จากกรณีที่ “โจ้” พ.ต.ท. สืบศักดิ์ ผันสืบ อดีตนักตะกร้อทีมชาติไทย เป็นตัวแทนอดีตนักกีฬาเรื่องการยื่นร้องเรียนการทำหน้าที่ของ ผู้จัดการทีมชาติไทย, ผู้ฝึกสอน ทีมตะกร้อทีมชาติไทย โดยมี นายบุญชัย หล่อพิพัฒน์ อุปนายกสมาคมตะกร้อแห่งประเทศไทย เป็นผู้รับเรื่อง เมื่อวันที่ 7 พ.ย. ที่ผ่านมา โดย “โจ้” ระบุว่า ที่ผ่านมา มีการหักเงินนักกีฬามาโดยตลอด แม้กระทั่งเงินรางวัลที่ได้จากในศึกเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 19 ที่เมืองหางโจว ประเทศจีน ก็ยังมีการหักไปถึง 50 เปอร์เซ็นต์
เวลาต่อมา “บิ๊กต้อม” ธนา ไชยประสิทธิ์ นายกสมาคมกีฬาตะกร้อ ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนกันยายน 2566 ที่ผ่านมา ได้เผยว่า ขณะนี้ตนได้รับเรื่องแล้ว และจะส่งให้คณะกรรมการบริหารพิจาณาต่อไป อย่างไรก็ตามเรื่องที่ โจ้ ว่ามา เป็นเรื่องเมื่อ 10 ปีมาแล้ว เป็นเรื่องของคณะกรรมการชุดเก่า ตนเป็นคนใหม่ เพิ่งเข้ามาช่วงเอเชียนเกมส์ ที่ผ่านมา จะให้ไปจัดการเรื่องเมื่อ 10 ปีที่แล้ว คงช่วยอะไรมากไม่ได้ แต่เรื่องที่ยังเกิดขึ้นในปัจจุบันรับปากว่าจะจัดการ
ด้าน อนุวัฒน์ ชัยชนะ อดีตนักกีฬาตะกร้อทีมชาติไทย ออกมาโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เผยอีกมุมของตะกร้อทีมชาติไทย ซึ่งเป็นนักกีฬาที่อยู่ในช่วง 1-10 ปีที่ผ่านมาด้วย โดยข้อความระบุว่า มีการแบ่งเงินรางวัลจากนักกีฬาจริง แต่เป็นการแบ่งให้นักกีฬาตัวสำรอง โค้ช ที่กินนอนและซ้อมอยู่ด้วยกันอย่างเต็มใจ
ล่าสุด อัษดิน วงศ์โยธา อดีตนักกีฬาตะกร้อทีมชาติไทย เป็นอีกคนที่ออกมาชี้แจง เกี่ยวกับประเด็นดราม่าหักหัวคิวเงินรางวัล ที่เกิดขึ้น
อัษดิน ระบุว่า “#สบายใจทั้งผู้ให้และรับครับ ขอพูดในฐานะของนักตะกร้อทีมชาติไทย ทีมชายคนนึงหน่อยนะครับ ความรู้สึกส่วนตัวออกจากใจจริงครับ ในฐานะที่ผมอยู่ในสถานะทั้งผู้ให้และผู้รับครับการเป็นผู้รับนั้น ผมได้เก็บตัวตั้งแต่อายุ 18 ปี รุ่นพี่พี่เค้าไปแข่งตอนนั้นผมยังเป็นเด็กเข้าไปหาประสบการณ์ในการเก็บตัวที่พี่ไปแข่งเอเชียนเกมส์กลับมา เพราะผมก็ได้รับเงินส่วนแบ่งจากเงินรางวัลน้ำใจของพี่พี่เค้าจำนวนหนึ่ง ผมก็รู้สึกดีใจเป็นอย่างมากครับ จนกระทั่ง 7-8 ปีต่อมาผมได้เป็นตัวจริงในการแข่งขันรายการใหญ่ใหญ่หลายรายการและได้เล่นสองเหรียญทองหลายรายการ เช่นทีมเดี่ยวคิงส์คัพสองครั้ง ตะกร้อคู่เอเชียนเกมส์ หนึ่งครั้ง ได้เล่นทั้งสองเหรียญทองครับ ผมก็ได้มีโอกาสเป็นผู้ให้ทีมงานพี่พี่เพื่อนเพื่อนน้องน้องและทุกคนที่เป็นครอบครัว”
“ตะกร้อถ้าคนอยู่ข้างในแคมป์จะรู้ครับว่าพวกเราเหนื่อยพวกเราฝ่าฟันอุปสรรคกันมาไม่ใช่ง่ายง่ายครับ กว่าจะได้เหรียญทองไม่ใช่ เพราะผมคนเดียวแต่เป็นเพราะทีมงานรวมถึงเจ้าหน้าที่สมาคมแม่บ้านพี่ รปภ. หลายหลายคน ผมก็ได้เป็นผู้ให้มีน้ำใจให้พวกเขาเหล่านั้นครับ อีกสี่ห้าปีต่อมาผมไม่ได้ลงเล่นแข่งขัน ผมยังอยู่ในทีมงานคู่ซ้อมนะครับ ผมก็ยังได้รับส่วนแบ่ง ผมรู้สึกดีใจ และสบายใจ ที่เป็นทั้งผู้ให้ผู้รับครับ”
“ไม่มีใครถูกไม่มีใครผิดครับ เพราะมันเป็นเรื่องของน้ำใจความพึงพอใจของผู้ให้และผู้รับ ไม่มีใครสามารถบังคับใครได้ครับ ทุกคนมีสิทธิที่จะคิดเห็นต่างครับ”