พิชิตหุบเขาอันศักดิ์สิทธิ์ วัดทักซัง-ประเทศภูฏาน

พิชิตหุบเขาอันศักดิ์สิทธิ์

พิชิตหุบเขาอันศักดิ์สิทธิ์ วัดทักซัง-ประเทศภูฏาน

คอลัมน์ ข่าวสดหลากหลาย

สุพันนิกา พรหมมา

พิชิตหุบเขาอันศักดิ์สิทธิ์ – เชื่อว่าในแต่ละประเทศจะมีสถานที่สำคัญและเป็นไฮไลต์ จนต้องใช้ประโยคที่ว่า “ถ้าหากไม่ไปสัมผัสถือว่ามาไม่ถึง” ช่วงฤดูใบไม้ร่วงมีโอกาสได้ไปเยือนประเทศภูฏาน ดินแดนที่ใครหลายคนต่างร่ำลือว่าแสนสงบ ร่ำรวยความสุข และมีอารยธรรมอันเก่าแก่ที่สืบทอดกันมายาวนาน

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เข้าร่วมประชุมคณะทำงานกับ สภาการท่องเที่ยวภูฏาน ภายใต้บันทึกความเข้าใจ หรือเอ็มโอยู เพื่อขยายช่องทางสร้างรายได้ท่องเที่ยวเพิ่มของทั้ง 2 ประเทศ โดยกำหนดเส้นทางการท่องเที่ยวที่สอดคล้องกัน เพื่อดึงกลุ่มนักท่องเที่ยวเฉพาะ เช่น การท่องเที่ยวในเชิงศาสนาให้มาท่องเที่ยว และใช้จ่ายในประเทศ

ประเทศนี้ มีสถานที่ขึ้นชื่อสวยเด่นตั้งตระหง่านอยู่หน้าผาสูง คือ วัดทักซัง หรืออีกชื่อเรียกว่า วัดรังเสือ อยู่บนหุบเขาในเมืองพาโร เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ มีชื่อเสียงระดับโลก และมีชื่อเสียงที่สุดในบรรดาวัดวาอารามของพุทธศาสนาในภูฏาน

วัดทักซังตั้งอยู่ริมผาสูง 900 เมตร ระยะทางต้องเดินเท้าขึ้นไปประมาณ 3 กิโลเมตร ด้านล่างมีม้าไว้ให้บริการ ราคาตัวละ 860 งุลตรัม การขี่ม้าจะช่วยผ่อนแรงและประหยัดเวลาได้ค่อนข้างมาก แต่ม้าจะไปส่งแค่ 1 กิโลเมตรแรก ที่เหลือต้องเดินเท้าต่อ และขากลับต้องเดินลงมาเอง ไม่มีม้ามาคอยรับ

ระหว่างทางจะมีจุดเบสแคมป์ ให้พักเข้าห้องน้ำและดื่มน้ำ ทานอาหารได้ ที่ร้านคาเฟ่เล็กๆ จากนั้นต้องเดินเท้าต่ออีก 2 กิโลเมตร และช่วงสุดท้ายต้องลงบันได 400 ขั้น และขึ้นบันไดอีก 300 ขั้น เพื่อเข้าสู่ตัววัดทักซัง น่าเสียดายที่ไม่สามารถเก็บภาพเป็นที่ระลึกได้ เพราะกฎระเบียบที่นี่ค่อนข้างเคร่งครัด ทุกวัดนั้นห้ามถ่ายภาพภายในตัวอาคารเด็ดขาด

สถานที่นี้ยังมีความเชื่อว่าเป็นหุบเขาอันศักดิ์สิทธิ์ และเป็นหนทางการแสวงบุญเพื่อความเจริญก้าวหน้า เป็นสิริมงคลกับชีวิต ทำให้ชาวพุทธหลายคนอยากมาพิชิต แม้แต่ลามะชั้นสูงและชาวทิเบตยังต้องเดินทางข้ามเขาเพื่อมา สักการะให้ได้สักครั้งในชีวิต

แม้ทางที่เดินจะไม่ค่อยราบเรียบเท่าไหร่นัก บางช่วงต้องปีนป่าย และต้องใช้พลังกายเป็นอย่างมาก แต่เมื่อไปถึงที่หมายแล้ว ภาพเบื้องหน้าและบรรยากาศที่ได้สัมผัส มันคุ้มค่ามาก จนทำให้ความเหนื่อยล้าจางหายไป

ตามตำนานยังเล่าด้วยว่า “ท่านกุรุรินโปเช” ลามะชื่อดัง เป็นผู้นำศาสนาพุทธชาวทิเบตขี่นางเสือตัวหนึ่ง ซึ่งเสือที่ขี่มานั้น หลายคนเชื่อว่าเป็นภรรยาของท่าน ที่แปลงกายเป็นนางเสือ เพื่อตั้งใจมากำราบปีศาจที่กำเริบอยู่ในบริเวณดังกล่าว

โดย กุรุรินโปเช เหาะมาจากทางภาคตะวันออกของประเทศ และมาบำเพ็ญญาณในถ้ำของวัด 3 เดือน จึงออกมาเพื่อแสดงธรรมแก่ชาวบ้าน วัดแห่งนี้จึงเป็นที่เลื่อมใสของชาวพุทธภูฏานเป็นอย่างมาก ต่อมาถ้ำนี้กลายเป็นสถานที่สำหรับการเจริญสมาธิ บำเพ็ญเพียร และสวดมนต์ภาวนาปฏิบัติธรร

ปัจจุบันสังขารของท่านบรรจุอยู่ภายในสถูปกลางห้องทางด้านซ้ายมือ ตรงสุดปลายบันไดทางขึ้น บริเวณภายในเขตวัด มีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ อยู่ทั้งหมด 13 แห่ง ประชากรของประเทศนี้ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธนิกายวัชรยาน

โดยชาวภูฏานบางคนไม่ได้แสวงบุญด้วยการเดินขึ้นเขาอย่างเดียว แต่จาริกด้วยการกราบอัษฎางคประดิษฐ์ตามแบบวัชรยาน คือเดินสามก้าวแล้วก้มลงกราบ ให้อวัยวะทั้ง 8 สัมผัสราบกับพื้น

ความสวยงามของวัดนี้อยู่ท่ามกลางภูเขาสวยและท้องฟ้าสีสดใส บางวันอุณหภูมิลดต่ำจะมีเมฆหมอกลอยละล่องอยู่รายรอบตัววัด โดยอาคารตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมแบบวัดในทิเบต มีหลังคาเป็นสีทองสว่าง

ถือว่าเป็นประเทศเล็กๆ ที่เป็นจุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยวชาวพุทธ หากอยากไปท่องเที่ยวที่ไหนสักแห่งที่ไม่วุ่นวาย แถมยังมีอารยธรรมอันเก่าแก่ให้ได้ศึกษา มีวัดวาอารามให้ได้เข้าไปแสวงบุญ ต้องไม่ควรพลาดไปเยือนภูฏาน สักครั้ง แล้วจะอิ่มบุญ อิ่มเอมในจิตใจ

อ่านข่าว

บทความก่อนหน้านี้หามส่งรพ.ด่วน! ตั้ว ศรัณยู พลาดท่า – เปิ้ล ภรรยา เผยต้องนอนยาว คนบันเทิงแห่ให้กำลังใจ
บทความถัดไปช่วยสาวไทย โดนจับเรียกค่าไถ่บ่อนเขมร ทำร้าย บุหรี่จี้ตัว ขู่ส่งส่งนิ้วให้สามี!