หนุ่มเวียดนามวัย 29 ปี ช็อกหนักหลังตรวจสุขภาพพบเลือด ‘ขุ่นเหมือนนม’ ไขมันในเลือดสูงกว่าปกติ 15 เท่า แพทย์ชี้เสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง

สำนักข่าวเวียดนามรายงาน กรณีทางการแพทย์ที่น่าตระหนกรายหนึ่งถูกบันทึกที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์โฮจิมินห์ซิตี้ เมื่อผู้ป่วยชายอายุเพียง 29 ปีเข้ารับการตรวจสุขภาพประจำและคาดไม่ถึงว่าเลือดของเขามีลักษณะขาวขุ่นเหมือนนม พร้อมค่าไขมันในเลือด (ไตรกลีเซอไรด์) สูงกว่าระดับปกติเกือบ 15 เท่า

คณะแพทย์เตือนว่า นี่คือสัญญาณอันตรายของภาวะเมตาบอลิซึมผิดปกติที่แฝงเร้นและกำลังเพิ่มขึ้นในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ตามรายงาน ผู้ป่วยชายรายนี้มาตรวจสุขภาพในโครงการดูแลสุขภาพขององค์กรและไม่มีอาการผิดปกติทางคลินิกใด ๆ

อย่างไรก็ตาม ภาพของซีรัมเลือดที่มีสีขาวขุ่นแทนที่จะเป็นสีเหลืองใสเหมือนปกติ ได้ดึงดูดความสนใจของทีมแพทย์ทันที ผลการตรวจทางชีวเคมีทำให้หลายคนตกใจ: ระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงถึง 2,250 มก./ดล. ในขณะที่ค่าปกติที่แนะนำคือต่ำกว่า 150 มก./ดล. ระดับคอเลสเตอรอลรวมก็อยู่ที่ 321 มก./ดล.

รศ.ดร.นพ.เกียว ซวน ที รองผู้อำนวยการฝ่ายดูแลศูนย์ 3 โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์โฮจิมินห์ซิตี้ เปิดเผยว่าตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ผู้ป่วยมีภาวะไขมันในเลือดผิดปกติอย่างรุนแรงแม้จะไม่มีอาการที่ชัดเจน โดยระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือด (ไขมันในเลือด) ของผู้ป่วยสูงกว่าปกติถึง 15 เท่า

ทำให้ผู้ป่วยอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงมากต่อภาวะแทรกซ้อนอันตราย เช่น ตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน โรคหลอดเลือดสมองขาดเลือด และโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อความเข้มข้นของไตรกลีเซอไรด์เกิน 1,000 มก./ดล. ความเสี่ยงต่อการเกิดตับอ่อนอักเสบเฉียบพลันจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก และเมื่อเกิน 2,000 มก./ดล. ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดหรือกล้ามเนื้อหัวใจตายจะยิ่งชัดเจนมากขึ้น

กรณีของชายหนุ่มวัย 29 ปีนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าคนรุ่นใหม่จำนวนมากกำลังเผชิญกับภาวะเมตาบอลิซึมผิดปกติอย่างเงียบ ๆ โดยมักจะมีความเชื่อมั่นเกินไปในสุขภาพของตนเอง ละเลยการตรวจสุขภาพประจำเพราะคิดว่าตัวเองยังแข็งแรง ในขณะที่ความเสียหายของหลอดเลือดอาจได้พัฒนาขึ้นหลายปีก่อนที่เหตุการณ์ร้ายแรงจะเกิดขึ้น

รศ.ดร.นพ.ที อธิบายว่า ไตรกลีเซอไรด์ที่สูงเกินไปทำให้ความหนืดของเลือดเพิ่มขึ้น ส่งผลเสียต่อการไหลเวียนเลือดระดับจุลภาคและทำให้เกิดความเสียหายต่อชั้นเอนโดทีเลียมของหลอดเลือด กระบวนการอักเสบเรื้อรังที่นี่เร่งการก่อตัวของคราบแข็ง ทำให้หลอดเลือดตีบแคบลง หากคราบแข็งเหล่านี้แตกออก ลิ่มเลือดอาจก่อตัวและทำให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือด นำไปสู่โรคหลอดเลือดสมองหรือกล้ามเนื้อหัวใจตาย ความเสี่ยงนี้ยิ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อภาวะไตรกลีเซอไรด์สูงเกิดร่วมกับระดับ HDL-C (คอเลสเตอรอลดี) ต่ำ เนื่องจากการสูญเสียกลไกป้องกันผนังหลอดเลือดตามธรรมชาติ

ด้วยระดับไตรกลีเซอไรด์ 2,250 มก./ดล. ผู้ป่วยชายรายนี้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองสูงมาก และต้องได้รับการรักษาเชิงรุก ทั้งการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและการใช้ยาลดไขมันในเลือด ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์เน้นย้ำว่า เพื่อป้องกันความผิดปกติของไขมันในเลือดอย่างมีประสิทธิภาพและลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง โดยเฉพาะในคนรุ่นใหม่ จำเป็นต้องให้ความสำคัญ ดังนี้

  • โภชนาการที่เหมาะสม: ลดไขมันอิ่มตัว น้ำตาลและอาหารทอดที่ใช้น้ำมันมากให้น้อยที่สุด เพิ่มการรับประทานผักใบเขียว อาหารที่อุดมด้วยเส้นใย ปลาทะเล และธัญพืชไม่ขัดสีในอาหารประจำวัน
  • เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต: เพิ่มกิจกรรมทางกาย พยายามออกกำลังกายอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ รักษานิสัยไม่งดอาหารเช้า นอนหลับให้เพียงพอ จำกัดการดื่มแอลกอฮอล์ และหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่อย่างเด็ดขาด
  • การตรวจคัดกรองเป็นประจำ: ผู้ใหญ่ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง เช่น พนักงานออฟฟิศ คนที่มีพุงใหญ่ ออกกำลังกายน้อย หรือมีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดเร็ว ควรตรวจไขมันในเลือดอย่างน้อยทุก 12 เดือน

การตรวจพบความผิดปกติของไขมันในเลือดตั้งแต่เนิ่น ๆ ผ่านการตรวจคัดกรองเป็นประจำมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง สิ่งนี้ไม่เพียงช่วยในการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตได้ทันท่วงทีตั้งแต่ระยะที่ยังไม่มีความเสียหายทางกายภาพ แต่ยังเป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนอันตราย เช่น โรคหลอดเลือดสมองและตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน การควบคุมไขมันในเลือดเชิงรุกไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็นข้อกำหนดที่จำเป็นในกลยุทธ์การปกป้องสุขภาพในระยะยาว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน