ฮิตาชิ เอนเนอร์ยี่ ชูเทคโนโลยีดิจิทัล–สมาร์ทกริด เปิดตัวครบชุดในงาน IEEE PES GTD Asia 2025
นายวรวุฒิ วรุตตมพรสุ Country Managing Director บริษัท ฮิตาชิ เอนเนอร์ยี่ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่าบริษัทซึ่งดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับอุปกรณ์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ระบบอัตโนมัติ และหุ่นยนต์โดยมีธุรกิจหลัก 4 ส่วน ได้แก่ Grid Automation, Grid Integration, High Voltage Products และ Transformers ซึ่งเกี่ยวข้องกับอุปกรณ์ไฟฟ้า หม้อแปลงไฟฟ้าแรงสูง และระบบการสร้างสถานีไฟฟ้า เห็นถึงความท้าทายของประเทศไทยในการเดินหน้าสู่ทิศทางของพลังงานคาร์บอนต่ำ และความยั่งยืน เพื่อเป้าหมาย Net Zero หรือ ความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2593 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2608 ภายใต้ยุทธศาสตร์ Energy Transition ที่ครอบคลุมทั้งการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้า และการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
โดยล่าสุดเมื่อเดือนต.ค. ที่ผ่านมา กระทรวงพลังงานได้เปิดตัวนโยบาย “Quick Big Win” เพื่อเร่งจัดทำแผนพัฒนาพลังไฟฟ้า (แผน PDP) ฉบับใหม่ภายใน 4 เดือนให้สอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจดิจิทัลที่ต้องการพลังงานสะอาดและความเสถียรของพลังงานมากขึ้น
ทำให้ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายสำคัญหลายด้านในการขับเคลื่อน Energy Transition โดยเฉพาะการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนที่มีธรรมชาติการผลิตผันผวน ส่งผลให้โครงข่ายไฟฟ้าต้องมีระบบบริหารจัดการที่ยืดหยุ่นและเสถียรยิ่งขึ้น การดำเนินโครงการโซล่าฟาร์มชุมชน 1,500 เมกะวัตต์ ยิ่งทำให้การเชื่อมต่อแหล่งผลิตไฟฟ้าที่กระจายตัวกลายเป็นความท้าทายเชิงโครงสร้างที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ
ในขณะเดียวกัน ประเทศกำลังพัฒนาให้เป็น “Digital Hub” ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีทั้งแผนรองรับการใช้งานข้อมูลจำนวนมหาศาล การเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการขยายตัวของดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ ซึ่งล้วนเป็นภาคส่วนที่ต้องการไฟฟ้าปริมาณสูงและมีความเสถียรต่อเนื่อง ส่งผลให้ความต้องการพลังงานสะอาดที่มั่นคงเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด
นอกจากนี้ ระบบโครงสร้างพื้นฐานเดิมยังต้องพัฒนาให้สอดรับการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการบริหารใช้พลังงานในภาคอุตสาหกรรมที่ต้องยกระดับประสิทธิภาพเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งทั้งหมดเป็นความท้าทายสำคัญที่ประเทศไทยต้องเร่งจัดการเพื่อให้การเดินหน้าสู่ Net Zero เกิดขึ้นได้อย่างจริงจัง
อย่างไรก็ดีความสำคัญของการใช้เทคโนโลยีเพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero โดยเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบอัตโนมัติจะเป็นกลไกหลักในการสร้างสมดุลระหว่างพลังงานหมุนเวียนและความมั่นคงของระบบไฟฟ้า
โดยเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับสมาร์ทกริด ระบบสั่งการอัตโนมัติ (Automation) และการวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารอุปสงค์–อุปทานพลังงาน และช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของพลังงานสะอาด
ดังนั้นเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Data Analytics จะเป็นหัวใจสำคัญของการคาดการณ์โหลดไฟฟ้าในอนาคต รวมถึงการวางแผนการใช้พลังงานอย่างแม่นยำ ขณะที่ระบบกักเก็บพลังงานอัจฉริยะ (BESS) จะมีบทบาทช่วยเสริมความต่อเนื่องของไฟฟ้าในช่วงที่พลังงานหมุนเวียนผลิตได้น้อย และช่วยบริหารความผันผวนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อีกด้านหนึ่ง อุปกรณ์ไฟฟ้าแรงสูงที่ใช้เทคโนโลยีลดการปล่อยคาร์บอน เช่น อุปกรณ์ที่ไม่ใช้ก๊าซ SF₆ (ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่มีศักยภาพสูง) จะช่วยลด Carbon Footprint ของโครงข่ายไฟฟ้าได้อย่างเป็นรูปธรรม
จากความสำคัญเหล่านี้ เทคโนโลยีจึงกลายเป็นรากฐานสำคัญของการเปลี่ยนผ่านพลังงานในประเทศไทย โดยช่วยให้ระบบไฟฟ้าสามารถรองรับทั้งพลังงานหมุนเวียน การเติบโตของอุตสาหกรรมใหม่ และความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ดังนั้นกลยุทธ์และเทคโนโลยีดิจิทัลของฮิตาชิ เอนเนอร์ยี่ ที่ตะมาสนับสนุน Thailand Energy Transition หรือการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศไทย โดยนำเสนอโซลูชันสำคัญที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ความเสถียร ความยืดหยุ่น และความยั่งยืนของระบบไฟฟ้าในยุคที่พลังงานหมุนเวียนเติบโตอย่างรวดเร็ว
กลุ่มโซลูชัน Grid-enSure™ ประกอบด้วยเทคโนโลยีหลักสำหรับเสริมความเสถียรของโครงข่ายไฟฟ้า ได้แก่
• STATCOM ระบบควบคุมคุณภาพไฟฟ้าแบบเรียลไทม์
• HVDC ระบบส่งไฟฟ้าแรงสูงกระแสตรงที่ช่วยลดการสูญเสียในการส่งพลังงานระยะไกล
• SFC อุปกรณ์แปลงความถี่ไฟฟ้าเพื่อเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าต่างมาตรฐานให้ทำงานร่วมกันได้
• BESS ระบบกักเก็บพลังงานที่ช่วยบริหารความผันผวนของพลังงานหมุนเวียน
• EconiQ™ อุปกรณ์ไฟฟ้าแรงสูงแบบลดการใช้ก๊าซเรือนกระจก รองรับเป้าหมาย Net Zero
โดยเทคโนโลยีทั้งหมดนี้จะช่วยให้ระบบไฟฟ้าของไทยสามารถรองรับพลังงานหมุนเวียนในสัดส่วนที่สูงขึ้น พร้อมรักษาเสถียรภาพการจ่ายไฟในทุกสถานการณ์
นอกยากนี้ยังมีโซลูชัน Grid-eXpand™ เทคโนโลยีสถานีไฟฟ้าแรงสูงแบบสำเร็จรูป (Modular & Prefabricated) ซึ่งติดตั้งได้รวดเร็วและไม่ต้องปลูกสร้างสถานีขนาดใหญ่ใหม่ทั้งหมด ช่วยให้การเชื่อมต่อโรงไฟฟ้าหมุนเวียน โซล่าฟาร์มชุมชน โรงงาน และดาต้าเซ็นเตอร์ สามารถทำได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
TXpert™ Hub แพลตฟอร์มดิจิทัลสำหรับหม้อแปลงไฟฟ้าที่ติดตั้งเซนเซอร์เพื่อตรวจสอบข้อมูลแบบเรียลไทม์ สามารถวิเคราะห์แนวโน้มความเสี่ยง แจ้งเตือนอัตโนมัติ และช่วยวางแผนซ่อมบำรุงล่วงหน้า ลดความเสี่ยงไฟฟ้าขัดข้อง และเพิ่มความพร้อมใช้งานของสินทรัพย์ในระบบไฟฟ้า
PLC IoT Controller อุปกรณ์ควบคุมอัจฉริยะที่ผสานความสามารถของ PLC และ IoT ทำให้โรงงานและระบบพลังงานสามารถตรวจสอบสถานะการทำงานแบบเรียลไทม์ คาดการณ์การซ่อมบำรุง และควบคุมการทำงานจากระยะไกลได้อย่างปลอดภัย ช่วยผลักดันการพัฒนาโรงงานอัจฉริยะและโครงข่ายพลังงานดิจิทัลในยุคอุตสาหกรรม 4.0
รวมถึงย้งมีโซลูชั่นบริการหลังการขายที่ครอบคลุมการออกแบบ ติดตั้ง บำรุงรักษา การยืดอายุการใช้งานสินทรัพย์ และการจัดการเมื่อสิ้นสุดอายุ พร้อมการใช้ข้อมูลจาก IoT ในการคาดการณ์ความเสี่ยง ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพด้านการใช้งานในระยะยาว
อย่างไรก็ดี ฮิตาชิ เอนเนอร์ยี่เตรียมเตรียมเปิดตัวนวัตกรรมทั้งหมดนี้ในงาน IEEE PES GTD Asia 2025 ซึ่งเป็นงานประชุมและนิทรรศการด้านไฟฟ้าและพลังงานระดับนานาชาติที่จัดขึ้นเพื่อนำเสนอและแลกเปลี่ยนนวัตกรรม เทคโนโลยี และแนวคิดด้านการผลิต ส่ง และจำหน่ายไฟฟ้าในอนาคต รวมถึงพลังงานหมุนเวียน และระบบโครงข่ายอัจฉริยะ
งานนี้จัดขึ้นที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ระหว่างวันที่ 27–29 พ.ย. 2568