ศบ.ทก.ย้ำไทยพร้อมเจรจาGBC 4 ส.ค.นี้ รอกัมพูชาส่งหนังสือเชิญ เผย ‘สถานทูต-กงสุลใหญ่’เร่งชี้แจงสถานการณ์ทั่วโลก สธ.ห่วงประชาชนเครียดหนัก ส่งนักจิตวิทยาดูแล
เมื่อเวลา 12.25 น. วันที่ 30 ก.ค.2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ รองโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย ในฐานะโฆษกศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) แถลงผลการประชุม ศบ.ทก.ว่า จากที่ตกลงหยุดยิงทั้งสองฝ่าย ตั้งแต่วันที่ 29 ก.ค.ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ก็ยังปรากฏการคุกคามของประเทศเพื่อนบ้านถึง 4 เหตุการณ์
ศบ.ทก.จึงอยากขอเน้นย้ำว่า ไทยยังคงยึดมั่นในความอดทน อดกลั้นยึดมั่นในสันติภาพ และปฏิบัติตามหลักมนุษยธรรม แต่หากมีการละเมิดต่ออธิปไตยของไทย มีความจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาดและเหมาะสม เพื่อปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชน
พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวว่า ขอชื่นชมและสดุดีวีรชนทั้งหลายที่อยู่ในแนวหน้า ตั้งแต่วันแรกของการปะทะ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ที่มีส่วนร่วมให้การปฏิบัติหน้าที่สำเร็จ นอกจากนี้ ยังมีเจ้าหน้าที่ที่อยู่เบื้องหลัง เช่นเจ้าหน้าที่สาธารณสุข แพทย์และพยาบาล จิตอาสา ที่ช่วยดูแลกองทัพ รวมถึงภาคเอกชนที่มีการบริจาคสิ่งของช่วยเหลือกองทัพ
พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวว่า ส่วนไทม์ไลน์การหารือระหว่าง ไทย-กัมพูชา ตามที่มีการตกลงกันไว้ คือการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ในวันที่ 4 ส.ค.นี้ ยืนยันว่าขณะนี้ฝ่ายไทยพร้อมเข้าร่วมประชุม รอฝ่ายกัมพูชาส่งหนังสือเชิญเข้าประชุม GBC ซึ่งฝ่ายไทยมีความพร้อมในรายละเอียดและเนื้อหาเจรจา
นอกจากนี้ การพูดคุยในระดับแม่ทัพภาคเมื่อวันที่ 29 ก.ค.ที่ผ่านมานั้น มีข้อตกลงในภาพรวมถึงแนวทางการปฎิบัติร่วมกันของหน่วยทหารทั้งสองฝ่ายในพื้นที่ คาดว่าจะยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำไปสู่สันติภาพในภูมิภาค
พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวว่า ส่วนตัวเลขของผู้อพยพนั้น กระทรวงมหาดไทยได้รายงานว่ามีทั้งหมด 190,104 ราย ที่อยู่ในศูนย์พักพิงทั้งหมด 780 แห่ง ขณะนี้สถานการณ์ยังมีความเปราะบาง จึงขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด ซึ่งประชาชนในศูนย์พักพิง สามารถกลับบ้านได้ต่อเมื่อภาครัฐยืนยันว่ามีความปลอดภัย
ด้าน นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ โฆษกกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงสถานภาพโรงพยาบาลและผลกระทบของผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตว่า สำหรับข้อมูลผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบบริเวณชายแดนไทยกัมพูชาฝั่งพลเรือนประจำวันที่ 30 ก.ค. ซึ่งเป็นข้อมูลเมื่อเวลา 10.00 น. ปัจจุบันพลเรือนที่ได้รับผลกระทบ 53 ราย เป็นผู้เสียชีวิต 15 ราย มีที่ จ.อุบลราชธานี ศรีสะเกษ และ จ.สุรินทร์
โดยเป็นพลเรือนที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส 12 ราย บาดเจ็บปานกลาง 13 ราย และบาดเจ็บเล็กน้อย 13 ราย ปัจจุบันมีพลเรือนที่แอดมิตอยู่ในโรงพยาบาล 11 ราย โดยเป็นผู้ที่มีอาการสาหัส 8 ราย และบาดเจ็บปานกลางจำนวน 3 ราย โดยมีผู้ป่วยที่กลับบ้านได้แล้วในช่วงที่ผ่านมารวมทั้งหมด 13 ราย
นพ.วรตม์ กล่าวว่า สำหรับผลกระทบในส่วนของโรงพยาบาลมีทั้งหมด 20 แห่งที่ต้องปิดบริการ โดยปิดบริการแบบทั้งหมด 11 โรงพยาบาล ได้แก่ โรงพยาบาลน้ำขุ่น โรงพยาบาลน้ำยืน โรงพยาบาลนาจะหลวย โรงพยาบาลกันทรารมย์ โรงพยาบาลภูสิงห์ โรงพยาบาลกาบเชิง โรงพยาบาลพนมดงรัก โรงพยาบาลประสาท โรงพยาบาลบ้านกรวด โรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติ และโรงพยาบาลละหานทราย ส่วนอีก 9 แห่ง ปิดบางส่วนโดยที่ยังเปิดให้บริการในส่วนที่เป็นห้องฉุกเฉินอยู่
สำหรับสถานบริการที่ได้รับผลกระทบในส่วนที่เป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพในระดับตำบลหรือ รพ.สต. ปัจจุบันได้รับผลกระทบ 144 แห่ง เป็นปิดบริการทั้งหมด 140 แห่ง และเปิดบริการบางส่วน 4 แห่ง
สำหรับภาพความเสียหายโรงพยาบาลปัจจุบันที่วัดได้มีอยู่ 4 แห่ง เป็นความเสียหายที่เกิดจากการโจมตีของฝั่งกัมพูชา ซึ่งยังอยู่ในระหว่างประเมินความเสียหาย อาจจะมีความเสียหายในระดับโครงสร้าง ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาการซ่อมแซมเป็นระยะเวลายาวนาน
สำหรับทีมปฏิบัติการ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว. สาธารณสุข ได้มอบหมายทั้งหมด 1,168 ทีม ให้พร้อมในการดูแลประชาชน ประกอบด้วยทีมรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทีม Mini Mert ทีมALS และทีมMCATT และทีม SEHRT ปัจจุบันมีการปฏิบัติงานอยู่ 494 ทีม ในเขตพื้นที่ต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบ
นพ.วรตม์ กล่าวว่า ส่วนผลการดำเนินงานด้านการดูแลจิตใจ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ปัจจุบันมีทีม MCATT และบุคลากรด้านสุขภาพจิตเข้าไปคัดกรองประชาชนโดยเฉพาะที่อยู่ตามศูนย์พักพิงต่างๆ จำนวน 21,430 คน
ผลการประเมินพบว่ามีความเครียดสูงประมาณ 600 คน และมีความเสี่ยงฆ่าตัวตายประมาณ 142 คน ซึ่งทั้งหมดได้รับการช่วยเหลือโดยจิตแพทย์และนักจิตวิทยา เบื้องต้นเป็นการปฐมพยาบาลทางใจ สำหรับผู้ที่มีอาการหนัก จะส่งต่อไปยังจิตแพทย์ในโรงพยาบาลจิตเวช หรือส่งเข้าไปรักษาตัวแบบผู้ป่วยในต่อไป
ด้านนางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองอธิบดีกรมสารนิเทศน์ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ในส่วนการดำเนินการต่อการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงของฝ่ายกัมพูชานั้น ฝ่ายไทยได้มีหนังสืออย่างเป็นทางการถึง รมว.ต่างประเทศมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน รวมถึงประเทศผู้สังเกตการณ์ ได้แก่ จีนและสหรัฐอเมริกาที่เข้าร่วมการเจรจาหยุดยิงที่มาเลเซียเมื่อวันที่ 28 ก.ค.ที่ผ่านมา
เช่น การละเมิดข้อตกลงหยุดยิงของฝ่ายกัมพูชาเมื่อวันที่ 29 ก.ค. รวมทั้งยังมีหนังสืออีกฉบับถึงฝ่ายกัมพูชาโดยตรงกรณีการละเมิดล่าสุดที่เกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 29 ก.ค. ที่ภูมะเขือ ตามที่กองทัพบกได้ชี้แจงเป็นทางการเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว ทางกระทรวงการต่างประเทศได้ออกแถลงการณ์เพิ่มเติมเรียกร้องให้กัมพูชายุติการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงทุกรูปแบบโดยทันที และกลับมาปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างครบถ้วนและเคร่งครัด
ในส่วนของข้อมูลเกี่ยวกับโรงพยาบาลที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ปัจจุบันนั้น กระทรวงการต่างประเทศจะส่งข้อมูลเพิ่มเติมจากที่ได้มีหนังสือประท้วงไปที่คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ไอซีอาร์ซี) ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้เกิดการสูญเสียอีก โดยเฉพาะหลังจาก สองประเทศได้ตกลงกันแล้วว่าจะหยุดยิง ซึ่งขณะนี้มีทหารไทยเสียชีวิตไปอีก 1 นาย
นางมาระตี กล่าวว่า สำหรับบทบาทของสถานทูตและสถานกงสุลใหญ่ของไทยทั่วโลกต่อการชี้แจงสถานการณ์ไทยกัมพูชา วันเดียวกัน (30 ก.ค.) กระทรวงการต่างประเทศได้รายงานให้ที่ประชุม ศบ.ทก.ทราบถึงบทบาทเชิงรุกของสถานทูตและสถานกงสุลใหญ่ทั่วโลก ซึ่งสถานการณ์ขณะนี้หลายแห่งได้ร่วมแรงช่วยกันชี้แจงข้อเท็จจริงต่างๆ เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ที่รับผิดชอบ ทั้งประเทศเจ้าบ้านและประเทศที่อยู่ในเขตอาณา
ที่ผ่านมาแต่ละสถานสถานทูตและสถานกงสุลใหญ่ได้แจ้งข้อมูลปัจจุบันเกี่ยวกับสถานการณ์ ท่าทีของไทย และหลักการที่ไทยยึดถือให้รัฐบาลและองค์การต่างๆ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่สำคัญ สื่อมวลชนท้องถิ่นและชุมชนไทยในที่ต่างๆ ให้ได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง ไม่บิดเบือน และเข้าใจในจุดยืนของไทยในการยุติความขัดแย้งด้วยสันติวิธี และกลับมาเข้าสู่การเจรจากับกัมพูชาบนพื้นฐานของความจริงใจและสุจริตใจ
นางมาระตี กล่าวว่า นอกจากบทบาทของสถานทูตและสถานกงสุลใหญ่ทั่วโลกแล้ว เรายังมีคณะผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ 4 สำนักงาน คณะผู้แทนถาวรไทยประจำอาเซียน และสถานทูตอีกหลายแห่งที่มีหน้าที่ในกรอบพหุภาคี และองค์การระหว่างประเทศต่างๆ
ต่างกำลังชี้แจงจุดยืนของไทยในเวทีโลก และกรอบสำคัญที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะภายใต้อนุสัญญาต่างๆ เพื่อรักษาท่าที ย้ำบทบาทที่สร้างสรรค์ และแสดงความยึดมั่นต่อพันธะกรณีระหว่างประเทศของไทย