นักกีฬาเหรียญโอลิมปิกปลื้มปีติเข้าเฝ้าฯ’ในหลวง’

ตลอดระยะเวลา 70 ปี ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ทรงขึ้นครองสิริราชสมบัติ ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ต่อปวงชนชาวไทย รวมถึงนักกีฬาไทยหลายๆคนที่ทำคุณงามความดี และสร้างชื่อเสียงให้ประเทศชาติ

p 3-109_DB_OK_NEW

ย้อนไป 20 ปีก่อนหน้านี้ ในปีพ.ศ.2539 เมื่อ สมรักษ์ คำสิงห์ นักมวยสากลสมัครเล่นเจ้าของฉายา “โม้อมตะ” เป็นคนไทยคนแรกที่คว้าเหรียญทองโอลิมปิกเกมส์ ที่แอตแลนต้า ประเทศสหรัฐอเมริกาได้สำเร็จ รวมถึง วิชัย ราชานนท์ ที่คว้าเหรียญทองแดงมวยสากลสมัครเล่นเช่นกัน พระองค์ทรงพระกรุณาพระราชทานพระราชวโรกาสให้ฮีโร่โอลิมปิก รวมถึงผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคนเข้าเฝ้า ซึ่งในครั้งนั้น สมรักษ์ ได้ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญทองโอลิมปิกเกมส์แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมกันนี้พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสพระราชทานคณะที่เข้าเฝ้าฯ ว่า

p 3-109_DB_OK_NEW

“ขอชมเชยกับนักมวยทั้งหมดที่ได้ทำชื่อเสียงให้กับประเทศไทย โดยเฉพาะผู้ที่ทำเหรียญทองและเหรียญทองแดงประวัติศาสตร์ของเมืองไทย จึงได้มอบหนังสือพระมหาชนกและเหรียญพระมหาชนก ซึ่งหมายถึงความเพียรและอดทนอย่างยิ่ง สำหรับผู้ที่ปฏิบัติธรรม และปฏิบัติภาระอย่างมีความเพียรมากยิ่งขึ้น คนมีหน้าที่ประจำและทำด้วยความเพียรก็จะได้รับผลอย่างนั้น เป็นผลถึงความสำเร็จที่เห็นนักมวยไทยที่ขึ้นชก และต่อสู้อย่างสุดฝีมือก็ปลื้มใจ โดยเฉพาะตอนที่สมรักษ์ขึ้นชกเหรียญทองก็ได้ชมทางทีวี และมีเพื่อนฝูงหลายคนได้ชมพร้อมกัน และเมื่อได้แต้มก็ไชโยโห่ร้องอย่างไม่อาย เป็นความภูมิใจของพวกเราทุกคนและประชาราษฎร์ทั่วประเทศ”

 

112หลังจากนั้นในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเกมส์ ครั้งที่ 27 ที่ซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ปี 2543 วิจารณ์ พลฤทธิ์ สามารถพิชิตเหรียญทองโอลิมปิกเกมส์จากมวยสากลฯ เป็นเหรียญทองที่สองในประวัติศาสตร์ชาติไทย รวมถึง พรชัย ทองบุราณ นักมวยสากลฯอีกคน และเกษราภรณ์ สุตา นักยกน้ำหนักหญิงเหรียญทองแดง ทั้ง 3 คน ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้เข้าเฝ้าฯ โดย วิจารณ์ ได้ถ่ายทอดความรู้สึกวันที่อยู่ต่อหน้าพระพักตร์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า

 

 
“สิ่งที่ผมไม่เคยลืม คือการเข้าเฝ้าฯ ทูลละอองธุลีพระบาทเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นต่อตัวเอง และวงศ์ตระกูล พระองค์ตรัสหลายเรื่อง แต่ละเรื่องเป็นข้อคิดเตือนสติในการดำเนินชีวิต ไม่มีความสุขใดในชีวิตที่ได้เข้าเฝ้าฯพระองค์อย่างใกล้ชิด”

%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b8%ac%e0%b8%b2-169

จากนั้นในโอลิมปิกเกมส์ครั้งต่อมา ที่ประเทศกรีซ ปีพ.ศ.2547 นักกีฬาไทยสร้างผลงานได้ยอดเยี่ยม ทำได้ทั้งหมด 3 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน 4 เหรียญทองแดง และเป็นอีกครั้งที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ พระราชทานพระบรมราชวโรกาส ให้นักกีฬาที่ได้รับเหรียญรางวัลทั้ง 8 คนประกอบด้วย มนัส บุญจำนงค์ เหรียญทองมวยสากลฯ, อุดมพร พลศักดิ์ เหรียญทองยกน้ำหนักหญิง, ปวีณา ทองสุก เหรียญทองยกน้ำหนักหญิง, วรพจน์ เพชรขุ้ม เหรียญเงินมวยสากลฯ สุริยา ปราสาทหินพิมาย เหรียญทองแดงมวยสากลฯ, อารีย์ วิรัฐถาวร ทองแดงยกน้ำหนักหญิง, วันดี คำเอี่ยม ทองแดงยกน้ำหนักหญิง, เยาวภา บุรพลัชย ทองแดงเทควันโด พร้อมบิดามารดา และผู้เกี่ยวข้อง เข้าเฝ้าฯทูลละอองธุลีพระบาท ณ วังไกลกังวล

p 3-109_DB_OK_NEW

คราวนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีรับสั่งอย่างเป็นกันเองกับนักกีฬาว่า ดีใจที่ได้พบตัวจริง ติดตามชมการแข่งขันทุกวัน เข้านอนเวลาประมาณ 02.00-03.00 น. ทุกคืน หลังจากที่นักกีฬาประสบความสำเร็จ ได้ให้ราชเลขาธิการโทรศัพท์ไปหา เพราะรู้สึกว่าทุกคนเหน็ดเหนื่อย

 
นอกจากนั้นพระองค์ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานเหรียญพระมหาชนกทองคำ พร้อมด้วยพระราชนิพนธ์พระมหาชนกแก่นักกีฬาทุกคน แล้วมีกระแสพระราชดำรัสว่า ขอให้มีความเพียรพยายาม ตราบใดที่ไม่มีความเพียรพยายาม จะไม่มีความสำเร็จเกิดขึ้น ขอให้จำความดีที่ตัวเองได้ทำไว้ในครั้งนี้
พร้อมกันนี้ มนัส, วรพจน์, สุริยา และเยาวภา ได้ทูลเกล้าฯถวยเหรียญรางวัลจากการแข่งขันโอลิมปิก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทอดพระเนตรครู่หนึ่ง ก่อนจะพระราชทานเหรียญรางวัลคืนโดยทรงคล้องเหรียญรางวัลให้แต่ละคนด้วยพระองค์เอง พร้อมรับสั่งว่า

p 3-109_DB_OK_NEW

“เคยได้เหรียญรางวัลเหมือนกัน แต่ไม่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ เหรียญทองมีราคาค่างวดไม่เท่าไหร่ แต่ความภูมิใจของตัว ความพอใจของบิดามารดา ความพอใจของราษฎร ที่ได้รู้ว่าน้ำพักน้ำแรงเหรียญที่ได้มานี้ เป็นที่ปลาบปลื้มของทุกคน และต้องชมเชยที่ทำดี แล้วต้องชมเชยพ่อแม่ที่ให้กำลังใจ ต้องชมเชยเพื่อนฝูงที่ส่งกำลังใจไปทั้งหมด ขอแสดงความยินดีกับทุกคน รวมถึงพ่อแม่และผู้ที่ฝึกซ้อมในสมาคมต่างๆ ที่ทำให้มีผลสำเร็จ ฝึกต่อไปและให้มีความสำเร็จในงานการต่อไป ไม่คิดว่านักกีฬาไทยจะทำได้ถึงขนาดนี้ ได้มาถึง 8 เหรียญ นับเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่มาก ขอให้ทุกคนพยายามทำหน้าที่ต่อไปให้ดีที่สุด”

 
ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ตราตรึงและทำให้นักกีฬารวมถึงคนไทยทั้งประเทศหลั่งน้ำตาแห่งความปีติในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้