กทม.เซ็นเช็คจ่าย 3.6 หมื่นล้าน ปิดหนี้ บีทีเอส แล้ว พร้อมหนุนค่าโดยสาร 40 บาท คีรีเผยยินดีให้ความร่วมมือเต็มที่กับนโยบายภาครัฐ

เมื่อวันที่ 30 ต.ค.68 ที่โรงแรมอีสตินแกรนด์พญาไท นายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ บีทีเอส นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอสซี และพ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย ที่ปรึกษาประธานกรรมการ แถลงข่าวเรื่องหนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียวว่า

วันนี้บริษัทฯ ได้รับการชำระหนี้ ค่าจ้างเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย (O&M) ที่กทม.ค้างชำระบริษัทรวมทั้งสิ้น 36,444 ล้านบาท ประกอบด้วยเงินต้น 31,482 ล้านบาท และดอกเบี้ย 4,962 ล้านบาท ทั้งนี้ กทม.เจรจาลดดอกเบี้ยและบริษัทฯ ลดดอกเบี้ยให้ประมาณ 200 ล้านบาท เนื่องจาก กทม.ตกลงที่จะจ่ายตามกำหนดเส้นตายที่ได้ตกลงกันไว้วันที่ 31 ต.ค.นี้ โดยการชำระเงินครั้งนี้ถือเป็นสร้างความเชื่อมั่นให้ กับผู้ลงทุน ผู้ถือหุ้นทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ หลังจากที่ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำวินิจฉัยยืนยันความชอบด้วยกฎหมายของสัญญา

“ต้องขอบคุณกทม.โดยผู้ว่าฯกทม.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ที่เข้าใจ และได้ชำระโดยจ่ายเช็คให้กับบีทีเอสเมื่อ 1-2 ชั่วโมงที่ผ่านมาในส่วนของหนี้ค่าจ้างเดินรถ O&M สายสีเขียวส่วนต่อขยายรวมทั้งดอกเบี้ยค้างจ้าย ซึ่งภายหลังจากที่มีการดำเนินการจ่ายเงินแล้ว ทำให้สัดส่วน อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (DE ration) ลดลงจาก 1.3 เท่าเหลือเพียง 1 เท่าทันทีซึ่งทำให้เดินหน้าลงทุน”

นายคีรี กล่าวต่อว่า ตลอดที่มีการค้างชำระหนี้และมีการฟ้องร้องคดีที่ผ่านมา บริษัทไม่ได้มีความต้องการที่จะได้รายได้จากดอกเบี้ย เนื่องจากทราบดีว่าเป็นเงินจากภาษีของประชาชน แต่การดำเนินการตามกฎหมายเป็นไปตามภาระและความจำเป็นในเชิงธุรกิจที่เกิดขึ้นกับบริษัทจริงๆ ซึ่งหากที่ผ่านมา กทม.มีการจ่ายตามปกติในช่วงที่ผ่านมา จะไม่ต้องมาจ่ายดอกเบี้ยในส่วนนี้ ยืนยันว่าเราทำถูกต้องตามกฎหมายทุกอย่างและไม่ได้หยุดเดินรถแม้แต่วันเดียว ขณะที่บริษัทต้องเผชิญกับความกดดันในการจ่ายเงินเดือนพนักงานและต้นทุนต่างๆ ที่เกิดขึ้นทุกวัน

หวังว่าภาระความกดดันเรื่องการจ่ายค่าจ้างเดินรถล่าช้าแบบนี้ จะไม่ต้องมีอีก เนื่องจากเข้าใจว่าจากนี้ไปจาก MOU ที่ได้มีการลงนามร่วมกับ กทม. จะจ่ายค่าเดินรถให้บริษัททุกเดือนในวันที่ 20 ของเดือน หลังจากที่บริษัทสรุปยอดให้ กทม.ในทุกๆวันที่ 3 ของเดือน โดยไม่ควรมีความล่าช้าในการจ่ายค่าจ้างเดินรถอีกต่อไป ซึ่งค่าจ้างเดินรถในส่วนต่อขยาย จะอยู่ที่เดือนละ 740 ล้านบาท ส่วนค่าจ้างเดินรถในเส้นทางสัญญาสัมปทานที่จะสิ้นสุดในปี 72 คาดว่าจะอยู่ที่ 1,300-1,400 ล้านบาทต่อเดือน ซึ่งกทม.ต้องจ่ายค่าจ้างเดินรถตลอดสายไปจนถึงปี 85

สำหรับเงินที่ได้รับจากการชำระหนี้ในครั้งนี้บีทีเอสมีแผนที่จะนำไปใช้ชำระหนี้เดิมที่มาจากการกู้ยืม และการออกบอนด์ก่อนหน้านี้ประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท ขณะที่อีก 2 หมื่นล้านบาทเตรียมที่จะมีการนำมาใช้จ่ายหมุนเวียน และลงทุนเพิ่มเติม โดยรายละเอียดต้องมีการนำเข้าสู่การประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) ของบริษัทก่อน จึงจะสามารถเปิดเผยรายละเอียดได้

ส่วนนโยบายค่าโดยสาร 40 บาทต่อวัน ของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีนั้น จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและช่วยเพิ่มจำนวนผู้โดยสารรถไฟฟ้าขึ้นอีกราว 50% จากปัจจุบันที่มีผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าทุกสายรวมกันประมาณ 2 ล้านคนต่อวัน และลดปัญหาการจราจรรวมทั้งลดมลพิษ จึงยินดีให้ความร่วมมือเต็มที่กับนโยบายภาครัฐ เพราะตลอด 30 ปีที่ผ่านมา บริษัทได้ลงทุนกว่า 50,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาระบโครงสร้างพื้นฐานด้านขนส่งของประเทศ

ด้านนายสุรพงษ์ กล่าวว่า ปัญหาหนี้สินนี้เกิดขึ้นยาวนาน เริ่มตั้งแต่ปี 2560 โดยหนี้ก้อนแรกเกิดขึ้นในเดือนธ.ค.60 หลังจากเปิดส่วนต่อขยาย 2 ไปสำโรง จุดเริ่มต้นคือการหยุดจ่ายของ กทม. ที่ได้ยุติการจ่ายค่าจ้างเดินรถตั้งแต่ พ.ค.62เป็นต้นมา หลังรัฐบาลขณะนั้นออกคำสั่ง คสช. ให้เจรจาเรื่องการต่อสัมปทาน โดย กทม. เข้าใจว่ารอมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติการแก้ไขสัญญา หนี้จึงสะสมพอกพูน จนนำมาสู่การการฟ้อง

โดยการฟ้องร้องครั้งที่ 1 ในปี 2564 บีทีเอสฟ้องเรียกหนี้ตั้งแต่ปี 2560 ถึง 2564 รวมเงินต้น 10,978 ล้านบาท ดอกเบี้ย 3,499 ล้านบาท รวม 14,477 ล้านบาท โดยขอให้ กทม. เป็นผู้ร่วมรับชำระหนี้กับบริษัท กรุงเทพธนาคม (KT) ซึ่งศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งเมื่อวันที่ 26 ก.ค.67 ให้ กทม. และ KT ร่วมกันชำระ

และการฟ้องครั้งที่ 2 ในปี 2565เนื่องจากหนี้ยังคงเกิดขึ้นทุกวัน บริษัทจึงฟ้องเพิ่ม โดยมีเงินต้น 10,128 ล้านบาท และดอกเบี้ย 2,708 ล้านบาท ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาให้ กทม. และ KT ร่วมชำระหนี้ ซึ่งในคดีนี้ กทม. ไม่ได้อุทธรณ์ และนำมาสู่การชำระหนี้ในวันนี้เป็นยอดเงิน 36,444 ล้านบาท เป็นการชำระหนี้ก้อนที่ฟ้องครั้งที่ 2 บวกกับหนี้ที่เกิดขึ้นหลังวันฟ้องจนถึงปัจจุบัน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน