ลิเวอร์พูลยังคงรักษาสถิติชนะรวดในยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ล่าสุดเปิดบ้านพิชิตแชมป์เก่าเรอัล มาดริด แบบหมดจด เป็นการคว้าชัยเหนือคู่แข่งรายนี้ในรอบ 15 ปีด้วย
การแข่งขันฟุตบอลยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก 2024-25 รอบลีก เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน “หงส์แดง”ลิเวอร์พูล จากอังกฤษ เปิดสนามแอนฟิลด์ รับการมาเยือนของ “ราชันชุดขาว”เรอัล มาดริด แชมป์เก่าจากสเปน
เกมนี้เจ้าบ้านส่ง ดาร์วิน นูนเญซ, หลุยส์ ดิอาซ, โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ลงตัวจริง ขณะที่ทีมเยือนเลือกใช้งาน คีลิยัน เอ็มบัปเป, บราฮิม ดิอาซ, จูด เบลลิงแฮม
เริ่มเกมมาเพียง 4 นาที โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ไหลบอลเข้าพื้นที่เขตโทษให้ ดาร์วิน นูนเญซ โฉบมาสับไกยิง ธิโบต์ กูร์กตัวส์ ล้มตัวปัดลูกไปโดนขา ราอูล อเซนซิโอ ไหลเข้าหาประตู แต่อเซนซิโอยังตามไปเตะทิ้งจากเส้นประตูทันแบบหวุดหวิด ลิเวอร์พูลยังไม่ขึ้นนำ
นาที 23 ลิเวอร์พูลพลาดโอกาสทอง ไรอัน กราเฟนแบร์ก กระดกบอลลอยไปหาเขตโทษแล้วแนวรับมาดริดสกัดไม่เด็ดขาด ดาร์วิน นูนเญซ จึงสบโอกาสปราดเข้ายิงจ่อๆ ธิโบต์ กูร์กตัวส์ ยังไวออกมาบล็อกได้ฉิวเฉียด
นาที 34 ยังคงเป็นฝั่งลิเวอร์พูลที่ได้ลุ้น อเล็กซิส แม็กอัลลิสเตอร์ ยกบอลลอยข้ามแนวรับเข้าเขตโทษให้ หลุยส์ ดิอาซ สปีดมาโหม่งหวังเล่นทางให้เสียบมุม แต่ก็เจอ ธิโบต์ กูร์กตัวส์ ชกออกไปได้ จบครึ่งแรกยังเสมอกันอยู่ 0-0
ครึ่งหลังนาที 51 อเล็กซิส แม็กอัลลิสเตอร์ ตักบอลข้ามแนวรับให้ คอเนอร์ แบรดลีย์ สอดมาโขกแบบไม่มีใครประกบ ธิโบต์ กูร์กตัวส์ ซูเปอร์เซฟล้มตัวปัดทันอย่างไม่น่าเชื่อ ลิเวอร์พูลยังคงไม่ได้ประตูขึ้นนำ
นาที 52 ในที่สุดลิเวอร์พูลก็เจาะตาข่ายสำเร็จจนได้ อเล็กซิส แม็กอัลลิสเตอร์ ทำชิ่งกับ คอเนอร์ แบรดลีย์ จนทำให้แม็กอัลลิสเตอร์มีพื้นที่บุกเข้าเขตโทษแล้วตวัดยิงเข้าไป เจ้าบ้านนำ 1-0
นาที 59 ลูกัส บาซเกซ ได้บอลทางด้านขวาของเขตโทษแล้วโดน แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน เกี่ยวขาล้มลง มาดริดจึงได้จุดโทษ คีลิยัน เอ็มบัปเป รับหน้าที่สังหาร ควิวิน เคลเลเฮอร์ พุ่งถูกทางปัดทิ้งไปได้ ลิเวอร์พูลรอดตัวไม่เสียประตู
นาที 69 โมฮาเหม็ด ซาลาห์ เลี้ยงบอลเข้าเขตโทษแล้วโดน แฟร์กล็องด์ เมนดี ขัดขาล้มลง ลิเวอร์พูลจึงได้จุดโทษบ้าง ซาลาห์ลุกมาสังหารเองแต่ยิงลูกชนเสาออกหลังไปในนาที 70 สกอร์จึงยังไม่เปลี่ยนแปลง
นาที 77 ลิเวอร์พูลได้ลูกเตะมุมฝั่งขวา แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน เล่นเขี่ยสั้นกับเพื่อน ก่อนที่โรเบิร์ตสันจะขยับไปเปิดโค้งเข้ากลางให้ โคดี กักโป ขึ้นโขกเต็มๆ ตุงตาข่าย สกอร์กลายเป็น 2-0
นาที 90+1 จากจังหวะสวนกลับเร็ว โคดี กักโป วางบอลยาวขึ้นหน้าให้ หลุยส์ ดิอาซ ควบเข้าไปยิงในเขตโทษ ก่อนยิงไปติดบล็อก ธิโบต์ กูร์กตัวส์ ลิเวอร์พูลจึงไม่ได้ประตูเพิ่ม
นาที 90+3 มาดริดเปิดบอลเข้ากลาง จูด เบลลิงแฮม โขกชงต่อให้ บราฮิม ดิอาซ กระชากหนีกองหลังแล้วยิงมุมแคบทางด้านขวาของเขตโทษ ควิวิน เคลเลเฮอร์ ยังเหนียวเซฟเอาไว้ได้ จบเกมลิเวอร์พูลชนะไป 2-0
ลิเวอร์พูลจึงชนะมาดริดได้เป็นหนแรกในรอบกว่า 15 ปี นับตั้งแต่ครั้งล่าสุดในศึกแชมเปียนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย เมื่อเดือนมีนาคม 2009 ซึ่งคราวนั้น “หงส์แดง” เปิดบ้านชนะ 4-0 หลังจากนั้นเจอกันอีก 8 หน ลิเวอร์พูลไม่ชนะอีกเลย กระทั่งปลดล็อกได้ในหนที่ 9 นี้เอง
นอกจากนี้เมื่อผ่านไปแล้ว 5 นัดเท่ากัน ลิเวอร์พูลยังเป็นทีมเดียวที่ชนะรวด โดยมี 15 คะแนนเต็ม นำจ่าฝูงและมีโอกาสเข้ารอบสูง ส่วนมาดริดมี 6 คะแนน อยู่อันดับ 24 ยังอยู่ในพื้นที่เพลย์ออฟ

(REUTERS/Hannah Mckay)
ทางด้าน “สิงห์ผงาด”แอสตัน วิลลา จากอังกฤษ เปิดสนามวิลลา พาร์ก เสมอกับ “ม้าลาย”ยูเวนตุส จากอิตาลี 0-0
หลังผ่านไป 5 นัด วิลลามี 10 คะแนน อยู่อันดับ 9 ส่วนยูเวนตุสเก็บไป 8 คะแนน ยึดอันดับ 19 ทั้งคู่อยู่ในพื้นที่เพลย์ออฟ
ผลคู่อื่น เชอร์เวนา ซเวซดา (เซอร์เบีย) ชนะ สตุตการ์ต (เยอรมนี) 5-1, สตวร์ม กราซ (ออสเตรีย) ชนะ จิโรนา (สเปน) 1-0, ดินาโม ซาเกร็บ (โครเอเชีย) แพ้ โบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์ (เยอรมนี) 0-3, โมนาโก (ฝรั่งเศส) แพ้ เบนฟิกา (โปรตุเกส) 2-3
โบโลญญา (อิตาลี) แพ้ ลีลล์ (ฝรั่งเศส) 1-2, เซลติก (สกอตแลนด์) เสมอ คลับ บรูช (เบลเยียม) 1-1, พีเอสวี (เนเธอร์แลนด์) ชนะ ชักตาร์ โดเน็ตส์ก (ยูเครน) 3-2
อันดับบนตารางคะแนน 8 อันดับแรก หลังผ่านไป 5 นัดเท่ากัน (โควต้าเข้ารอบทันที)
1. ลิเวอร์พูล (15 คะแนน)
2. อินเตอร์ มิลาน (13 คะแนน)
3. บาร์เซโลนา (12 คะแนน)
4. โบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์ (12 คะแนน)
5. อตาลันตา (11 คะแนน)
6. ไบเออร์ เลเวอร์คูเซน (10 คะแนน)
7. อาร์เซนอล (10 คะแนน)
8. โมนาโก (10 คะแนน)