มิโลวาน ราเยวัช ถูกสั่งเด้งพ้นจากตำแหน่งหัวหน้าผู้ฝึกสอน “ช้างศึก”ทีมชาติไทย แบบฟ้าผ่าเมื่อช่วงเวลาเช้ามืดเข้าสู่วันที่ 7 มกราคม ตามเวลาประเทศไทย หลังทำผลงานได้ไม่น่าประทับใจ
นั่นหมายความราเยวัชได้ทำหน้าที่คุมทีมชาติไทยราว 1 ปี 6 เดือน นำทัพลงสนามไปทั้งหมด 19 แมตช์รวมทุกรายการ เป็นชัยชนะ 8 นัด เสมอ 4 นัด แพ้ 7 นัด ยิงได้ 33 ประตู เสียไป 26 ประตู
ราเยวัชเริ่มคุมทีมนัดแรกในเกมกระชับมิตรพบอุซเบกิสถาน เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2560 โดยเป็นฝ่ายแพ้ 0-2 จากนั้นคุมทีมเตะเกมฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก 3 นัด เสมอยูเออี 1-1, แพ้อิรัก 1-2 และแพ้ออสเตรเลีย 1-2
จากนั้นราเยวัชจึงพบชัยชนะนัดแรกในการคุมทีมชาติไทย โดยอุ่นเครื่องชนะเมียนมา 3-1 เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2560 แล้วเก็บชัยต่อเนื่องในการอุ่นแข้งกับเคนยา ชนะไป 1-0
เข้าสู่เดือนมีนาคม 2561 ไทยคว้ารองแชมป์ศึกชิงถ้วยพระราชทานคิงส์ คัพ โดยรอบรองชนะเลิศชนะกาบอง 4-2 แต่นัดชิงชนะเลิศพลาดท่าแพ้สโลวะเกีย 2-3
หลังจากนั้นไทยมีโปรแกรมอุ่นแข้งอีก 3 นัด แพ้จีน 0-2, ชนะฮ่องกง 1-0 และชนะตรินิแดดฯ 1-0 ก่อนเข้าศึกสำคัญอีกรายการอย่างเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ ซึ่งทัพ “ช้างศึก” เป็นแชมป์เก่าอยู่
ไทยจบรอบแบ่งกลุ่มศึกชิงแชมป์อาเซียนโดยไม่แพ้ใคร ชนะติมอร์-เลสเต 7-0, ชนะอินโดนีเซีย 4-2, เสมอฟิลิปปินส์ 1-1, ชนะสิงคโปร์ 3-0 แต่ความฝันป้องกันแชมป์พังทลายลงในรอบรองชนะเลิศเมื่อทำได้แค่เสมอมาเลเซียผลรวม 2 นัด 2-2 ต้องตกรอบด้วยกฎประตูทีมเยือน
สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯยังให้โอกาสราเยวัชถึงศึกเอเชียน คัพ แต่ทัพ “ช้างศึก” กลับประเดิมสนามได้อย่างเจ็บปวดหลังพ่ายอินเดีย 1-4 เป็นการแพ้คู่แข่งรายนี้หนแรกในรอบเกือบ 33 ปี และนั่นคือฟางเส้นสุดท้ายก่อนที่กุนซือชาวเซอร์เบียรายนี้จะถูกปลดในที่สุด
ทั้งนี้ก่อนหน้าจะเริ่มศึกเอเชียน คัพ ไทยยังได้ลงอุ่นแข้งกับโอมาน ซึ่งแข่งกันโดยปิดสนามไม่ให้บุคคลภายนอกเข้าชม ผลปรากฏว่า “ช้างศึก” เป็นฝ่ายแพ้ไป 0-2 เท่ากับว่าไทยไม่ชนะใคร 4 นัดติดก่อนที่ราเยวัชจะโดนเด้งดังกล่าว