-Z และ Millennials เป็นคน ‘ขี้เกียจ’ หรือ ‘เรียกร้องมากเกินไป’ จึงยังคงมีอยู่ในสังคม”

ศาสตราจารย์ท่านนี้ยังได้เสริมอีกว่า ปรากฏการณ์นี้เห็นได้อย่างชัดเจนโดยเฉพาะในกลุ่มคน Generation Z ซึ่งเป็นผู้ที่เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2541-2565 “ในยุคสมัยของการทำงานจากที่บ้าน”

โดยในบทความล่าสุด ที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ The Conversation ศาสตราจารย์แคเทรียน เดอโวลเดอร์ ได้เขียนว่า “หากคุณเป็นคนหนุ่มสาวในยุคปัจจุบัน คุณอาจเคยรู้สึกเจ็บปวดเมื่อถูกบอกว่า ‘ขี้เกียจ’ หรือเคยสงสัยว่าตัวเองเป็นคนเช่นนั้นจริงหรือไม่?”

“คุณรู้สึกผิดบ้างไหมเมื่อคุณไม่ได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ หรือพบว่าตัวเองกำลังแกล้งทำเป็นยุ่งอยู่?”

“คุณไม่ได้เป็นอยู่คนเดียวหรอก ความสงสัยในตัวเองเกี่ยวกับประสิทธิภาพในการทำงานเป็นเรื่องที่พบได้ทั่วไป และไม่น่าแปลกใจ เพราะเราอยู่ท่ามกลางยุคสมัย และวัฒนธรรมที่คาดหวังความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง”

จากผลการวิจัย ศาสตราจารย์เดอโวลเดอร์ ได้นำเสนอคำนิยามของ ‘ความขี้เกียจ’ โดยระบุว่าบุคคลที่เข้าข่ายนิยามของคำนี้ คือผู้ที่ “ขาดเหตุผลที่ดีในการพยายามให้มากขึ้น หรือจำกัดความพยายามของตนเอง”

อย่างไรก็ตาม เธอได้กล่าวว่า “ในทางกลับกันหากบุคคลเหล่านี้มีเหตุผลที่สมเหตุสมผล จากการยับยั้งตนเองในสถานการณ์ ‘ภาวะหมดไฟในการทำงาน’ หรือ ‘การเลือกปฏิบัติต่อผู้ที่ทำงานในรูปแบบที่แตกต่าง’ แสดงว่าพวกเขาไม่ได้ขี้เกียจ เพราะพวกเขามีเหตุผลที่เพียงพอ”

งานวิจัยดังกล่าว ได้ท้าทายความเข้าใจของบุคคลทั่วไปเกี่ยวกับ ‘ความขี้เกียจ’ ในที่ทำงาน และได้เสนอมุมมองใหม่ ๆ ที่อาจ ‘ช่วยลดความขัดแย้ง’ ระหว่างวัย ในสภาพแวดล้อมของการทำงาน

นักวิจัยยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการ ‘ยอมรับความหลากหลาย’ ในวิธีของการทำงาน และการเข้าใจว่าการจำกัดความพยายามในบางครั้ง อาจเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดสำหรับการรักษาสุขภาพจิต และความยั่งยืนในการทำงานในระยะยาวอีกด้วย

นักวิจัยยังเผยอีกว่า การตัดสินว่าใครขี้เกียจเป็นการตอกย้ำ “ความเชื่อที่เป็นอันตราย”

ศาสตราจารย์แคเทรียน เดอโวลเดอร์ เสริมว่า “ก่อนที่จะตีตราใครว่า ‘ขี้เกียจ’ เราควรลองพิจารณาดูก่อนว่า เขาคนนั้นอาจมีเหตุผลที่ดี สำหรับวิธีการในแบบของพวกเขา”

“บางทีพวกเขาเหล่านั้นอาจกำลังทำการเลือกกลยุทธ์บริหารพลังงานของตนเอง เพื่อเตรียมรับมือกับความท้าทายที่มองไม่เห็น หรือกำลังจัดลำดับความสำคัญที่แตกต่างออกไป”

 

 

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน