มูนวอล์กเข็มนาฬิกากลับไป หากเราจะหาสโมสรฟุตบอลในไทยที่สร้างความตื่นตาตื่นใจบนหน้าสื่อได้ในปีผ่านมา ชื่อของ พลังกาญจน์ เอฟซี จะวาบมาเป็นทีมแรก ๆ เสมอ

การประกาศกร้าวของ นพ.ประวัติ กิจธรรมกูลนิจ ประธานสโมสร ว่าขอจบท็อป 3 ในลีก ทั้งที่เพิ่งโผล่ขึ้นมาลืมตาป้าปากบนลีกสูงสุดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

ส่งให้สปอตไลต์ฉายมายังทีมจากภาคตะวันตกแห่งนี้พอควร ทั้งการทุ่มงบมหาศาล หรือ “เล่นใหญ่” คว้าตัว แอนดรอส ทาวน์เซนด์ อดีตแข้งดังพรีเมียร์ลีกมาร่วมทัพ

แต่โลกฟุตบอลบางครั้งก็โหดร้าย การเป็นน้องใหม่ไร้ประสบการณ์บนเวทีไทยลีก แม้มีงบประมาณมาผลาญนักเตะไม่จำกัด ทว่าเป้าหมายท็อป 3 หัวตารางที่ตั้งไว้เป็นภาพที่ไกลลิบเกินไป

สุดท้ายไม่ได้แม้แต่เฉียด พวกเขากลายเป็นทีมแรกที่ต้องตกชั้นสู่ไทยลีก 2 ในฤดูกาลที่ผ่านมา ด้วยผลงานจมบ๊วย (ชนะแค่ 4 จาก 30 เกม)

กลับมาที่เก่า แม้จะต้องถอยกลับมาเริ่มใหม่ในไทยลีก 2 แต่ “ม้าเหล็ก” หาได้ท้อ

ในขณะที่สโมสรอื่นยังปล่อยเซอร์ ทำตัวชิลสบายในช่วงปิดซีซั่น แต่ พลังกาญจน์ เดินหน้า “ผ่าตัดทีม” ครั้งใหญ่ตั้งแต่ไก่โห่

การดึง พัค ฮัง-ซอ เฮดโค้ชชาวเกาหลีใต้ ผู้เนรมิตประวัติศาสตร์ลูกหนังเวียดนาม มาคุมทัพ พร้อมให้อิสระจัดการทีมเต็มที่ ทั้งการเฟ้นหานักเตะตามสเปก รวมถึงบัดเจทให้ถลุงไม่จำกัด

ผลลัพธ์คือ ทีมเหลือแกนหลักผู้เล่นชุดเก่าไว้เพียง 10 คนเท่านั้น ที่เหลือไม่ต่ำกว่า 14 คน นั้นล้วนเป็นแข้งใหม่ป้ายแดงทั้งสิ้น นำมาโดย จอห์น บาจโจ, อภิสิทธิ์ โสรฎา, ถิรวุฑ สรวลสรรค์, อภิชาติ เด็นหมาน, นันทวัฒน์ สวนแก้ว

อาจไม่ใช่ดีลระดับ “ซูเปอร์สตาร์” เรียกเสียงฮือฮาได้เหมือนที่ผ่านมา แต่นี่คือการหาผู้เล่นแบบ “เกาถูกที่คัน” ให้ความสำคัญกับบาลานซ์ เลือกนักเตะจากเคมีลูกหนังที่เข้ากันกับระบบของ พัค ฮัง-ซอ

โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจนคือ “การเลื่อนชั้นกลับสู่ไทยลีก 1” อีกครั้ง

เมืองลูกหนังในดินแดนชนบท

อีกสิ่งหนึ่งที่วิ่งสวนทางกับผลงาน พลังกาญจน์ คือ “แฟนบอล” แม้ฟอร์มการเล่นจะย่ำแย่จนอยากเบือนหน้าหนี แต่ตัวเลขสถิติไม่เคยโกหกใคร ฤดูกาลที่ผ่านพ้นไป สโมสรมียอดผู้เข้าชมเฉลี่ยทั้งฤดูกาลมากถึงนัดละ 5,094 คน เป็นตัวเลขที่สูงอันดับ 5 ในลีก สำหรับจังหวัดที่ไม่ได้เป็นมหานครใหญ่

นั่นเพราะคนกาญจนบุรีพร้อม “ซัพพอร์ต” ทีมบ้านเกิดเสมอ ไม่ว่าจะสโมสรอยู่ในสถานะใด มองลึกลงไปมากยิ่งขึ้นในลูกหนังระดับ “รากหญ้า” พบว่าคนที่นี่ “บ้าบอล” กันระดับสูงเลยทีเดียว นอกจาก พลังกาญจน์ เอฟซี ที่เป็นทีมฟุตบอลแล้ว จังหวัดยังมีสโมสรฟุตซอลอาชีพอย่าง ไทยอาร์มี่ รวมถึง พลังกาญจน์ ฟุตซอล อีกด้วย

สิ่งสำคัญอีกอย่าง ที่จังหวัดไม่ได้มองข้ามคือ การมี “เวทีลูกหนัง” ให้ความสำคัญกับเยาวชนได้โลดแล่น อย่างเช่น พลังกาญจน์ เอฟซี นอกจากทำฟุตบอลอาชีพแล้ว พวกเขายังส่งทีมเยาวชนไปแข่งขัน U21 (PEA Youngster League) ด้วย

ขณะเดียวกัน ภาครัฐในจังหวัดเองก็เข้ามาสนับสนุนอยู่ตลอด อย่างล่าสุดสมาคมกีฬาจังหวัดมีการจัดการแข่งขันกีฬาประจำปี ทั้งฟุตซอล ฟุตบอล รวมถึงกีฬาชนิดอื่น ๆ หรือรายการ “ฟุตซอลเทิดพระเกียรติวันแม่แห่งชาติ” ก็มีทีมเข้าร่วมแข่งขันมากมาย

ส่วนโรงเรียนหลายแห่ง ต่างก็แข่งกันพัฒนา เฟ้นหา ปลุกปั้นแข้งฝีเท้าดี เพื่อยกระดับทีมฟุตบอลของสถาบัน ไม่ว่าจะเป็น โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี 1 (บ้านเก่าวิทยา)

หรือล่าสุดอย่าง โรงเรียนวิสุทธรังษี ที่เพิ่งเปิดตัว “โค้ชกบ” สุเชาว์ นุชนุ่ม อดีตกองกลางทีมชาติไทย เลือดเนื้อเชื้อไขชาวกาญจนบุรี และเจ้าของ Kob Suchao Academy (KSA) เข้ารับตำแหน่งหัวหน้าผู้ฝึกสอน เพื่อพัฒนาทีมฟุตบอลของโรงเรียน และยกระดับวงการลูกหนังเยาวชนของจังหวัด

ส่วนอีกหนึ่งอีเวนต์ที่สร้างชื่อให้ กาญจนบุรี คือ “ฟุตบอลเดินสาย” ที่แทบมีให้เห็นเกือบทุกมุมของจังหวัด ตามแต่ผู้สนับสนุนจะมี

ขมวดให้แคบมาหน่อยอย่าง “ฟุตบอลชิงเงินล้าน” รายการดังระดับประเทศ “ส.คำมี” ก็จัดการแข่งขันที่ อ.บ่อพลอย จ.กาญจนบุรี จนกลายเป็นทัวร์นาเมนต์แม่เหล็กดึงดูดนักเตะชื่อดังมากมายมาล่าเงินรางวัล ได้รับความสนใจจากทั้งแฟนบอลกาญจนบุรี จังหวัดข้างเคียง รวมถึงมียอดผู้ชมทั่วประเทศติดตามเป็นจำนวนมาก

ฟุตบอลจึงค่อย ๆ ผูกพันคู่กับคนเมืองกาญจน์อย่างลงตัว ไม่แพ้แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน