จากกรณีดราม่าปัญหาการแบ่งเงินรางวัลกันภายในทีมของทัพนักกีฬาตะกร้อชายทีมชาติไทย ที่คว้า 1 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน ในมหกรรมกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 ที่เมืองนาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น
ล่าสุดเพจ หมอเค จเรตะกร้อ ซึ่งเป็นผู้ใกล้ชิด และกูรูวงการตะกร้อไทย ได้ออกมาเปิดเผยเรื่องราวเบื้องหลังของเรื่องที่เกิดขึ้น
หมอเค จเรตะกร้อ ระบุว่า
“รู้ไหม ?
ทำไมที่ผ่านมาผมเลือกที่จะไม่พูด
เพราะผมไม่อยากเห็นนักกีฬาทะเลาะกัน
แต่วันนี้ทนเห็นคนที่หากินกับกีฬาตะกร้อกำลังเขียนสร้างความเสียหายให้วงการตะกร้อจนผมทนไม่ไหว
ผมจึงต้องออกมาเขียน
ที่ผ่านผมพยายามคุยกับทั้งสองฝั่งจนผมเข้าใจถึงปัญหา…
และพยายามให้ทุกคนมันทำความเข้าใจกันและกัน
ที่สำคัญที่ผ่านมาผมถามย้ำถามกับ “นักกีฬาทุกคน“ ว่าเรื่องมี ผู้ใหญ่คนไหน เข้ามาเกี่ยวข้องบ้างในการแบ่งเงินรางวันของพวกเอ็ง
ทุกคนตอบเหมือนกันว่า…พวกผมจัดการกันเองไม่มีใครเข้ามายุ่ง พวกผมตกลงกันเองทุกเรื่อง ย้ำว่า ทุกเรื่องนะในการแบ่งเงิน
อย่างไรก็ดีเรื่องนี้มีจุดสำคัญ ที่ทำให้ทุกอย่างมันไม่ลงตัวคือ ในที่ประชุม ที่สนามบิน มีคนที่ไม่เห็นด้วย ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เล่นทีมเดี่ยว บอกว่า “ตะกร้อทุกวันนี้มันไม่ง่ายเหมือนก่อนแล้ว”
พร้อมกับบอกว่า สัดส่วนการแบ่งเงินรางวัล ที่อยู่ 1.5 ล้าน ของ 7 คนทีมชุด กับ 1.7 ล้าน ของ 5 คนทีมเดี่ยว และ และเงินอีก 1.2 ล้านของน้องคู่ซ้อม 12 คน แบบนี้ไม่โอเค
และพูดว่า “ผมต้องการ 2 ล้าน” ซึ่งทำให้ทุกคนพยายามจุดตรงกลางว่า จะเอาอย่างไร ?
และมีพูดคุยว่ายอมบอกว่า เอ็งเอาไป 2 ล้านก็ได้ แต่พวกเราทุกคนต้องเอาเงินออกมาหารให้น้องคู่ซ้อม 12 คนที่ไม่ติดทีมมาด้วยกันใหม่
แต่หนึ่งในผู้เล่นทีมเดี่ยว ก็ยืนกรานจะเอา 2 ล้าน และไม่คุยต่อ และตอนนั้นเวลามันกระชั้นต้องรีบขึ้นเครื่องแล้ว ทำให้บทสรุปไม่ลงตัว แต่ทั้งหมดก็พูดกันเป็นครั้งสุดท้ายงั้นสรุปตกลงว่า คงไว้ที่ 1.5 ล้าน กับ 1.7 ล้าน ตามข้อตกลงเดิม โดยไม่มีใครโต้แย้ง ก่อนจะแยกย้ายกันเดินขึ้นเครื่องกลับไทย
แต่ทว่าเมื่อเงินรางวัลถูกโอนเข้าไปยังนักกีฬาทุกคน มีผู้เล่นทีมเดี่ยว 3 คน ที่โอนเงินจำนวน 1.3 ล้านเข้ามาที่กองกลางให้นักกีฬาคนที่มีหน้าที่จัดการ แบ่งให้เพื่อน และน้องๆ ทุกคนตามที่ตกลง
แต่ทว่าผู้เล่นในทีมเดี่ยว 2 คน ไม่โอนเงินมาตามที่ตกลงกันไว้ และทำให้นักกีฬาที่ทำหน้าที่รวบรวบเงินมีการโทรตามและทวงถามว่าจะเอาอย่างไร (และมีเลยเถิดตามไปถึงคนในครอบครัวของนักกีฬาทั้งสองคน จนทำให้หนึ่งนักกีฬาที่ยังไม่โอเงินไม่พอใจ ส่วนอีกคนติดต่อไม่ได้เลยหายเข้ากลีบเมฆ จนทุกวันนี้)
จนเรื่องเดินทางมาหาผม…ผมเลยต้องรับรู้เรื่องนี้ในทุกมิติ ทั้งเรื่องในครอบครัว ทั้งเรื่องส่วนตัวของบุคคลดังกล่าวในทุกมิติที่ผมไม่เคยรู้มาก่อน (แต่ผมขอข้ามเรื่องนี้ไป)
ผมเลยต้องเป็นตัวกลางเจรจาให้กับน้องๆ ทั้งสองฝั่ง และได้รับฟังเรื่องราวปัญหาดังกล่าว
และพยายามช่วยแก้ปัญหาเพราะเห็นความผูกพัน และความสัมพันธ์ของน้องๆนักกีฬาที่อยู่กิน และร่วมทุกร่วมสุข ทั้งวันที่สมหวังและผิดหวัง กอดคอร้องไห้ร่วมกันมา
และไม่อยากเห็นเรื่องแย่ๆ เกิดขึ้นในวงการตะกร้ออีก
พร้อมกันได้มีโอกาสคุยจนได้เหตุผลของทั้งสองฝ่ายอย่างแท้จริง
ฝ่ายแรก (คือหนึ่งในนักกีฬาทีมเดี่ยว) ทักมาผมและโทรผมกลับไป ทำให้ได้พูดคุยถึงสาเหตุการไม่โอนเงินให้กับทีม
โดยเจ้าตัวบอกสาเหตุว่า ผมไม่โอเค กับจำนวนส่วนสัดการแบ่งเงินครั้งนี้ เพราะผมว่า 7 คน ไม่ควรได้เงินสัดส่วนใกล้เคียงกับคนที่เล่นทีมเดี่ยว
และผมอยากให้สัดส่วนการแบ่งเงินตรงนี้เอาไปให้น้องๆ 12 คนเพิ่มขึ้นมากกว่าที่จะ 7 คนในทีมชุด
ผมเลยถามกลับไปว่า แล้ววันนั้นในที่ประชุมทำไมเอ็งไม่พูดล่ะว่าต้องการแบบนี้ น้องบอกผมก็พูดนะ และผมพูดมาตลอดด้วย
ทำให้จึงรู้สึกว่าเออ..มันก็มีเหตุผลที่ดีนะ
ทำให้หลังจากคุยจบผมก็ติดต่อไปคุยกับน้องคนหนึ่งในทีมเดี่ยวหนึ่งใน 3 คนที่โอนเข้ากองหลางของทีมเรียบร้อย เพื่อปรึกษาและช่วยกันหาทางออกของปัญหานี้
แล้วขอน้องที่เป็นหนึ่งผู้เล่นทีมเดี่ยวที่โอนเงินแล้วว่า เอ็งลองไปคุยกับคนที่ยังไม่โอนเงินว่า “งั้นก็เอาแบบนี้เอ็งไปคุยกับ 2 คนที่ยังไม่โอนเงิน ว่าถ้ามันอยากให้เงินสัดส่วนที่ให้น้องคู่ 12 คนเพิ่มขึ้นตามความต้องการดูสิว่ามัน 2 คนโอเคไหม
ส่วนผมก็ไปเจรจากับนักกีฬา 2 คนซึ่งเป็นผู้เล่นใน 7 คนกลุ่มทีมชุดที่มีความเป็นผู้นำในสายตาของน้องๆทุกคนในทีมว่าเอ็งเห็นด้วยไหมที่กับแนวทางของนักกีฬาที่ยังไม่โอนเงิน
ทำให้ผมได้รับคำตอบว่า ”ถ้าเค้าต้องการแบบนั้นพวกผมยินดีไม่มีปัญหาครับ เพราะน้องจะได้เงินเพิ่มด้วย และเขาสามารถทำได้เลย แต่เขาจะทำจริงๆใช่ไหม ?“
ซึ่งหลังจากนั้นอีก น้อง 1 ใน 2 ผู้เล่นทีมเดี่ยวโทรมาหาผม ก็มาบอกผมว่า ผมไม่โอนแล้ว เพราะผมเสียชื่อเสียงไปแล้ว เพราะคนที่ดูแลเรื่องเงินทีม ไปพูดไปทั่ว ทำให้ผมเสียชื่อเสียง แล้วแบบนี้ใครจะรับผิดชอบชื่อเสียงผมล่ะ
ผมเลยตอบกลับไปว่า..งั้นก็ตามนั้น มันเป็นการตัดสินใจของเอ็ง ผลจะเป็นอย่างไรเอ็งก็ต้องรับมันให้ได้นะ
ปล.มันมีเรื่องราวอีกมากมายที่ผมพูดไม่ได้เอาเป็นว่าเรื่องราวที่ผมเขียนเป็นเหตุการณ์ที่ผมมาเจอมากับตัว
ส่วนคุณจะมีความคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องคุณก็พิจารณากันเอาเอง
ผมไม่ขอตัดสินว่าใครถูกใครผิด…
และผมอยากให้เรื่องนี้มันจบลงด้วยดี
เพราะวงการตะกร้อของเรามันเจ็บปวดกับเรื่องพวกนี้มามากพอแล้ว
🙏ขอบคุณทุกคนนะครับที่อ่านมาถึงบรรทัดนี้…
ผมเจ็บปวดเสมอที่ต้องเห็นความขัดแย่งในวงการที่ผมรัก
สุดท้ายผมทนไม่ได้ที่มีคนหากินกับกีฬาตะกร้อ แต่กลับกำลังสร้างความแตกแยกและเขียนทำลายวงการตะกร้อที่ผมรัก”