เสาวรส เป็นที่นิยมบริโภคของคนไทยจำนวนมาก เนื่องจากมีรสชาติและกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ รวมถึงมีประโยชน์ต่อสุขภาพ เพราะมีวิตามินเอและไลโคปีน โดยมีการปลูกเพื่อบริโภคสดและแปรรูปในอุตสาหกรรมน้ำผลไม้ ทำให้เสาวรสเป็นผลไม้เศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่งของไทย เนื่องจากความต้องการของตลาดมีแนวโน้มเติบโตมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่เกษตรกรชาว จ.ราชบุรี ได้ทดลองปลูกเสาวรสสายพันธุ์ใหม่ “เหลืองน้ำผึ้ง” เป็นสายพันธุ์ที่นำเข้าจากประเทศไต้หวัน มีเอกลักษณ์เฉพาะคือ โตเร็ว มีรสชาติหวาน หอม ราคาดี

โดยนายราเชนทร์ สุขหวานอารมณ์ ประธานวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตมะม่วง ส่งออก อ.บางแพ จ.ราชบุรี เล่าให้ฟังว่าใช้พื้นที่ 15 ไร่เศษ บริเวณหมู่ 7 ต.ทุ่งหลวง อ.ปากท่อ ทดลองปลูกเสาวรสสายพันธุ์ใหม่เป็นครั้งแรก
ซึ่งเนื้อที่ 1 ไร่ สามารถปลูกได้ประมาณกว่า 400 ต้น เว้นระหว่างต้นประมาณ 1 เมตร คลุมด้วยผ้ายางสีดำช่วยลดปัญหาหญ้าขึ้นปกคลุมที่โคนต้นได้
ด้านบนจะใช้ลวดสะลิงเหล็กขึงพาดยาว ใช้ไม้ไผ่ค้ำยันเพื่อให้ต้นเสาวรสได้เลื้อยอาศัยด้านบน การดูแลใช้ระบบน้ำหยด รดน้ำเช้าและเย็น ที่สำคัญต้องหมั่นตัดแต่งใบออกเพื่อให้โล่งโปร่ง ทำให้ง่ายต่อการดูแลรักษาผลผลิตให้มีคุณภาพดี
นายราเชนทร์กล่าวอีกว่า ปลูกเสาวรสอยู่กว่า 10 ไร่ เป็นพันธุ์นำเข้าจากประเทศไต้หวัน นำเข้ามาประมาณ 3,000 ต้น มีการปลูกในเมืองไทยได้ประมาณ 2 ปีแล้ว


ช่วงมีฝนตกชุกอาจจะมีการติดพวกเชื้อรามาบ้าง ทำให้เสียหายเล็กน้อย ตอนนี้คงเหลืออยู่ประมาณ 2,000 ต้น ซึ่งได้แบ่งให้เพื่อนๆ และสมาชิกไปทดลองปลูกบางส่วน
ที่ตั้งชื่อพันธุ์เหลืองน้ำผึ้ง เพราะว่าเนื้อมีลักษณะเป็นสีเหลืองครีมเหมือนน้ำผึ้ง และยังมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร มีวิตามินแร่ธาตุเหมือนกับเสาวรสทั่วไป
จุดเด่นคือจะมีรสชาติความหวานดี เนื้อเต็มลูก การตลาดค่อนข้างดี จากที่เพื่อนปลูกไว้เยอะที่ จ.เชียงใหม่ และได้แบ่งมาปลูกภาคกลางที่นี่ และน่าจะเป็นสวนแรกที่ปลูกเสาวรสได้มากขนาดนี้
ส่วนสิ่งที่ต้องระวังคือ การติดดอกออกผล เพราะจะมีเชื้อรารบกวนตามมาด้วย การปลูกจะทำเป็น 2 แถว มีผลดีจะทำให้มีลูกติดแถวล่างและแถวบน เวลาตัดแต่งใบและกิ่งก็จะสามารถเก็บผลผลิตได้ตลอดทั้งปีมากยิ่งขึ้น ช่วงเวลาตั้งแต่ตัดยอดจนถึงออกผลผลิต อยู่ประมาณ 100-110 วัน


อย่างไรก็ตาม ขณะนี้คนยังปลูกกันไม่มาก เนื่องจากเป็นสายพันธุ์ใหม่ ต้นพันธุ์ค่อนข้างราคาแพง การดูแลค่อนข้างยาก แต่ด้วยเคยทำเกษตรมาก่อนจึงรู้วิธีดูแลรักษา จากการทดลองปลูกครั้งนี้ลงทุนไปประมาณ 6 แสนบาท เกษตรกรที่จะปลูกได้ จะต้องมีทักษะ มีความรู้ด้านการเกษตรอยู่แล้ว และต้องใส่ใจดูแลเป็นอย่างดีด้วย
ด้านการตลาด จะส่งขายที่ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ และท็อปส์ซูเปอร์มาร์เก็ต บรรจุแพ็กละ 500 กรัม ถือเป็นสินค้าตัวใหม่รสชาติค่อนข้างดี หน้าสวนจะขายกิโลกรัมละ 100 บาท คาดการณ์เสาวรส 1 ต้นสามารถเก็บผลผลิตได้ประมาณ 1 กิโลกรัมเป็นขั้นต่ำ


ถ้าปลูกประมาณ 2,000 ต้น จะเก็บผลผลิตได้ประมาณ 20,000 กิโลกรัม สามารถเก็บผลได้ประมาณ 2 ปี โดยจะเก็บทุก 5 วัน นำไปบ่มให้สุกอีกประมาณ 3 วัน ก็จะได้ลูกเสาวรสที่มีลักษณะสีผิวออกเหลืองอ่อนๆ บรรจุใส่ถุงตาข่ายหรือกล่องพลาสติกประมาณ 6-7 ลูก มีน้ำหนักประมาณ 500 กรัม ส่งขายแพ็กละ 70 บาท
ซึ่งนอกจากจะปลูกเสาวรสเป็นผลไม้หลักแล้ว ที่นี่ยังปลูกมะม่วงอีกหลายชนิด เช่น พันธุ์น้ำดอกไม้สีทอง สายพันธุ์อาร์ทูอีทู และอีกหลายสายพันธุ์ ไว้บริเวณร่องของต้นเสาวรสควบคู่กัน เมื่อต้นเสาวรสหมดอายุแล้วก็ยังเก็บผลมะม่วงได้อีกทางหนึ่งด้วย
สำหรับผู้สนใจอยากเข้าไปศึกษาวิธีการปลูก หรือสอบถามข้อมูลรายละเอียด สามารถติดต่อได้ที่นายราเชนทร์ โทร. 08-6041-9571
ดุสิต จิรภัทรากร