ซุปเปอร์พาวเวอร์ย้ายถิ่นซบมหาสารคามใช้ชื่อ‘จัมปาศรี ยูไนเต็ด’-ส่งเรื่องขอคลับไลเซนซิงแล้ว

“เดอะพาวเวอร์”ซุปเปอร์ พาวเวอร์ สมุทรปราการ ทีมบ๊วยโตโยต้า ไทยลีก มีโอกาสจะย้ายถิ่นฐานไปปักหลักที่ จ.มหาสารคาม พร้อมเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น จัมปาศรี ยูไนเต็ด สำหรับเล่นไทยลีก 2 หรือ เอ็ม-150 แชมเปี้ยนส์ชิพ ฤดูกาลหน้า เมื่อมีกลุ่มทุนจากจ.มหาสารคาม เข้ามาสนับสนุน

สำหรับไทยลีกฤดูกาลปัจจุบัน ซุปเปอร์ พาวเวอร์ ลงเตะไปแล้ว 31 นัด ชนะ 1 เสมอ 2 แพ้ 28 ตกชั้นแน่นอน ทว่าพวกเขาอาจปรับโฉมทีมขนานใหญ่ โดยเมื่อวันที่ 30 ต.ค. ได้มีการแถลงข่าวความร่วมกันระหว่าง “บิ๊กโอ”ปกรณ์ คล้ายเพ็ชร ประธานสโมสรซุปเปอร์ พาวเวอร์, นายธนบดี พรหมสุข ประธานกรรมการ บจก.ช้างทองคำ (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นผู้เข้ามาสนับสนุน รวมทั้งพ.ต.อ.อุดมศักดิ์ เปลี่ยนขำ นายกสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดมหาสารคาม และโดยในการแถลงข่าวระบุว่าในฤดูกาลหน้า ซุปเปอร์ พาวเวอร์ จะเปลี่ยนชื่อเป็น จัมปาศรี ยูไนเต็ด และย้ายไปเล่นที่สนามกีฬากลางจังหวัดมหาสารคาม สู้ศึกไทยลีก 2

ขณะเดียวกัน มีรายงานข่าวว่า การเจรจาครั้งนี้ แม้จะมีโอกาสเป็นไปได้สูง ทว่ายังไม่สมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ ต้องรอดูรายละเอียดสัญญา เงื่อนไขต่างๆ ให้ชัดเจน รวมทั้งต้องรอให้บ.ไทยลีก จำกัด อนุญาต หากข้อตกลงเป็นไปด้วยดี จะเป็นการร่วมกันทำทีมของ 2 ฝ่าย ทั้งนายปกรณ์ และ นายธนบดี อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ทุกอย่างยังไม่ลงตัว ทำให้ 2 ฝ่ายยังไม่สามารถเปิดเผยอะไรได้มากนัก

ด้าน นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล รองประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดการแข่งขัน บจก.ไทยลีก กล่าวว่า ตนยังไม่ทราบเรื่องดังกล่าวอย่างเป็นทางการ แต่เท่าที่ฟังข่าวแล้ว หากจะมีการย้ายถิ่นจากสมุทรปราการ ไปจ.มหาสารคาม มีความเป็นไปได้ เพราะช่วงนี้ได้ให้ทีมไทยลีก 1-2 ยื่นคลับไลเซนซิงใหม่ ไม่เหมือนกับเมื่อช่วงก่อนเปิดฤดูกาล 2017 ที่หลายทีมที่จะย้ายถิ่นติดขัดปัญหาเพราะได้ยื่นคลับไลเซนซิงไปแล้ว อย่างไรก็ตามต้องดูรายละเอียดของคลับไลเซนซิง ที่ซุปเปอร์ พาวเวอร์ ยื่นมาด้วย

ขณะที่นายพาทิศ ศุภะพงษ์ รองเลขาธิการฝ่ายต่างประเทศและโฆษกสมาคมกีฬาฟุตลบอลแห่งประเทศไทยฯ กล่าวว่า เบื้องต้นตนได้สอบถามกับทาง เบนจามิน ตัน รองซีอีโอไทยลีกและผู้อำนวยการฝ่ายคลับไลเซนซิ่ง ในส่วนของไทยลีกนั้นได้รับเอกสารขอคลับไลเซนซิ่งครบหมดแล้ว เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น, ชื่อทีม และสนามที่ต้องการใช้ ตั้งแต่ก่อนเดดไลน์วันที่ 15 กันยายน อย่างไรก็ตามยังต้องรอตรวจสนามก่อนว่าผ่านมาตรฐานหรือไม่ โดยให้เวลาถึงสิ้นปีนี้ รวมถึงยังต้องรอเอเอฟซี รับรองการเปลี่ยนแปลงด้วย