ธปท. รับฟังข้อเสนอ ส.อ.ท. ขอซอฟต์โลนช่วยเอสเอ็มอี ชงจัดตั้งกองทุนเอสเอ็มอีนวัตกรรมการเงิน รับปากรักษาเสถียรภาพค่าเงินบาท
นายเกรียงไกร เธียรนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และคณะผู้บริหาร ว่าถือเป็น “นิมิตหมายที่ดี” ที่ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึก เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไทยในภาวะที่โลกผันผวนรุนแรง พร้อมลดช่องว่างการสื่อสาร และสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างภาคการเงินและภาคการผลิต
“ปัญหาสำคัญคือ ค่าเงินบาทที่แข็งค่าเกินไปกว่า 7% เมื่อเทียบกับภูมิภาค อย่างค่าเงินดองเวียดนามอ่อนค่ากว่า 3% ทำให้ช่องว่างการแข่งขันห่างกันเกือบ 10% สินค้าส่งออกไทยที่มีกำไรไม่มาก จึงเสียเปรียบประเทศคู่แข่งอย่างเห็นได้ชัด โดยรายได้จากการส่งออกคิดเป็นกว่า 60% ของจีดีพี และยังส่งผลต่อการจ้างงานและเศรษฐกิจในวงกว้าง“

ทั้งนี้ ส.อ.ท. เสนอแนวทางให้ ธปท. และสถาบันการเงินพิจารณา “ซอฟต์โลน” ดอกเบี้ยต่ำ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่มีวินัยทางการเงินดี เช่น ไม่เคยค้างชำระค่าน้ำค่าไฟ หรือมีเครดิตชุมชนที่ดี ควรได้รับแต้มต่อในการกู้ยืม ทั้งยังเสนอให้จัดตั้ง “กองทุนเอสเอ็มอีนวัตกรรมการเงิน” โดยเปิดโอกาสให้เอกชนร่วมลงทุน เพื่อให้ผู้ประกอบการที่ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อปกติสามารถเข้ามาขอทุนสนับสนุนได้
นายเกรียฃไกร กล่าวว่า ผู้ว่าการ ธปท. รับข้อเสนอของภาคเอกชน โดยจะนำข้อมูลไปพิจารณาหาแนวทางร่วมมือแก้ปัญหาค่าเงินบาท ซึ่งได้รับผลกระทบจากหลายปัจจัย ทั้งจากราคาทองคำที่ปรับขึ้น และการทำธุรกรรมคริปโตเคอร์เรนซี ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับการฟอกเงินระหว่างประเทศ ซึ่งขณะนี้มีการเทรดทองคำเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐแล้ว ช่วยลดการแข็งค่าของเงินบาทได้ ซึ่งหากค่าเงินอยู่ในระดับ 34–35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จะช่วยผู้ส่งออกได้มาก และเป็นระดับที่สมดุลระหว่างเสถียรภาพเศรษฐกิจกับการแข่งขัน

นอกจากนี้ ส.อ.ท. ยังเสนอให้ภาครัฐเพิ่มสัดส่วนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่เป็นสินค้า “เมดอินไทยแลนด์” จาก 30% เป็น 50% เพื่อกระตุ้นอุตสาหกรรมในประเทศ และสร้างรายได้ให้เอสเอ็มอีโดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณเพิ่มเติม และเสนอให้ขยายพอร์ตการค้าประกันสินเชื่อของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) จาก 30% เป็น 40% หรือปรับลดระยะเวลาการค้ำประกันต่อพอร์ตโฟลิโอลงจาก 10 ปี เหลือเพียง 5–7 ปี เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการเข้าถึงแหล่งทุน
ด้านนายวิทัย กล่าวว่า ธปท. มุ่งรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาทให้สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ และไม่ให้ผันผวนมากจนส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจ พร้อมเดินหน้าทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อบรรเทาผลกระทบ ตลอดจนผลักดันมาตรการต่างๆ
ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและรับมือกับความท้าทายต่างๆ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว รวมถึงย้ำความสำคัญของการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโตเข้มแข็งและยั่งยืน