ดร.หรั่ง ดร.ชาญวิทย์ ผลชีวิน อุปนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ชูการบริหารทีมชาติไทย ยุค มาดามแป้ง เหนือชั้นกว่าที่ผ่านมา พร้อมชม อิชิอิ เน้นทุกรายละเอียด
ดร.หรั่ง ดร.ชาญวิทย์ ผลชีวิน อุปนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ พร้อมด้วย “เดอะตุ๊ก”ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน กรรมการกลาง สมาคมกรรมการลูกหนังไทย ได้รับมอบหมายจาก “มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ นายกสมาคมให้เดินทางไปดู ทีมชาติไทย ชุดใหญ่ ในแมตช์ที่ออกไปเสมอกับเกาหลีใต้ 1-1 ฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก โซนเอเชีย ที่โซล เวิลด์คัพ สเตเดียม เมื่อ 21 มี.ค. โดยนอกจากจะดูทีมชาติไทย แล้วยังต้องศึกษาแนวทางการพัฒนาทั้งทีมชาติ และวงการฟุตบอลไทยในอนาคตด้วย
ล่าสุด ดร.ชาญวิทย์ เผยว่า สิ่งที่ตนได้เห็นจากการเดินทางไปเกาหลีใต้ มีหลายอย่างที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนในการบริหารทีมของไทยแตกต่างจากยุคเก่าอย่างสิ้นเชิง มีความเป็นมืออาชีพ และวางแผนการทำงานที่ละเอียดมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด
ดร.ชาญวิทย์ กล่าวว่า “สิ่งที่ผมได้เห็นถือเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างมากกับการบริหารจัดการของทีมชาติไทย ที่มีระเบียบแบบแผนกว่ายุคก่อนๆ โดยเฉพาะการทำงานของกลุ่มเจ้าหน้าที่ซึ่งเบื้องหลัง ทำให้ทีมงานนักเตะและสต๊าฟโค้ชไม่ได้รับความลำบากแม้แต่น้อย ทั้งเจ้าหน้าที่เตรียมอุปกรณ์เกี่ยวกับที่พัก อุปกรณ์การซ้อม การเตรียมพร้อมสำหรับงานแถลงข่าว หรือเรื่องอื่นๆ ผมว่าทีมชาติไทยเรา ภายใต้การบริหารของคุณแป้ง (นวลพรรณ ล่ำซำ) ทำได้ดีกว่ายุคก่อนๆ มาก”
“ขณะเดียวกันเราได้เห็นความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของทีมงานไม่มีแยกว่าใครเหนือกว่าใคร ทุกคนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาซาทาดะ อิชิอิ หัวหน้าผู้ฝึกสอนที่ละเอียดรอบคอบในทุกรายละเอียดแม้จะเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยที่ไม่เกี่ยวข้องกับแท็กติกหรือแผนการเล่น รวมถึงจ๋าย (เฉลิมชัย ชินเชิดพงศ์) ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ล่ามแปลภาษาให้กับโค้ชเท่านั้น ยังลงมือทำอย่างอื่นให้กับทีมทุกอย่างเท่าที่สามารถทำได้”
“ส่วนในภาพกว้างเท่าที่เห็นจากการเดินทางไปเกาหลีใต้ที่ผ่านมา คือผมต้องการสะท้อนให้หน่วยงานรัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาปัจจัยพื้นที่เกี่ยวข้องกับฟุตบอลให้กว้างขวางมากขึ้น เพื่อโอกาสในวันข้างหน้าที่เราจะสามารถก้าวขึ้นไปขอยื่นจัดแข่งทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลระดับทวีปหรือระดับโลกในอนาคต”
“สิ่งที่ผมเห็นในเกาหลีใต้และอยากจะให้ประเทศไทยพัฒนาเช่นนั่นคือสถานที่สำหรับการฝึกซ้อมหรือศูนย์ฝึกฟุตบอล มีความเป็นไปได้หรือไม่ที่เราจะสร้างศูนย์ฝึกขนาดใหญ่ให้ครอบคลุมทั้ง 4 ภาคทั่วไทย เพื่อความสะดวกในการใช้งานโดยไม่ต้องรวมตัวที่ส่วนกลาง เช่นที่ภาคเหนือเราจะพัฒนาศูนย์ฝึกที่เชียงใหม่ ที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนืออาจจะเป็นที่จังนครราชสีมา ภาคใต้อาจจะลงไปที่จังหวัดสงขลา ส่วนภาคกลางคงต้องดูความเหมาะสมกันอีกครั้ง”
“นอกจากนี้สิ่งอำนวยความสะดวกเช่นการเดินทาง ปัจจัยด้านอื่นๆ เรื่องนี้ต้องเอามาคิด และเรื่องเหล่านี้แค่สมาคมฟุตบอลไม่สามารถทำเองได้ เราจะคุยกันเรื่องนี้ภายในสมาคมจากนั้นจะนำเสนอแบบแผนหรือแนวทางให้กับหน่วยงานรัฐบาลที่เกี่ยวข้องนำไปพิจารณา ซึ่งเรื่องนี้หากผ่านความเห็นชอบจากสมาคมผมเชื่อว่าด้วยสายสัมพันธ์และความเป็นนักบริหารของคุณแป้งจะสามารถประสานกับหน่วยงานรัฐบาลได้”
“หากแนวทางนี้เป็นไปได้ แน่นอนว่าคงไม่ใช่ใน 2-3 ปี แต่หากทำสำเร็จวันข้างหน้า ผมเชื่อว่าประเทศไทยจะมีศักยภาพมากพอในการร่วมมือกับสมาชิกชาติอาเซียนกับการขอเสนอตัวเป็นเจ้าภาพฟุตบอลรายการใหญ่ระดับทวีป หรือในการขอจัดฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย”